close

26 ส.ค. 2568

6 เทคนิคปลุกใจ แก้ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome)

Career Story
SCGC Explainer:
    • Burnout ภาวะเรื้อรังจากความเครียดและความกดดันในการทำงานอย่างต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ
    • ภาวะหมดไฟแบ่งออกได้ 3 ประเภท การทำความเข้าใจจึงสำคัญ เพื่อค้นหาวิธีรับมือที่เหมาะสมต่อไป
    • อย่าสับสนกับความเหนื่อยล้า (Fatigue) ซึ่งเกิดขึ้นชั่วคราวและร่างกายสามารถฮีลตัวเองได้
    • เราแนะนำ 6 วิธีใหม่ ๆ ที่ช่วยแก้ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) ให้กับคุณที่นี่

--------------------------------------------------------------------------------------------

ตั้งแต่ปี 2019 องค์การอนามัยโลก (WHO)ได้ประกาศให้ ‘ภาวะหมดไฟ’ (Burnout Syndrome) หรือเรียกให้เข้าใจมากขึ้นก็คือ ‘ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome)’ เป็นภาวะทางสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเป็นทางการ ภาวะนี้กำลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยขึ้นในสังคมเมืองและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่น่ากังวลคืองานวิจัยในต่างประเทศชี้ว่าภาวะหมดไฟอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าในระยะยาวและแม้ว่าจะไม่ได้เป็นโรคทางจิตเวช Burnout ยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยเหตุนี้ Burnout Syndrome จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภัยเงียบที่ทุกคนควรทำความเข้าใจและตระหนักถึง

ผลสำรวจของ Deloitteชี้ให้เห็นว่า 77% ของพนักงานประจำในสหรัฐฯ ยอมรับว่าเคยเผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงานปัจจุบัน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเคยประสบปัญหานี้มากกว่าหนึ่งครั้ง ในขณะเดียวกัน 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจรู้สึกว่าองค์กรของตนยังดำเนินการไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือช่วยเหลือในเรื่องนี้ และที่น่ากังวลคือ 21% ระบุว่าองค์กรไม่มีมาตรการใด ๆ รองรับเลย

ในบทความนี้ SCGC ชวนมาทำความเข้าใจกับภาวะดังกล่าว และค้นพบวิธีเติมไฟ เพิ่มพลังใจ เพื่อเอาชนะภาวะ Burnout Syndrome และฟื้นฟูพลังตัวคุณเองให้กลับมาสดใส พร้อมลุยงานหนักกันอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2025 นี้

ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) คืออะไร ?

ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า Burnout นั้น คือสภาวะของความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเกิดจากความเครียดสะสมในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม สัญญาณเตือนคือความรู้สึกเบื่องาน ไม่อยากไปทำงาน มองทุกอย่างในแง่ลบ จนประสิทธิภาพตกลง ที่สำคัญ ภาวะนี้ยังทำลายสุขภาพจิต ทำให้นอนไม่หลับ เครียดง่าย และกระทบความสัมพันธ์กับคนอื่นได้อีกด้วย

องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ภาวะหมดไฟเป็นปรากฏการณ์ด้านอาชีพที่เกิดจาก ความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

ภาวะหมดไฟสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามหลักจิตวิทยา โดยแต่ละประเภทมีสาเหตุและผลกระทบที่แตกต่างกัน มาทำความเข้าใจภาวะหมดไฟในแต่ละรูปแบบ เพื่อค้นหาวิธีรับมือที่เหมาะสมกับคุณที่สุด

