close

27 ส.ค. 2568

CCS/CCUS: ผนึกคาร์บอนโลก ปลดล็อกอนาคตของเรา

Business ESG Circular Economy Innovation Solutions Sustainability
SCGC Explainer:
    • ในเมื่อพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถไปถึงเป้าหมาย Net Zero ได้โดยลำพัง กลไกของเทคโนโลยี CCS/CCUS จึงสำคัญ
    • AI ช่วยค้นหาวัสดุใหม่ได้เร็วขึ้น และโมดูลาร์ดีไซน์ก็ปฏิวัติเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนให้มีต้นทุนต่ำลงและยืดหยุ่นขึ้น
    • โมเดลแบบฮับก็ปลดล็อกการลงทุนและลดความเสี่ยงสำหรับโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย
    • เงินลงทุนเอกชนหลายพันล้านเหรียญในเทคโนโลยีนี้ กำลังถูกปลดล็อกโดยตรงจากนโยบายรัฐที่สร้างความแน่นอนให้ตลาด

--------------------------------------------------------------------------------------------

ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ก้าวข้ามยุคของพลังงานหมุนเวียนมาสู่สมรภูมิใหม่ที่ซับซ้อนกว่า นั่นคือ การจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) หรือรอยเท้าคาร์บอนของอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) และเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) ที่ขยายตัวไปทั่วโลก ตั้งแต่โครงการขนาดยักษ์ของ Climeworks ในไอซ์แลนด์ ไปจนถึงศูนย์กลางของเทคโนโลยีดังกล่าวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ออสเตรเลียจนถึงสหรัฐฯ

การแข่งขันทั่วโลกเพื่อเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนได้กลายเป็นบทพิสูจน์แห่งยุคสมัยว่า เทคโนโลยีนี้คือทางออกที่แท้จริงให้กับการแก้โจทย์ Climate Change หรือเป็นเพียงมายาคติเพื่อยืดอายุแนวปฏิบัติดั้งเดิมของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คำตอบกำลังนี้กำลังได้รับการตัดสิน ด้วยการเดิมพันครั้งใหญ่ของโลกผ่านการทุ่มเงินทุนและอำนาจทางการเมืองมหาศาล

CCS/CCUS : เหตุผลที่เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนกลายเป็นความจำเป็น

เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้ง CCS/ CCUS นั้นไม่ใช่ทางออกเดี่ยว แต่คือชุดเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ต้องใช้จัดการกับคาร์บอนจำนวนมหาศาลกว่า 2,500 กิกะตันที่สะสมในชั้นบรรยากาศมายาวนานนับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในภาวะการณ์ที่โลกเหลืองบประมาณคาร์บอนไม่ถึง 400 กิกะตันเพื่อรักษาเป้าหมาย 1.5°C ตามข้อตกลงปารีส การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวทั้งระบบจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป หากแต่เป็นความจำเป็นเชิงคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

กำลังหลักของกลยุทธ์นี้คือ การดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งเป็นเหมือน ‘ผู้คุม’ ที่คอยสกัด CO2 โดยตรงจากภาคอุตสาหกรรมหนัก โดยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยกระบวนการทางเคมีก่อนถูกปล่อยออกจากปล่องควัน เทคโนโลยีนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วและถูกใช้มานานหลายทศวรรษ โดยมีโครงการ Sleipner ของนอร์เวย์ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นแบบ ปัจจุบันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) จึงถือเป็นทางรอดเดียวสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางเคมีโดยตรง

--------------------------------------------------------------------------

เจาะลึก 3 เทคนิคหลักในการดักจับคาร์บอน

แม้เป้าหมายหลักคือการดักจับ CO2 ที่แหล่งกำเนิด แต่ในทางวิศวกรรมก็มี 3 แนวทางหลักให้เลือกใช้ ซึ่งแต่ละวิธีต่างมีข้อดีข้อเสียด้านต้นทุนและประสิทธิภาพที่ต้องนำมาชั่งน้ำหนัก


