SCGC และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

SCGC ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรมมาโดยตลอด โดยยึดมั่นในอุดมการณ์ซึ่งได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาภายใต้กรอบของจรรยาบรรณของเอสซีจี และบนพื้นฐานแห่งประโยชน์สุขอย่างสมดุลและยั่งยืน ด้วยความเชื่อมั่นว่าหลักบรรษัทภิบาลเอสซีจี ที่ยึดถือปฏิบัติมายาวนานจะเป็นระบบบริหารจัดการที่สามารถสร้างผลตอบแทนและเพิ่มมูลค่าระยะยาวให้ผู้ถือหุ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเท่าเทียมกัน และ สนับสนุน ส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวและก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่นำมาซึ่งทั้งความเสี่ยงและโอกาส รวมถึงความสามารถในการแข่งขันอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยมีคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจรรยาบรรณเอสซีจี


เราให้ความสำคัญเรื่องการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรด้านจริยธรรมควบคู่กับการมุ่งเน้นด้านผลการดำเนินงาน โดยปฏิบัติตามแนวทางด้านบรรษัทภิบาล จรรยาบรรณ และคู่มือบรรษัทภิบาลของเอสซีจีมาโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายรวมทั้งหน่วยงานกำกับดูแลมีความมั่นใจ SCGC จัดทำจรรยาบรรณ SCGC ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใต้หลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้กรรมการบริษัท ฝ่ายจัดการ และพนักงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กร ใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยถือเป็นสิ่งสำคัญที่บุคลากรของเอสซีจี เคมิคอลส์ทุกคนต้องทำความเข้าใจหลักการและแนวปฏิบัติ ตลอดจนใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงานตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างจริงจัง เรามีกระบวนการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแสตามหลักสากล

  • ปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ปรับโครงสร้างให้มีองค์ประกอบและขนาดที่เหมาะสม มีกรรมการอิสระมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด โดยประธานกรรมการบริษัทเป็นกรรมการอิสระซึ่งไม่ใช่บุคคลเดียวกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไม่จำกัดคุณสมบัติของกรรมการบริษัทในเรื่อง เพศ สัญชาติ เชื้อชาติ ฯลฯ
  • แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน และคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน
  • กำหนดกฎบัตรคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดย่อย นโยบายและแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการระบุขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบ ให้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เช่น โครงสร้างและกลไกในการกำกับดูแลกิจการ นโยบายและแนวปฏิบัติสำหรับกรรมการและผู้บริหาร ฯลฯ โดยจะทบทวนเนื้อหาให้เหมาะสมกับข้อบังคับและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทุกปี
จรรยาบรรณและการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ

จรรยาบรรณของ SCGC
SCGC นำสิ่งที่ปฏิบัติอยู่แล้วมาจัดทำเป็น “จรรยาบรรณ เอสซีจี เคมิคอลส์” ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเป็นแนวปฏิบัติให้พนักงานทุกระดับปฏิบัติงานได้ถูกต้องเหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้


SCGC ใช้แบบทดสอบจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องมือระบบเชิงป้องกัน (Proactive and Preventive System) ในการประเมินและการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านจริยธรรมให้แก่พนักงานทุกระดับเป็นประจำทุกปี ผ่านแบบทดสอบ “Ethics e-Testing และ e-Policy e-Testing” เพื่อให้สามารถนำเรื่องคุณธรรม อุดมการณ์ 4 จรรยาบรรณ และนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมให้เกิดผลได้จริง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และ Policy e-Testing เป็นปีที่ 5 ซึ่งพนักงานทุกคนทุกระดับต้องทำแบบทดสอบให้ผ่านโดยถูกต้อง 100% และนำผลการตอบแบบทดสอบมาวิเคราะห์เพื่อสื่อสารให้พนักงานเกิดความเข้าใจมากขึ้น และยังได้เพิ่มช่องทางสื่อสาร GRC Helpline เพื่อให้คำปรึกษาแก่พนักงาน และบรรจุเรื่องจรรยาบรรณ เอสซีจี เคมิคอลส์ ในหลักสูตรอบรมพนักงานใหม่ รวมทั้งจัดทำ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจ เอสซีจี เคมิคอลส์” เพื่อให้คู่ธุรกิจใช้เป็นมาตรฐานร่วมกัน