    • ภาวะหมดไฟจาก ‘งานล้นมือ’ (Overload Burnout) คุณเคยรู้สึกว่ามีงานกองท่วมตัวแต่กลับไม่มีแรงจะทำ หรือผัดวันประกันพรุ่งจนทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกันหรือไม่ ? หากใช่ นี่คือสัญญาณของภาวะหมดไฟประเภท “งานล้นมือ” ซึ่งเกิดจากการแบกรับภาระงานและความคาดหวังที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่สูงเกินจริง หรือแรงกดดันจากคนรอบข้างและตัวเอง โดยเฉพาะเมื่องานนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัด แม้การทำงานหนักจะทำให้คุณดูเป็นคนขยันในสายตาของหัวหน้า แต่ในความเป็นจริง มันกำลังบั่นทอนคุณทีละน้อย สอดคล้องกับงานวิจัยในวารสาร Anxiety, Stress, & Coping ปี 2013 ที่พบว่า การทุ่มเทกับงานมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตในระยะยาว
    • ภาวะหมดไฟจาก ‘พลังงานหมดสิ้น’ (Under-Challenged/Depletion Burnout) ลองนึกภาพคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเต็มไปด้วยพลังในการเล่นหรือเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่ปัจจุบันกลับรู้สึกว่าแม้แต่การเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ ก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยแสนเหนื่อย... นี่คือสัญญาณของภาวะหมดไฟแบบ “พลังงานหมดสิ้น” ภาวะนี้เปรียบเสมือนแบตเตอรี่ที่ถูกใช้งานจนหมดเกลี้ยงและไม่สามารถชาร์จให้เต็มได้อีก มันเกิดจากความเหนื่อยล้าที่สะสมเป็นเวลานาน ซึ่งไม่ได้มาจากเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงภาระหนักในชีวิตส่วนตัว เช่น การต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวหรือสมาชิกที่เจ็บป่วย จนไม่มีเวลาได้พักหรือฟื้นฟูตัวเอง ความเครียดจากการทำหน้าที่ต่างๆ โดยไม่มีเวลาให้ตัวเอง จะค่อยๆ สูบพลังงานชีวิตของเราไปทีละน้อย จนสุดท้ายก็ไม่เหลือแรงจูงใจใด ๆ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจในระยะยาว
    • ภาวะหมดไฟจากการ ‘ขาดคุณค่าและความหมาย’ (Mismatch Burnout) คุณเคยรู้สึกหรือไม่ว่างานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิต หรือขัดแย้งกับความเชื่อส่วนตัว ? หากใช่ นี่คือสัญญาณของภาวะหมดไฟประเภท “ขาดคุณค่าและความหมาย” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่คุณทำไม่สอดคล้องกับค่านิยมหลักของตนเอง หรือรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มักให้ความสำคัญกับคุณค่าและความหมายของชีวิตมากกว่าแค่เรื่องเงินเดือน หากงานที่ทำไม่สามารถเติมเต็มในส่วนนี้ได้ พวกเขาก็จะรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกับดัก ทำให้เกิดความหงุดหงิด เบื่อหน่าย และไร้เป้าหมาย ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานจะบั่นทอนความมั่นใจและสุขภาพจิตได้

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับงานวิจัยปี 2022 ในวารสาร International Journal of Engineering Business Management ที่พบว่า พนักงาน Gen Z ในเวียดนามให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับคุณค่าของตนมากกว่าผลตอบแทน และจะรู้สึกหมดไฟเร็วขึ้นหากต้องทำงานในองค์กรที่ ‘ไม่ใช่’

หรืออาจจะเป็นแค่ความรู้สึกเหนื่อย ไม่ใช่ Burnout

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ‘ความเหนื่อยล้า’ (Fatigue) และ ‘ภาวะหมดไฟ’ (Burnout) คือลักษณะของอาการและการฟื้นตัว ความเหนื่อยล้า เป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากการทำงานหนักหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งร่างกายสามารถฟื้นฟูให้กลับมามีพลังได้อีกครั้งหลังจากการพักผ่อนอย่างเหมาะสม เช่น การนอนหลับ หรือการหยุดพักจากกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง ในทางตรงกันข้าม ภาวะหมดไฟ เป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากการสะสมความเครียดและความกดดันในการทำงานอย่างต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตใจ ผู้ที่มีภาวะนี้จะไม่สามารถฟื้นตัวได้แม้จะหยุดพักแล้วก็ตาม โดยจะยังคงรู้สึกหมดแรงบันดาลใจ มองงานในแง่ลบ และอาจมีความรู้สึกเศร้า โดดเดี่ยว หรือไร้ค่าร่วมด้วย ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการการจัดการดูแลที่ลึกซึ้งกว่าความเหนื่อยล้าทั่วไป