      • การดักจับหลังการเผาไหม้ (Post-Combustion Capture): เป็นเทคนิคที่พบบ่อยที่สุดในการจัดการกับโรงงานปัจจุบัน เปรียบเสมือนการติดตั้ง ‘ตัวกรอง’ เพื่อสกัด CO2 ออกจากก๊าซไอเสีย ‘หลัง’ กระบวนการเผาไหม้สิ้นสุดลงด้วยกระบวนการทางเคมี จุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการนำไปปรับปรุงและติดตั้งเพิ่มเติมกับโครงสร้างโรงงานเดิมได้
      • การดักจับก่อนการเผาไหม้ (Pre-Combustion Capture): เทคนิคนี้ดำเนินการโดยแยก CO2 ออกจากเชื้อเพลิง ‘ก่อน’ ที่จะเกิดการเผาไหม้ ซึ่งเชื้อเพลิงจะถูกแปลงเป็นก๊าซสังเคราะห์ (Syngas) เพื่อให้สามารถแยก CO2 ออกมาได้ แม้จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า แต่ก็มีความซับซ้อนและต้นทุนสูงในการนำไปปรับใช้กับโรงงานมีอยู่ในปัจจุบัน
      • การเผาไหม้แบบใช้ออกซิเจนล้วน (Oxy-Fuel Combustion): เป็นแนวทางที่แตกต่างจากสองแนวทางก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง โดยเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงในสภาวะที่มีแต่ออกซิเจนบริสุทธิ์ ผลลัพธ์ก็คือก๊าซไอเสียที่เกือบทั้งหมดเป็น CO2 ทำให้ง่ายต่อการดักจับโดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีมาแยก แต่ข้อเสียเปรียบสำคัญคือต้องมีการสร้างระบบเผาไหม้ขึ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำให้ไม่เหมาะกับการใช้งานในโรงงานส่วนใหญ่


เมื่อดักจับ CO2 ได้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการบีบอัดให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง ก่อนจะถูกลำเลียงผ่านท่อหรือเรือไปอัดฉีดลงสู่ชั้นหินใต้ดินที่มั่นคงในระดับลึก เพื่อกักเก็บไว้อย่างถาวร

--------------------------------------------------------------------------

เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว เรื่องราวที่แท้จริงของเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้ง CCS/ CCUS ยุคใหม่ก็ได้เปิดฉากขึ้น โดยมีแก่นของนวัตกรรมที่เปลี่ยนจาก ‘เคมี’ ไปสู่ ‘การประมวลผลเชิงคอมพิวเตอร์’

ตัวเปลี่ยนเกม : AI และระบบโมดูลาร์ที่สร้างนิยามใหม่

เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนกำลังถูกปฏิวัติโดยนวัตกรรมสำคัญสองอย่างที่เข้ามาแทนที่กระบวนการอุตสาหกรรมที่อุ้ยอ้ายในอดีต หนึ่งคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ย่นระยะเวลาการค้นหา ‘ตัวดูดซับ’ (sorbents) ที่ดีที่สุดจากหลายปีเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ และสองคือวิศวกรรมแบบโมดูลาร์ที่เปลี่ยนโรงงานขนาดมหึมาให้กลายเป็นยูนิตที่ยืดหยุ่นและปรับขนาดได้เหมือน ‘ตัวต่อเลโก้’ เพื่อรองรับการติดตั้งในทุกพื้นที่และอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

‘ระบบประสาท’ ดิจิทัลอันซับซ้อนคือสิ่งที่ขับเคลื่อนโครงสร้างที่ชาญฉลาดนี้ นั่นคือ ระบบ MRV (Measurement Reporting and Verification) ที่คอยส่งข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับสถานะและประสิทธิภาพของทุกยูนิต ทำให้การทำงานเป็นอัตโนมัติและลดต้นทุนระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ และนี่คือ ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ หรือ Game Changer ที่แท้จริงสำหรับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในยุคนี้และยุคต่อไป เพราะมันได้เปลี่ยนสถานะของเทคโนโลยีนี้จากโครงการวิศวกรรมที่ ‘เสี่ยงสูง-ต้นทุนแพง’ ไปสู่โซลูชันการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิที่ ‘เชื่อถือได้ ขยายผลดี และคุ้มกับการลงทุน’