รวมถึงจัดทำแบบประเมินตนเองในประเด็นความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันทุก ๆ ปี สำหรับพนักงานระดับผู้บริหารและระดับปฏิบัติงานในส่วนงานขาย งานจัดซื้อจัดจ้าง งานติดต่อหน่วยราชการและชุมชน เพื่อเป็นเครื่องมือพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


SCGC กับการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ
SCGC มีการกำหนดนโยบาย และแนวปฎิบัติการกำกับดูแลการปฏิบัติงาน เพื่อให้มั่นใจว่า SCGC มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นองค์กรที่มีการกำกับและดูแลกิจการที่ดี เรามีการนำระบบการจัดการด้านการกำกับการปฏิบัติงาน (Compliance Management System : CMS) มาใช้เพื่อกำกับการดำเนินธุรกิจในประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นระบบที่มีความสอดคล้องกับระบบ ISO19600 (แนวปฏิบัติตามมาตรฐานของการกำกับการปฏิบัติงาน) เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทกำหนดเป้าหมายในการนำระบบการจัดการด้านการกำกับการปฏิบัติงานไปใช้กับบริษัทในต่างประเทศโดยเฉพาะ ประเทศเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2565


ขั้นตอนที่สำคัญของระบบการจัดการด้านการกำกับการปฏิบัติงาน คือ การนำข้อกำหนดของกฎหมาย (Legal Obligation) ทั้งในส่วนที่เป็นกฎหมายปัจจุบัน และ กฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้อง มาจัดทำเป็นรายการตรวจประเมิน (Checklist) เพื่อใช้ในการประเมินตนเอง (Self-assessment) ทั้งในส่วนของการปฏิบัติงานทั่วไป (Normal Operation) และ งานโครงการ (Project) ในกรณีที่พบประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย ผู้ประเมินจะต้องทำแผนเพื่อแก้ไขและป้องกันความเสี่ยงจากการไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวทันที หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจะต้องนำข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการทำงานประจำ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในความสอดคล้องด้านการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ๆ นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการสื่อสารในเรื่องของการตระหนักรู้และความเข้าใจในด้านการกำกับการปฏิบัติงานอย่างทั่วถึงทั้งในระดับพนักงานและคณะจัดการ


SCGC มีการพัฒนาระบบดิจิทัลโซลูชันเพื่อใช้ในการจัดเก็บและอัปเดตฐานข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ รวมถึงการประมวลผล และ การรายงานผลความสอดคล้อง ตลอดจนการบริหารจัดการด้านใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการกำกับการปฏิบัติงานขององค์กร


SCGC กับการต่อต้านการคอรร์รัปชัน
SCGC ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามหลักบรรษัทภิบาล ซึ่งรวมถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัตินโยบายต่อต้านคอร์รัปชันซึ่งมีการทบทวนตามความเหมาะสม และได้กำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของคู่มือจรรยาบรรณเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC Code of Conduct) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการประพฤติปฏิบัติของพนักงาน SCGC ปลูกฝังจนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร โดยมีการสื่อสารและอบรมให้พนักงานเกิดความเข้าใจและนำไปปฏิบัติครอบคลุมถึงบริษัทย่อย มีการวิเคราะห์ข้อบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงการเกิดคอร์รัปชัน ในปีนี้ บริษัทมีการจัดทำโปรแกรมเพื่อสนับสนุนนโยบาย Anti-Corruption โดยออกแบบประเมิน Control Self Assessment เพื่อประเมินระบบควบคุมภายในและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดคอร์รัปชันให้ครอบคลุมงานที่อาจมีความเสี่ยงดังกล่าว เช่น ระบบงานขาย ระบบงานจัดซื้อจัดจ้าง ระบบงานการติดต่อกับหน่วยราชการ และชุมชนสัมพันธ์ รวมถึงได้จัดให้พนักงานมีการทำ Self-Learning ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน โดยบูรณาการเข้าไปกับการทดสอบ Ethics e-Testing