จาก Burnout สู่ Quite Burnout หมดไฟแอบแฝงที่รุนแรงกว่า

‘ภาวะหมดไฟเงียบ’ (Quite Burnout) คือภัยเงียบในที่ทำงานยุคใหม่ที่อาจอันตรายกว่าภาวะหมดไฟทั่วไป เพราะอาการส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางจิตใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้ทั้งผู้ที่เป็นและคนรอบข้างสังเกตได้ยาก นักจิตวิทยา Brigitte Bösenkopf อธิบายว่า ผู้ที่มีภาวะนี้มักกดอาการไว้ พยายามรักษาภาพลักษณ์ของคนเก่งและมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ พวกเขามักจะยิ้มแย้มทั้งที่จิตใจเหนื่อยล้า ซึ่งเป็น ‘กลไกชดเชย’ เพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง

ภาวะหมดไฟเงียบมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีค่านิยมส่วนตัวขัดแย้งกับที่ทำงาน คนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่ละเลยความต้องการของตัวเอง (People-Pleaser) จนรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกใช้งาน และหากคุณสงสัยว่าอาจจะเข้าข่ายภาวะดังกล่าว ลองสำรวจ 7 สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต คือ 1) ไวต่อสิ่งเร้าง่ายกว่าปกติ คุณรำคาญเสียงดัง แสงจ้า หรือการสัมผัสตัว, 2) นอนไม่หลับ โดยเฉพาะการนอนไม่เป็นเวลา, 3) อารมณ์แปรปรวน คุณหงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กน้อย, 4) ปฏิเสธคนไม่เป็น คุณไม่สามารถปฏิเสธคำขอของผู้อื่นได้, 5) เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ คุณรู้สึกอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด, 6) ทำงานผิดพลาดบ่อยขึ้น คุณขาดสมาธิในการทำงาน และ 7) ถอนตัวออกจากสังคม คุณไม่อยากพบปะหรือทำกิจกรรมกับผู้อื่น

หากสงสัยว่ากำลังเผชิญกับภาวะนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับปัญหาและสื่อสารกับคนรอบข้างอย่างตรงไปตรงมา การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นก้าวแรก โดย Bösenkopf แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

เช็คพลังใจ คุณอยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือเปล่า ?

ไม่ว่าใครที่ทำงานมาสักพัก คงเคยรู้สึกเหนื่อย ๆ เอื่อย ๆ อยู่บ้าง SCGC จึงอยากชวนให้คุณลองทำแบบประเมินภาวะ Burnout ออนไลน์ฟรี วิธีทำก็ง่ายนิดเดียว แค่กดที่แบนเนอร์ด้านล่าง เพียงตอบคำถาม 15 ข้อ แล้วเว็บไซต์จะประเมินผลว่าคุณมีความเสี่ยงต่อภาวะ Burnout หรือไม่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการรับมืออย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณเข้าใจและจัดการกับอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ใครที่สนใจสามารถลองเข้าไปทำแบบประเมินกันได้เลย !

6 วิธีปลุกใจ ฟื้นฟูภาวะ Burnout Syndrome

ในพาร์ตนี้ของบทความ SCGC จะขอข้ามการพูดถึงเทคนิคพิชิต ‘ภาวะหมดไฟในการทำงาน’ หรือ (Burnout Syndrome) ที่หลายคนเคยได้ยินออกไป เช่น หาของอร่อยกิน เล่นเกม หรือออกกำลังกาย แต่จะชวนคุณไปสำรวจวิธีใหม่ ๆ ที่ท้าทายมากขึ้น แต่ยังช่วยคลายความเครียดจากการทำงาน เติมพลังใจ และแก้อาการหมดไฟ

#1 ลดเครียด เติมพลังใจ ขยับร่างกายใน 5 นาที แม้เราจะควบคุมงานที่ยุ่งและเร่งด่วนไม่ได้ แต่เราสามารถจัดการความเครียดได้ด้วยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง งานวิจัยชี้ว่าการลุกขึ้นเดินเพียง 5 นาทีในทุกๆ 30 นาที สามารถลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 50% การพักสั้น ๆ นี้ไม่เพียงดีต่อร่างกาย แต่ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่งและกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ลองเปลี่ยนการประชุมผ่านจอเป็นการโทรคุยเพื่อขยับตัว หรือชวนเพื่อนร่วมทีมไปเดินเล่น การสร้างนิสัยเล็ก ๆ นี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว


นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการบริหารเวลาพักอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น เทคนิค Pomodoro: ทำงาน 25 นาที แล้วพัก 5 นาที, เทคนิค DeskTime: ทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที, เทคนิค Pulse and Pause: ทำงาน 90 นาที แล้วพัก ทั้งนี้การเลือกใช้เทคนิคใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่หัวใจสำคัญคือการหยุดพักจากงานเพื่อฟื้นฟูร่างกายและสมอง ทำให้ช่วยลด “ภาวะหมดไฟ” (Burnout) ได้


-------------------------------------

#2 จัดเวลาชีวิตให้เป็นด้วย GTD, Time Blocking และ Deep Work หัวใจของ GTD คือการตอบคำถามว่า ‘ต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร’ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ ‘ทำทีละอย่าง’ โดย GTD จะช่วยจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน ความยากคือการบังคับตัวเองให้จดจ่อกับงานเพียงสิ่งเดียว ซึ่งเป็นจุดที่ GTD เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยให้เราทำได้สำเร็จ ส่วน Time Blocking เป็นเทคนิคการบริหารจัดการเวลา โดยการแบ่งเวลาในแต่ละวันออกเป็นช่วงๆ (Time Blocks) และกำหนดกิจกรรมที่ต้องการทำในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะช่วยให้เราจัดสรรเวลาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการผัดวันประกันพรุ่ง และเพิ่มสมาธิในการทำงาน


และอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพสมองขั้นสูงสุด คือ ‘Deep Wor’' แนวคิดจาก Cal Newport ที่ชี้ว่าเป็นสุดยอดทักษะแห่งยุคนี้ เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการกำหนด ‘ช่วงเวลาห้ามรบกวน’ ในตารางเวลาของคุณเอง โดยเลือกช่วงที่คุณสมองแล่นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเช้าหรือบ่าย ในเวลานั้น คุณต้องตัดสิ่งรบกวนทั้งหมด: ไม่ตอบแชต ไม่เปิดอีเมล ไม่ประชุม เพื่อให้สมองได้จดจ่อกับงานที่สำคัญจริง ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผู้นำควรนำไปใช้และส่งต่อให้ทีมเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ


-------------------------------------

#3 ปิดวันด้วย VIPs เพื่อเตรียมรับมือวันใหม่ ลองจบวันทำงานด้วยการวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ ด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่เรียกว่า ‘VIPs’ (Very Important Projects) เพื่อลดความเครียดในตอนเช้าและทำงานได้ดีขึ้น ง่าย ๆ ด้วย 2 สเต็ป คือ 1) ทบทวนสิ่งที่ทำสำเร็จวันนี้: ก่อนเลิกงาน ลองลิสต์ความสำเร็จของคุณ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพื่อสรุปผลงานในแต่ละวัน และ 2) ตั้งเป้าหมายสำคัญ 2 ข้อสำหรับวันพรุ่งนี้: กำหนดงานที่สำคัญที่สุดที่จะทำในวันถัดไป เพื่อให้คุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนทันทีที่เริ่มงาน การทำเช่นนี้เปรียบได้กับการเริ่มต้นวันด้วย ‘เข็มทิศ’ ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้ทีมไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจในตอนเช้า และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว

#4 ฝึกหายใจแบบ 4-7-8 พิชิตความเครียดจาก Burnout ปล่อยวางความเครียดด้วยเทคนิคการหายใจแบบ 4-7-8 ซึ่งเป็นวิธีบำบัดง่าย ๆ ที่คุณทำได้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา เพื่อดูแลสุขภาพกายและใจตามแนวคิดของ Dr. Andrew Weil โดยเริ่มต้นด้วยการสูดลมหายใจเข้าทางจมูกอย่างนุ่มนวล นับ 1 ถึง 4, จากนั้น กลั้นลมหายใจของคุณไว้ นับ 1 ถึง 7, สุดท้าย ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้า ๆ ยาวๆ ให้มีเสียง ‘ฟู่’ นับ 1 ถึง 8 ทำซ้ำเพียง 4 รอบ ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ แค่นี้ คุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่สงบและผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด


-------------------------------------

#5 บอก ‘Say NO’ บ้างก็ได้ หรือไม่งั้นก็ ‘YES, if’ การรู้จัก ‘Say No’ บ้างเป็นทักษะการบริหารเวลาที่ดี เพราะแสดงว่าเรารู้ลำดับความสำคัญของงาน แต่ถ้าการปฏิเสธตรง ๆ เป็นเรื่องยากเกินไป ให้ลองเปลี่ยนไปใช้ ‘Yes, If...’ หรือแปลเป็นภาษาไทยก็คือ ‘ได้นะ แต่’ ซึ่งเป็นการตอบรับแบบมีเงื่อนไข เทคนิคนี้คือการสร้างข้อตกลงที่สมดุล เช่น เมื่อมีคนมาขอความช่วยเหลือตอนที่เรายุ่ง อาจตอบว่า ‘ช่วยได้นะ ถ้า... [ระบุเงื่อนไข]’ หรือเมื่อหัวหน้าสั่งงานเพิ่ม ก็สามารถต่อรองได้ว่า ‘ทำได้ครับ ถ้า มีคนมาช่วย หรือขยับงานอื่นไปทำวันหลัง’ เพื่อไม่ให้ภาระงานทั้งหมดตกอยู่ที่เราคนเดียว เท่านี้ก็ช่วยลดภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) ได้อย่างมากเลย


-------------------------------------

#6 ไม่ได้อู้ ! แค่ทำ Mirco-breaks เติมพลังสมอง ในโลกที่เรียกร้องให้เราทุกคนโปรดักทีฟตลอดเวลา อาจฟังดูแปลกที่ทางลัดสู่สมองที่เฉียบคมกว่าเดิมคือการ ‘ไม่ทำอะไรเลย’ แต่แนวคิดนี้มีวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นรองรับ งานวิจัยจากสถาบันชั้นนำได้ข้อสรุปตรงกันว่า การหยุดพักสั้นๆ หรือ Micro-breaks ที่เรามองข้าม คือเครื่องมือฟื้นฟูสมองที่ทรงพลังที่สุด การพักเพียงไม่กี่นาทีช่วยลดความอ่อนล้า เพิ่มสมาธิ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างน่าทึ่ง หัวใจของมันคือการปล่อยให้สมองได้ ‘รีสตาร์ท’ เมื่อเราหยุดรับข้อมูล สมองจะมีโอกาสจัดระเบียบตัวเอง ลดการทำงานของระบบประสาทที่ ‘อิ่มตัว’ จากข้อมูลมหาศาล ทำให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่เป็นศูนย์บัญชาการความคิดและอารมณ์ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง


แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้จริงแล้วทั่วโลก แม้กระทั่งในโรงเรียนที่อินเดียซึ่งให้เด็กๆ ฝึกนิ่ง เพื่อเพิ่มสมาธิและความสงบ ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้ความสำคัญกับการ ‘พักสมอง’ ให้เท่ากับการดูแลร่างกาย ลองวางทุกอย่างลงสัก 10 นาที แล้วปล่อยให้ความนิ่งทำงานของมัน คุณอาจจะประหลาดใจกับศักยภาพของสมองที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่

SCGC ให้ความสำคัญกับพลังใจของพนักงาน เราเชื่อว่า ‘Well-being’ ของพนักงานก็คือ Well-being ขององค์กร โดยมีหลากหลายโครงการและมาตรการเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของพนักงานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่น่าสนใจได้แก่ 1) Caring Check: ระบบที่เปิดโอกาสให้พนักงานสอบถาม แลกเปลี่ยน หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะทางจิตใจของตนเอง, 2) Doctor Anywhere: บริการให้คำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านทางออนไลน์ เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตได้สะดวกและรวดเร็ว, 3) Mental Talk: สถานีพักใจใกล้ฉัน พื้นที่ที่จะชวนพนักงานพูดคุยถึงสถานะทางใจผ่านบทสนทนากับวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลจิตใต, 5) จิตแพทย์ประจำศูนย์ดูแลสุขภาพพนักงาน: พนักงานสามารถนัดหมายเพื่อเข้าพบจิตแพทย์ได้โดยตรงที่ศูนย์ดูแลสุขภาพ

นอกจากนี้ เรายังจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมกีฬาและสุขภาพ การให้ความรู้ด้านสุขภาพและโภชนาการ รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี ให้กับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ พร้อมการสร้างพื้นที่ทำงานและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมถึงมีการประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ เพราะเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ SCGC ให้ความสำคัญ โดยเชื่อว่าหากพนักงานมีความสุข สุขภาพดี และมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง จะส่งผลให้คุณภาพของงานที่ออกมาดีตามไปด้วย


Is this article useful ?