สำหรับคาร์บอนที่สะสมในชั้นบรรยากาศตลอด 150 ปีที่ผ่านมา จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอีกกลุ่มหนึ่งเข้าจัดการ นี่คือภารกิจของ ‘การกำจัดคาร์บอน’ (Carbon Removal)ซึ่งทำหน้าที่เหมือนหน่วยเก็บกวาดเฉพาะทางหลังจบงาน เทคโนโลยีหัวหอกในกลุ่มนี้คือ Direct Air Capture (DAC) ที่ใช้พัดลมยักษ์และฟิลเตอร์เคมีทำงานประหนึ่งเครื่องดูดฝุ่นขนาดมหึมาสำหรับชั้นบรรยากาศ เพื่อกำจัด CO2 ออกจากอากาศโดยตรง แม้จะเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและใช้พลังงานสูงกว่าการดักจับที่แหล่งกำเนิด แต่นี่คือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการจัดการกับผลตกค้างทางสิ่งแวดล้อมที่เกินศักยภาพของธรรมชาติจะรับมือไหว

แท้จริงแล้วผู้จัดการคาร์บอนดั้งเดิมนั้นคือธรรมชาติ ไม่ว่าจะทั้งผืนป่าและมหาสมุทร ได้ช่วยดูดซับ CO2 มาอย่างยาวนาน แต่ดังที่ มูลนิธิ ClimateWorks ระบุไว้ว่า ธรรมชาตินั้นกำลังตกอยู่ในภาวะเกินขีดความสามารถ จึงเกิดความพยายาม ‘เร่งศักยภาพ’ กระบวนการทางธรรมชาติ ตั้งแต่การปลูกป่าไปจนถึงเทคนิคใหม่อย่างการเร่งการผุพังของหิน แม้วิธีการเหล่านี้จะสำคัญ แต่ก็ยังช้าเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณคาร์บอนจำนวนมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้จึงต้องการการสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพื่อสร้าง ‘แนวร่วม’ ที่แข็งแกร่งให้เทคโนโลยีและธรรมชาติทำงานร่วมกันในภารกิจปรับสมดุลชั้นบรรยากาศของโลก

--------------------------------------------------------------------------

กรณีศึกษา : SCGC กับกลยุทธ์ Circular Carbon

ในสมรภูมิเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนของไทย SCGC กำลังสร้างปรากฏการณ์ด้วยกลยุทธ์เปลี่ยนคาร์บอนที่เคยเป็น ‘หนี้สิน’ ให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สิน’ ที่มีมูลค่า หัวใจสำคัญก็คือการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนหมุนเวียน (Carbon-circular Economy) ที่ครบวงจรแทนที่จะพึ่งพาทางออกเดียว โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ตั้งแต่การจับมือกับ IHI ของญี่ปุ่นเพื่อเปลี่ยน CO2 ที่ดักจับได้ให้เป็นมาทำปฏิกิริยาเคมีกับไฮโดรเจน จนได้มาเป็นโอเลฟินส์ตัวเบา และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ ให้สามารถหมุนเวียนนำมาใช้ในกระบวนการผลิต และช่วยลดปริมาณการใช้วัตถุดิบแนฟทาได้อีกทางหนึ่ง ไปจนถึงการร่วมโครงการกับ 2020 European Green Deal และการเป็นพันธมิตรกับ Avantium เพื่อพัฒนาและผลิตพอลิเมอร์คาร์บอนฟุตพรินต์เป็นลบ