จากการสร้างระบบงานเชิงป้องกัน SCGC ยังได้มีการกำหนดวิธีการลดความเสี่ยงและการควบคุม (Risk Mitigation and Control) ให้พนักงานใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดคอร์รัปชัน โดยมีสำนักงานตรวจสอบประเมินการปฏิบัติตามนโยบายฯ แล้วรายงานต่อคณะจัดการเอสซีจี เคมิคอลส์ คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริษัทฯ เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไข รวมถึงได้จัดทำจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC Supplier Code of Conduct) เพื่อสื่อสารให้เกิดความเข้าใจแนวการปฏิบัติตามหลักบรรษัทภิบาลของบริษัทฯ และเป็นมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน


นอกจากนี้ SCGC ยังได้จัดทำช่องทางในการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด พร้อมกำหนดนโยบายคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้แจ้งเบาะแส เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรของบริษัทฯ และผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ สามารถแจ้งข้อมูลหรือให้เบาะแสการฝ่าฝืนหรือความผิดปกติในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี เคมิคอลส์ ตลอดจนได้กำหนดแนวปฏิบัติในการตรวจสอบข้อร้องเรียน พร้อมจะเปิดเผยให้กับคณะกรรมการบริษัทรับทราบ

การบริหารจัดการความเสี่ยง

เพื่อสนับสนุนให้ SCGC สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่กำหนดโดยสามารถบริหารจัดการกับความเสี่ยงด้าน ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และทันเวลา บริษัทฯ ได้นำกรอบการบริหารความเสี่ยงของเอสซีจี Enterprise Risk Management หรือ ERM มาใช้ในการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร เราได้ใช้โครงสร้าง Sustainable Development Structure ในการกำกับดูแลและผ่านคณะกรรมการใน Economic, Environmental, Social และ Governance Dimension โดยติดตามกำกับดูแลและสนับสนุนแผนจัดการความเสี่ยงที่สำคัญระดับธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถจัดการความเสี่ยงนั้น ๆ ได้ แล้วรายงานสถานะความเสี่ยงทุก ๆ ไตรมาสให้คณะจัดการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) ทราบและกำกับดูแล


นอกจากนั้น เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ เชื่อมโยงกระบวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ฉุกเฉินและเหตุการณ์วิกฤต (Crisis) ด้วยแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ที่ได้จัดเตรียมไว้ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียขององค์กร (Stakeholders)

Post-Incident
Incident Management - Business Continuity Management

SCGC established a crisis management governance structure and crisis communication flow to linkage internal processes between responsible persons and related functions who take care any group of stakeholders during crisis period.


Water related risks management
To ensure SCGC timely manages water related risks, by setting risk management process to monitors water situation, including rainfalls, potential flood, or drought. SCGC representatives attended Government Water Management Taskforces such Water Basin Committee, Keyman Water War room in Eastern to strengthen competitive advantage, supply ability, and sustainability, In addition, we have been participating government weekly meeting regarding water situation trend analysis with the government sector by attending “Water Situation Monitoring and Analytic” at the Smart Water Operation Center (SWOC), Royal Irrigation Department to ensure disaster-risk preparedness in our operation areas.

  • Identify designated roles and responsibilities of Crisis Leader, Coordinator, and related members
  • Prepare crisis management facilities to support such as Crisis Room (physical & virtual), CCTV, MS Team, Chat Group, and Social Listening Tools.
  • Linkage information from on-ground Emergency Management Team (Incident Command System – ICS) – Crisis Management Team to minimize impact to business and communicate to stakeholders
  • Ensure business operations keep continuing during crisis.

SCGC established escalation guidelines to activate the crisis management team at the company and business unit level (Local Management Team: LMT and Business unit Management Team: BMT) in order to manage crisis situations by considering critical factors such as revenue, reputation, safety, health, environmental and laws & regulations to minimize impact from crisis event by applying corporate standards (Crisis Management Guideline) to local and overseas operations in SCGC.

Sensitivity Analysis and Stress testing for Water and Climate
Water Management for Water Availability Drought-Prone Area

At SCGC, we prioritize drought as a key water-related risk as areas where operation could be affected by changing weather pattern resulted from climate change. In addition, due to Eastern Economic Corridor (EEC) is expected that water consumption for all sectors will increase year by year. The future phenomena could lead to water scarcity and higher competition for water resources management in the Eastern a key challenge.


