แท้จริงแล้วผู้จัดการคาร์บอนดั้งเดิมนั้นคือธรรมชาติ ไม่ว่าจะทั้งผืนป่าและมหาสมุทร ได้ช่วยดูดซับ CO2 มาอย่างยาวนาน แต่ดังที่ มูลนิธิ ClimateWorks ระบุไว้ว่า ธรรมชาตินั้นกำลังตกอยู่ในภาวะเกินขีดความสามารถ จึงเกิดความพยายาม ‘เร่งศักยภาพ’ กระบวนการทางธรรมชาติ ตั้งแต่การปลูกป่าไปจนถึงเทคนิคใหม่อย่างการเร่งการผุพังของหิน แม้วิธีการเหล่านี้จะสำคัญ แต่ก็ยังช้าเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณคาร์บอนจำนวนมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้จึงต้องการการสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพื่อสร้าง ‘แนวร่วม’ ที่แข็งแกร่งให้เทคโนโลยีและธรรมชาติทำงานร่วมกันในภารกิจปรับสมดุลชั้นบรรยากาศของโลก
--------------------------------------------------------------------------
กรณีศึกษา : SCGC กับกลยุทธ์ Circular Carbon
ในสมรภูมิเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนของไทย SCGC กำลังสร้างปรากฏการณ์ด้วยกลยุทธ์เปลี่ยนคาร์บอนที่เคยเป็น ‘หนี้สิน’ ให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สิน’ ที่มีมูลค่า หัวใจสำคัญก็คือการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนหมุนเวียน (Carbon-circular Economy) ที่ครบวงจรแทนที่จะพึ่งพาทางออกเดียว โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ตั้งแต่การจับมือกับ IHI ของญี่ปุ่นเพื่อเปลี่ยน CO2 ที่ดักจับได้ให้เป็นมาทำปฏิกิริยาเคมีกับไฮโดรเจน จนได้มาเป็นโอเลฟินส์ตัวเบา และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ ให้สามารถหมุนเวียนนำมาใช้ในกระบวนการผลิต และช่วยลดปริมาณการใช้วัตถุดิบแนฟทาได้อีกทางหนึ่ง ไปจนถึงการร่วมโครงการกับ 2020 European Green Deal และการเป็นพันธมิตรกับ Avantium เพื่อพัฒนาและผลิตพอลิเมอร์คาร์บอนฟุตพรินต์เป็นลบ
สิ่งที่ทำให้โมเดล Circular Carbon ของ SCGC แตกต่างและทรงพลัง คือการผนวกนวัตกรรมชั้นสูงเข้ากับโซลูชันจากธรรมชาติอย่างการปลูกป่าชายเลน การเดินเกมสองขาพร้อมกัน กล่าวคือการลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่ไปกับการกักเก็บคาร์บอนโดยธรรมชาติ คือบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงแบบองค์รวมต่อการขับเคลื่อนการดักจับคาร์บอน และกำลังสร้างพิมพ์เขียวที่ชัดเจนให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมได้เห็นว่า การมุ่งสู่โลกคาร์บอนต่ำอย่างเต็มกำลังนั้นทำได้อย่างไร
--------------------------------------------------------------------------
แต่ถึงอย่างนั้น แนวร่วมระหว่างเทคโนโลยีและธรรมชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายข้อในทางปฏิบัติ
เส้นขอบฟ้าใหม่ : เมื่อโลกทุ่มเดิมพันกับเทคโนโลยี CCS/CCUS
แม้จะต้องเผชิญความท้าทายใหญ่หลวง แต่กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์กลับกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกในโครงการนวัตกรรมนี้พุ่งขึ้นสามเท่าตั้งแต่ปี 2022 แตะ 6.4 พันล้านเหรียญ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะมีโครงการในลักษณะนี้ที่สามารถดักจับ CO2 ได้กว่า 430 ล้านเมตริกตันต่อปี หัวใจของแรงขับเคลื่อนนี้คือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการทำโครงการเดี่ยว แยกกันทำแบบเอกเทศ ไปสู่ ‘ฮับ’ ขนาดใหญ่ที่หลายอุตสาหกรรมใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยง ภาพสะท้อนของความสำเร็จนี้คือโครงการ Northern Lights ของนอร์เวย์ที่ต้องขยายตัวตามความต้องการ ไปจนถึงการลงทุนระดับพันล้านในอังกฤษ ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย ซึ่งกำลังร่วมกันสร้างพิมพ์เขียวของอุตสาหกรรมจัดการคาร์บอนโลกให้เป็นจริง
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญประการแรกคือ ‘นวัตกรรมที่พลิกโฉม’ เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนนี้ได้ก้าวข้ามมิติของการกักเก็บเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเปลี่ยนคาร์บอนที่ดักจับได้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ตั้งแต่การเสริมความแกร่งให้คอนกรีตไปจนถึงเชื้อเพลิงยั่งยืน การเปลี่ยน ‘หนี้สิน’ ให้เป็น ‘ทรัพย์สิน’ นี้เองที่กำลังปลดล็อกแหล่งทุนใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรม ปัจจัยขับเคลื่อนประการที่สองคือ ‘นโยบายที่สนับสนุน’ อย่างจริงจังจากภาครัฐ รัฐบาลทั่วโลกกำลังสร้างความแน่นอนของตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนระยะยาวขนาดใหญ่ ผ่านกรอบนโยบายที่แข็งแกร่งอย่างเครดิตภาษี 45Q ของสหรัฐฯและราคาคาร์บอนของยุโรป มาตรการเหล่านี้เข้ามาลดความเสี่ยงให้กับการเดิมพันครั้งใหญ่ และสร้างเสถียรภาพทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายขนาดเทคโนโลยี CCS/CCUS สู่เป้าหมาย Net Zero Emissions