สิ่งที่ทำให้โมเดล Circular Carbon ของ SCGC แตกต่างและทรงพลัง คือการผนวกนวัตกรรมชั้นสูงเข้ากับโซลูชันจากธรรมชาติอย่างการปลูกป่าชายเลน การเดินเกมสองขาพร้อมกัน กล่าวคือการลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่ไปกับการกักเก็บคาร์บอนโดยธรรมชาติ คือบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงแบบองค์รวมต่อการขับเคลื่อนการดักจับคาร์บอน และกำลังสร้างพิมพ์เขียวที่ชัดเจนให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมได้เห็นว่า การมุ่งสู่โลกคาร์บอนต่ำอย่างเต็มกำลังนั้นทำได้อย่างไร

--------------------------------------------------------------------------

แต่ถึงอย่างนั้น แนวร่วมระหว่างเทคโนโลยีและธรรมชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายข้อในทางปฏิบัติ

เส้นขอบฟ้าใหม่ : เมื่อโลกทุ่มเดิมพันกับเทคโนโลยี CCS/CCUS

แม้จะต้องเผชิญความท้าทายใหญ่หลวง แต่กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์กลับกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกในโครงการนวัตกรรมนี้พุ่งขึ้นสามเท่าตั้งแต่ปี 2022 แตะ 6.4 พันล้านเหรียญ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะมีโครงการในลักษณะนี้ที่สามารถดักจับ CO2 ได้กว่า 430 ล้านเมตริกตันต่อปี หัวใจของแรงขับเคลื่อนนี้คือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการทำโครงการเดี่ยว แยกกันทำแบบเอกเทศ ไปสู่ ‘ฮับ’ ขนาดใหญ่ที่หลายอุตสาหกรรมใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยง ภาพสะท้อนของความสำเร็จนี้คือโครงการ Northern Lights ของนอร์เวย์ที่ต้องขยายตัวตามความต้องการ ไปจนถึงการลงทุนระดับพันล้านในอังกฤษ ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย ซึ่งกำลังร่วมกันสร้างพิมพ์เขียวของอุตสาหกรรมจัดการคาร์บอนโลกให้เป็นจริง

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญประการแรกคือ ‘นวัตกรรมที่พลิกโฉม’ เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนนี้ได้ก้าวข้ามมิติของการกักเก็บเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเปลี่ยนคาร์บอนที่ดักจับได้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ตั้งแต่การเสริมความแกร่งให้คอนกรีตไปจนถึงเชื้อเพลิงยั่งยืน การเปลี่ยน ‘หนี้สิน’ ให้เป็น ‘ทรัพย์สิน’ นี้เองที่กำลังปลดล็อกแหล่งทุนใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรม ปัจจัยขับเคลื่อนประการที่สองคือ ‘นโยบายที่สนับสนุน’ อย่างจริงจังจากภาครัฐ รัฐบาลทั่วโลกกำลังสร้างความแน่นอนของตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนระยะยาวขนาดใหญ่ ผ่านกรอบนโยบายที่แข็งแกร่งอย่างเครดิตภาษี 45Q ของสหรัฐฯและราคาคาร์บอนของยุโรป มาตรการเหล่านี้เข้ามาลดความเสี่ยงให้กับการเดิมพันครั้งใหญ่ และสร้างเสถียรภาพทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายขนาดเทคโนโลยี CCS/CCUS สู่เป้าหมาย Net Zero Emissions

ยุคที่เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์นั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อนวัตกรรมปรากฏขึ้นเป็นรูปธรรมทั่วโลก ตั้งแต่ฮับอุตสาหกรรมในเท็กซัสไปจนถึงยูนิตโมดูลาร์ในไอซ์แลนด์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ‘เราทำได้หรือไม่’ อีกต่อไป แต่คือ ‘เราควรทำหรือไม่’ และใครคือผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ ที่มีอนาคตของโลกของพวกเราทุกคนเป็นประกัน?

Is this article useful ?