Water related risks management
To ensure SCGC timely manages water related risks, by setting risk management process to monitors water situation, including rainfalls, potential flood, or drought. SCGC representatives attended Government Water Management Taskforces such Water Basin Committee, Keyman Water War room in Eastern to strengthen competitive advantage, supply ability, and sustainability, In addition, we have been participating government weekly meeting regarding water situation trend analysis with the government sector by attending “Water Situation Monitoring and Analytic” at the Smart Water Operation Center (SWOC), Royal Irrigation Department to ensure disaster-risk preparedness in our operation areas.

  • Subsequently, we have summarized the situation simulate potential scenarios incorporated with AQUEDUCT Water Risk Atlas data to assess risks related to water scarcity and stress area
  • Sharing to related committees in Sustainable Development Structure to assess water related risks
  • Preparing Risk Mitigation Plan to manage those risk which the risk dashboard escalation process will be reported to Risk Management Committee (RMC) as quarterly basis. While in case of emergency and Crisis Management Team BMT SCGC will be triggered to support and strategic direction when necessary.

Sensitivity Analysis and Stress testing
In addition, SCGC monitors water level of the 3 major reservoirs Dokkrai, Nongplalai, and Klongyai) in Rayong Province, which mainly supply water to manufacturing base in Map Ta Phut, by drawing up a water situation scenario to forecast water quantity in the reservoirs. SCG BCM team used ENSO forecast model, Royal Irrigation Department, Keyman Water War Room and In-house modeling to analyze the precipitation and estimate water inflow pattern in various scenarios.


Scenario Planning & Sensitivity Analysis
The scenario planning of 3 major reservoirs (Nongplalai, Dokkrai, and Klongyai) have been analyzed water-related risks based on the 2-year forward looking assumption by simulating water inflow situations to these reservoirs in various scenarios, in terms of frequency & consequence, up to the worst-case level.

  • Average inflow to reservoirs (Average)
  • The lowest inflow in single year during the past 20 years (Lowest)
  • The lowest inflow in 2 consecutive years (Last Drought in Y2004 – 2005)

Worst Case Scenario & Business Continuity Plan
We assess the worst-case scenario up to water scarcity, insufficient for all stakeholders during drought crisis.The scenario includes “what if” the water shortage causes SCGC to reduce its production capacities to the minimum level of service for certain periods in which keys factors including customer prioritization, dependency, utility arrangement, manufacturing condition and inventory management along supply chain are considered the outage scenario to develop risk treatment options and mitigation plans to minimize water usage and related cost.


BCM Contingency plan for water crisis
Owing to severe drought in the Eastern area could potentially disrupt in business operations, we have developed Business Continuity Plan (BCP) & Trigger Point by considering both supply and demand of water. Moreover, we conducted the sensitivity analysis to allocate an alternative supply quantity to each plant by considering demand against EBITDA basis according to the Minimum Business Continuity Objective (MBCO) of SCGC.


Sustainability water supply for all stakeholders in EEC
Moreover, we collaborate with National Water Resources Office and Royal Irrigation Department to expedite water management projects to increase and construct reservoirs new capacity to ensure water security for all stakeholders in the Eastern River Basin by next 10-15 years.

Emerging Risk: Biodiversity
Bio-Diversity ความหลากหลายทางชีวภาพ


ทางทะเล
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของ SCGC เป็นอุตสาหกรรมที่โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ติดกับชายฝั่งทะเลถึงแม้ว่าจะมีการดำเนินงานสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด แต่ในอนาคตจะมีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะเกิดการสะสมแล้วก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยเฉพาะในเรื่องของสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของทั้งพนักงานและชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่ สิ่งที่ SCGC ทำก็คือในขณะนี้คือมีการศึกษาในเรื่องของการฟื้นฟูการสร้างการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเล มีโปรเจคการทำ CSR อาทิการทำบ้านปลา


ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราได้วางบ้านปลาในชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ครอบคลุม พื้นที่ประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ซึ่งได้ตั้งไปแล้ว 2,180 หลัง และมีการศึกษาวิจัยเพื่อติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม และความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่จัดวางบ้านปลาอย่างต่อเนื่อง โดยได้พบสิ่งมีชีวิตที่มี ความหลากหลายสูงสุด 174 ชนิด ในพื้นที่ที่ศึกษา

ป่าไม้
การเติบโตของ Bio Based Plastic ทำให้มีความเสี่ยงในการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อที่จะนำพื้นที่มาเพาะปลูกพืชพันธุ์ ที่นำไปใช้ผลิต ไบโอพลาสติก SCGC ได้มองเห็นประเด็นความเสี่ยงในข้อนี้จึงได้มีการจัดการโดยกำหนดในการเลือกใช้ผลิตผลทางการเกษตรที่ไม่ได้เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า และได้รับการรับรอง Certificate ที่ยอมรับกันในระดับสากล เช่น BONSUCRO (มาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืน)

การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า

SCGC เน้นสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (B2B) เพื่อเข้าใจความต้องการและตอบสนองลูกค้าอย่างสร้างสรรค์ด้วยสินค้า บริการ และโซลูชัน และการสร้างความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม โดยมีการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าและติดตามการซื้อซ้ำจากลูกค้าสำคัญ (Strategic Customer) รวมทั้งดูแลปัญหาคุณภาพสินค้าและบริการ โดยนำข้อร้องเรียนจากลูกค้ามาวิเคราะห์สาเหตุและดำเนินการป้องกันและแก้ไข


ส่งมอบสินค้าและบริการ

  • แพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการซื้อขายสินค้าด้วยการตรวขสอบโควต้าขายและ Available Space ของเรือแบบเรียลไทม์ รวมทั้งตรวจสอบเอกสารการซื้อขายแบบออนไลน์
  • สินค้าคุณภาพสูง รักษามาตรฐานด้วยการตรวจสอบคุณภาพทั้งเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปลายทาง พร้อมสนับสนุนด้านเทคนิคการผลิตและการปรับคุณสมบัติของวัตถุดิบตั้งต้น
  • บริการมาตรฐานสูง ตอบสนองลูกค้าอย่างรวดเร็วและใช้ระบบเอกสารดิจิทัลเพื่อลดความผิดพลาดจากคน


สร้างความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม

  • ศูนย์นวัตกรรม i2P และ ADC Center สร้างโครงการความร่วมมือกับลูกค้าในการคิดค้นและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมให้เป็นสินค้าออกสู่ตลาด
  • โครงการความร่วมมือ นำความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มของโลกมาพัฒนาสินค้าและโซลูชันใหม่ที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ เช่น การพัฒนาถัง IBC ร่วมกับ ดาว เคมิคอล ขวด PCR กับยูนิลิเวอร์ ถุงบรรจุภัณฑ์อาหารกับ เบทาโกร ฯลฯ


สร้างความผูกพันอย่างลึกซึ้ง

  • จัดสัมมนาความรู้และทิศทางความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและการตลาด เพื่อให้ลูกค้าเท่าทันสถานการณ์และเตรียมพร้อมวางแผนอนาคต
  • จัดอบรมการพัฒนาธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตจากความรู้ใหม่ๆ เช่น การพัฒนาโมเดลธุรกิจ
  • ช่วยเหลือลูกค้าในยามวิกฤต การช่วยเหลือลูกค้าในช่วงโรคระบาดโควิด19เช่นสนับสนุนชุดตรวจหาเชื้ออุปกรณ์โรงพยาบาลสนาม ฯลฯ

การสร้างคุณค่ายั่งยืนสู่คู่ธุรกิจ

SCGC คัดเลือกคู่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) และมีระบบการเลือกใช้คู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพโดยจะประเมินและทบทวนประสิทธิภาพของคู่ธุรกิจอยู่เสมอ ทั้งคุณภาพของสินค้า บริการ และ ESG เพื่อพัฒนาและยกระดับคู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยตั้งแต่ปี 2562 เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน ISO 20400 นับเป็นบริษัทแรกในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ในประเทศไทย


พัฒนาระบบแนะนำคู่ธุรกิจอัตโนมัติ
พัฒนาระบบ The Arch ด้วยเทคโนโลยี AI/Machine Learning แนะนำคู่ธุรกิจที่เหมาะสมกับงานที่ต้องการจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มโอกาสให้คู่ธุรกิจที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมประกวดราคาอย่างเสมอภาค ช่วยลดเวลาการคัดเลือกคู่ธุรกิจได้มากกว่า 20% โดยทำงานร่วมกับระบบ AVL Searching ซึ่งใช้เทคโนโลยี Machine Learning จัดเก็บข้อมูลและค้นหาคู่ธุรกิจตามคุณสมบัติและศักยภาพได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


พัฒนาศักยภาพคู่ธุรกิจสู่ Environmental Partnership

  • สนับสนุนการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) โดยคัดเลือกผู้ผลิตและผู้ให้บริการที่มีศักยภาพในการพัฒนากระบวนการที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมกลุ่มคู่ธุรกิจที่จดทะเบียนโรงงานให้มีนโยบายและกระบวนการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
  • จัดทำโครงการความร่วมมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตหรือขนส่งของคู่ธุรกิจ โดยนำแนวทางของเอสซีจีไปพัฒนาต่อยอดและปรับปรุงร่วมกัน


พัฒนาระบบแนะนำคู่ธุรกิจอัตโนมัติ
SCGC มีการจัดทำนโยบายการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้นำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดแนวปฏิบัติการจัดหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Guidelines for Green Procurement) ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเลือกใช้สินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดแล้ว ยังผลักดันให้ผู้ผลิตเกิดการปรับปรุงและเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสิ่งแวดล้อมออกสู่สังคมมากยิ่งขึ้น โดยให้ผนวกโครงการการจัดการสิ่งแวดล้อม เข้ากับแนวปฏิบัติการจัดหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยให้ความสนับสนุนผู้ขาย (Suppliers) ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การจัดหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้มีการปรับปรุงแก้ไขและดูแลสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน SCGC ได้จัดทำทะเบียนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใน 5 หมวดหมู่ ได้แก่ ทะเบียนวัสดุทั่วไป, ทะเบียนวัตถุดิบ, ทะเบียนวัสดุสนับสนุนการผลิต, ทะเบียนวัสดุอะไหล่ และทะเบียนงานบริการ ซึ่งเป็นรายการสำหรับธุรกิจ Chemicals รวม 63 ผลิตภัณฑ์ จากผู้ขาย 150 ราย


การจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green procurement)
SCGC มีการจัดทำนโยบายการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้นำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดแนวปฏิบัติการจัดหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Guidelines for Green Procurement) ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเลือกใช้สินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดแล้ว ยังผลักดันให้ผู้ผลิตเกิดการปรับปรุงและเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสิ่งแวดล้อมออกสู่สังคมมากยิ่งขึ้น โดยให้ผนวกโครงการการจัดการสิ่งแวดล้อม เข้ากับแนวปฏิบัติการจัดหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยให้ความสนับสนุนผู้ขาย (Suppliers) ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การจัดหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้มีการปรับปรุงแก้ไขและดูแลสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน SCGC ได้จัดทำทะเบียนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใน 5 หมวดหมู่ ได้แก่ ทะเบียนวัสดุทั่วไป, ทะเบียนวัตถุดิบ, ทะเบียนวัสดุสนับสนุนการผลิต, ทะเบียนวัสดุอะไหล่ และทะเบียนงานบริการ ซึ่งเป็นรายการสำหรับธุรกิจ Chemicals รวม 63 ผลิตภัณฑ์ จากผู้ขาย 150 ราย


ระบบการจัดการคู่ธุรกิจ

ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์

SCGC มีความมุ่งมั่นที่จะรักษาความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและไซเบอร์ โดยกำหนดแนวทางบริหารจัดการและนโยบายทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-Policy) ให้เป็นตามมาตรฐาน ISO 27001 และการกำหนดการควบคุมกระบวนการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน และเทคโนโลยีแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (National Institute of Standards and Technology: NIST) รวมถึงการใช้บริการด้าน IT Infrastructure กับบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 นอกจากนี้บริษัทยังกำหนดนโยบายสำหรับระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน (Industrial Control System Policy) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน IEC 62443 โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศและไซเบอร์ โดย “ไม่มีเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์” ที่ก่อให้ผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท


SCGC มีแนวทางและกระบวนการบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์อย่างโปร่งใสภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับดูแลงานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Governance Committee) และคณะกรรมการความปลอดภัยและ ความมั่นคงสารสนเทศ ( Cybersecurity Governance Committee ) ซึ่งครอบคลุมการบริหาร 3 ระดับ ดังนี้

กระบวนการควบคุมด้านความปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์ (Process and Infrastructure)
SCGC ได้กำหนดให้มีการวิเคราะห์หาช่องโหว่ของระบบ (Vulnerability Assessment: VA) ตรวจสอบสถาปัตยกรรมของระบบเครือข่าย พร้อมปรับปรุงระบบความมั่นคงปลอดภัยของระบบ โดยสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานของ NIST (National Institute of Standards and Technology) โดยได้ทำการตรวจสอบช่องโหว่ของระบบคอมพิวเตอร์จากบุคคลากรทั้งภายในและภายนอกเป็นประจำทุกปี


สำหรับการตรวจสอบการควบคุมการจัดการภายในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Internal Audit) บริษัทได้จัดการตรวจสอบให้ครอบคลุมด้านต่างๆ ดังนี้ การตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ, การตรวจสอบการบริหารจัดการกิจกรรมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ, การตรวจสอบความปลอดภัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการทดสอบความแข็งแกร่งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Penetration Testing)


เทคโนโลยีที่บริษัทนำมาใช้เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์

  • การนำเทคโนโลยี MFA (Multi-factor authentication) มาใช้ในการยืนยันตัวตน เพื่อให้มีความปลอดภัยสูง
  • ระบบตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ - EDR (Endpoint Detection and Response)
  • พัฒนาสถาปัตยกรรมและความปลอดภัยของระบบ Internet of Things (IoT Security Architecture)
  • จัดทำแผนตอบสนองภัยคุมคามด้านไซเบอร์ของระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน (ICS Cybersecurity Incident Response Plan
  • จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศส่วนของ Cloud Security Operation Center
  • การจำแนกชั้นความลับของข้อมูล (Data Classification and Trade Secret)
  • การปรับปรุงระบบควบคุมการผลิตในโรงงาน (Industrial Control System) ทั้งด้าน Network Security, Physical Security, Remote Access management, Back up Management, Active Directory, Patch & Anti-virus Management และการให้ความรู้พนักงานในสายการผลิตเกี่ยวกับ ICS Policy


การฝึกอบรมและทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์กับพนักงาน

  • พนักงานใช้เวลาในการเรียนรู้ 6 ชั่วโมงต่อปี
  • พนักงานรับทราบและสอบผ่าน e-policy 100%


SCGC เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักให้แก่พนักงานทุกระดับ ผ่านการฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศผ่านระบบ e-Learning โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตามนโยบายความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-Policy) และกำหนดให้มีการทดสอบความรู้ในนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-Policy Testing) กับพนักงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กร โดยในปีที่ผ่านมา 100% ของพนักงานรับทราบและผ่านการทดสอบตามนโยบายการทดสอบการหลอกลวงทางไซเบอร์ (Phishing Simulation Test)


เรายังเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้านภัยทางไซเบอร์ ให้แก่พนักงานและคู่ธุรกิจ จำนวน 7,070 คน ที่ใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ บริษัทฯ เกี่ยวกับรูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์และอันตรายจากวิธีการหลอกลวงทางไซเบอร์ (Phishing) เช่น การหลอกลวงผ่านช่องทางต่างๆ เช่น e-mail, SMS การหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว, การทำงานของไวรัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) เป็นต้น และเน้นการฝึกสังเกตในจุดต่างๆ เพื่อให้สามารถปรับใช้เมื่อพบกับสถานการณ์จริง โดยจัดให้มีการทดสอบผ่านการจำลองเหตุการณ์การหลอกลวงทางอีเมล ผลจากการทดสอบปีพบว่าร้อยละ 98.49 ของพนักงานและและคู่ธุรกิจผ่านการทดสอบ

การกำกับดูแลความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล

SCGC เคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ทั้งลูกค้า พนักงาน คู่ธุรกิจ ผู้ถือหุ้น และบุคคลต่างๆ ที่ดำเนินกิจกรรมกับบริษัทฯ และคำนึงอยู่เสมอว่าการปกป้องความเป็นส่วนตัวและการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน คือ ความรับผิดชอบของเรา เพื่อให้ท่านมั่นใจในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน บริษัทฯ จัดทำและประกาศใช้นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC Privacy Policy) โดยอ้างอิงให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ กลไก การกำกับดูแล และการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยให้ความสำคัญในความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้การเก็บและใช้การข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะเก็บและใช้ตามความจำเป็นและวัตถุประสงค์ตามการใช้งาน โดยมีเป้าหมาย คุ้มครองความเป็นส่วนตัวและการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ โดย “ไม่มีเหตุการณ์ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจนก่อให้เกิดความเสียหาย”


โครงสร้างการกำกับดูแลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เรามีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงธุรกิจเคมิคอลส์ (Chemicals Business Risk Management Committee), คณะกรรมการกำกับการปฎิบัติงานของธุรกิจเคมิคอลส์ (Compliance Committee of Chemicals Business) และคณะกรรมการความปลอดภัยและความมั่นคงสารสนเทศ ( Cybersecurity Governance Committee ) กำกับดูแลให้เป็นไปตามนโยบายฯ โดยมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมาย และนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล


กระบวนการควบคุมความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล
SCGC มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC DPO) มีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบตามที่กฎหมายกำหนด รายงานสถานะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบอย่างสม่าเสมอ และจัดทาข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับกฎหมายอยู่เสมอ ให้คำแนะนำพนักงานของเอสซีจี เคมิคอลส์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย และนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ และตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานในเอสซีจี เคมิคอลส์ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์


เรายังมีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standards) แนวปฏิบัติ (Guidelines) และขั้นตอนปฏิบัติ (Procedure) และรวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการขยายผลการดำเนินการไปยังบริษัทร่วมและบริษัทย่อย เพื่อให้มั่นใจว่ามีการนำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ สู่การปฏิบัติให้เป็นไปทั่วทั้งองค์กร


ในปี 2564 SCGC มีการจัดทำรายการตรวจประเมิน (Checklist) เพื่อใช้ในการประเมินตนเอง (Self-assessment) ทั้งในส่วนของการปฏิบัติงานในเรื่องการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่พบประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย ผู้ประเมินจะต้องทำแผนเพื่อแก้ไขและป้องกันความเสี่ยงจากการไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าว และให้เกิดความยั่งยืนในความสอดคล้องด้านการปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ เพื่อให้พนักงานเกิดความตระหนักถึงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ SCGC เรามีการสื่อสาร และมีการจัดอบรมพนักงานและผู้เกี่ยวข้องในบริษัท ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ โดยจัดเป็นการอบรมภาคบังคับของพนักงานที่ต้องเข้ามาปฏิบัติงานในบริษัทในรูปแบบการเรียนรู้ผ่าน e-Leaning อย่างต่อเนื่อง และบริษัท ได้มีการจัดทดสอบความรู้เกี่ยวกับนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบ e-Ethics Testing ประจำทุกปี


SCGC ได้จัดทำมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ กำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น การนำเทคโนโลยีในการเฝ้าระวังข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญไม่ให้เกิดการรั่วไหล (Data Loss Prevention : DLP), การเก็บประวัติข้อมูลการใช้งาน (Log), การตรวจหาช่องโหว่ของระบบ (Vulnerability Assessment : VA), การควบคุมการเข้าถึงของผู้มีสิทธิ์สูง (Privileged Access Management : PAM) เป็นต้น


เราจัดทำระบบบริหารจัดการเมื่อข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล (Incident management) และมีการซ้อมแผนฉุกเฉินกรณีเกิดข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลเป็นประจำทุกปี จากผลการดำเนินงานตามกระบวนการ นโยบาย และกิจกรรมต่างๆ เแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ ยังสามารถดูแลความเป็นส่วนตัวและการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นอกจากนี้ เราได้มีการเตรียมกระบวนการ และ ระบบเพื่อรองรับกิจกรรมการขอใช้สิทธิต่างๆ เกี่ยวข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ การถอนความยินยอม, การขอดูและคัดลอก, การส่งหรือโอน, การคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย, การลบหรือทำลาย, ระงับการใช้ข้อมูล, การแก้ไข รวมถึง การร้องเรียน ในกรณีที่บริษัทฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเจ้าของข้อมูลสามารถติดตามสถานะการขอใช้สิทธิและข้อร้องเรียนต่างๆ ได้ ผ่านช่องทางออนไลน์