ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

SCGC มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำทางธุรกิจในภูมิภาคด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรม ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการกำหนดกลยุทธ์และแผนงานทางธุรกิจ การพัฒนาสินค้า บริการ และโซลูชั่น ที่คำนึงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบริหารจัดการและถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมให้แก่ทุกภาคส่วนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดยมุ่งพัฒนาและขยายแนวทางการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล


กระบวนการบริหารสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม

SCGC กำหนดนโยบายและระบบบริหารด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางในการบริหารจัดการ ติดตาม ทบทวน ปรับปรุง และเปิดเผยผลการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงการสร้างความร่วมมือร่วมกับคู่ธุรกิจและผู้ให้บริการ ในการยกระดับประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อผลสำเร็จในการสร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาวในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบ การจัดซื้อจัดหา การผลิตสินค้า บริการ และโซลูชั่น การกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ จนถึงการจัดการของเสียและสินค้าหลังการใช้งานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน


แนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
SCGC ยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการประเด็นด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครอบคลุมถึงการป้องกันผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก ของเสีย มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศและกลิ่น โดยส่งเสริมการใช้น้ำ พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ จากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อกำหนด กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ส่งผลให้ในปี 2564 SCGC ไม่มีกรณีละเมิดหรือผิดกฎหมายและข้อบังคับทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่า SCGC มีแนวทางปฏิบัติ และการบริหารจัดการด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยที่อย่างเป็นระบบ SCGC จึงได้ขอการรับรองโรงงานในกลุ่มของบริษัทฯ ตามมาตรฐานระดับนานาชาติ เช่น มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001 – Environmental Management System) มาตรฐานระบบการจัดการแบบบูรณาการ (Integrated Management System; IMS) มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHSAS/TIS 18001 – Occupational, Health and Safety Management System) มาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (ISO50001 – Energy Management System) มาตรฐานการจัดการก๊าซเรือนกระจก (ISO 14064 – Greenhouse Gases) และมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001 – Quality Management System)

นอกจากนี้ SCGC จัดให้มีโครงการตรวจประเมินประสิทธิผลด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance Assessment Program : EPAP) โดยดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2544 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อม


การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
SCGC ตระหนักว่า น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อทุกภาคส่วน ซึ่งอาจมีความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นจากการเติบโตของสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงอาจมีความเสี่ยงจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลถึงปริมาณและคุณภาพน้ำ ด้วยเหตุนี้ SCGC ได้จัดให้มีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำภายในองค์กรผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม (Corporate Environment) พร้อมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก โดย บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดำเนินมาตรการเตรียมความพร้อมตอบสนองต่อภัยแล้ง ประกอบด้วยการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ตลอดจนผลักดันโครงการการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอกับทุกภาคส่วน

กลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
SCGC ได้บูรณาการเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ (AQUEDUCT ของ WRI) ร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย และกลุ่มอุตสาหกรรมในการกำหนดแผน และการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำภายในกระบวนการผลิต โดยมีกลยุทธ์ ดังนี้

  • ลดความเสี่ยงด้านน้ำด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ
  • ลดการใช้น้ำด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและสินค้า
  • บำบัดน้ำทิ้งให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานกำหนด ติดตามปริมาณและคุณภาพ รายงานอุบัติการณ์ สอบสวนสาเหตุ แก้ไข และกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอกให้มากที่สุด
  • นำน้ำเสียผ่านการบำบัดกลับมาใช้งาน
  • ฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ และสนับสนุนน้ำให้ชุมชนและเกษตรกรรม
  • พัฒนาความสามารถของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านน้ำ

กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องเพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต่อเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 โดยเตรียมแผนระยะยาวสำหรับอนาคต เช่น การจัดสร้างแหล่งน้ำ เพิ่มเติม การผันน้ำจากแหล่งน้ำ ฯลฯ และ พัฒนาเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามสถานการณ์น้ำ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวลุ่มน้ำวังโตนด โดยสนับสนุนโครงการระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่เทศบาลตำบลหนองคล้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland) เพื่อบำบัดน้ำเสียจากชุมชน 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวันก่อนปล่อยสู่คลองวังโตนดซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ให้ภาคตะวันออก


การบริหารของเสียอย่างยั่งยืน
SCGC มุ่งมั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการของเสียและดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการของเสียต่าง ๆ เพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด โดยใช้หลัก 3Rs ซึ่งประกอบไปด้วย Reduce (การลดการใช้หรือใช้น้อยเท่าที่จำเป็น) Reuse (การใช้ซ้ำ) Recycle (การแปรรูปมาใช้ใหม่) และการมุ่งค้นคว้าในการใช้ประโยชน์ของเสียแบบพึ่งพา (waste symbiosis) ซึ่งเป็นการนำของเสียจากที่หนึ่งไปใช้ประโยชน์อีกที่หนึ่ง รวมถึงนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้เป็นแนวทางในการต่อยอดการจัดการของเสียอย่างครบวงจรอีกด้วย


กระบวนการจัดการของเสีย
จากการดำเนินงานที่SCGC ประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามนโยบายส่งของเสียฝังกลบมาอย่างต่อเนื่อง SCGC ยังมุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา ปรับปรุงและสร้างความร่วมมือในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ อาทิเช่น

  • การนำ liquid polymer และ oily water ที่เกิดจากการล้าง heat exchanger กลับเข้าระบบเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตอีกครั้งหนึ่ง
  • การลดปริมาณการใช้ catalyst โดยการนำกลับมาใช้ใหม่ ด้วยกระบวนการ reuse ร่วมกับ catalyst ตัวใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงและคงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ดีดังเดิม
  • การนำพาเลทชำรุด มาแปรรูปกลับมาเป็นเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตพาเลตหมุนเวียนใหม่ทดแทน

ในปี 2564 SCGC สามารถดำเนินโครงการลดการเกิดของเสียจากกระบวนการผลิตเป็นปริมาณทั้งสิ้น 1,122 ตัน คิดเป็นปริมาณของเสียอันตราย 423 ตัน และปริมาณของเสียไม่อันตราย 699 ตัน

การบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน
SCGC มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้านอากาศจากกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพอากาศที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานอยู่ตลอดเวลา โดยการจัดทำแผนการจัดการคุณภาพอากาศเชิงรุกทั้งภายในพื้นที่โรงงานและบริเวณพื้นที่ชุมชนโดยรอบ รวมถึงได้เลือกนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ตั้งแต่ออกแบบโรงงาน และวิจัยพัฒนาปรับปรุงระบบควบคุมคุณภาพอากาศของSCGC ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง


การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
SCGC ให้ความสำคัญกับการจัดการคุณภาพอากาศทั้งภายในสถานประกอบการและชุมชนรอบข้าง โดยการควบคุมการระบายมลสารทางอากาศให้เป็นไปตามมาตรการรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด นอกจากการดำเนินการภายในกิจการของSCGC เองแล้ว SCGC ยังมุ่งเน้นการดำเนินการเพื่อชุมชนและสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ริเริ่มการดำเนินโครงการนำร่องสำหรับจัดการการระบายไอสารเบนซีนและ 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene) โดยใช้มาตรการ CoP (Code of Practice) เพื่อช่วยแก้ปัญหาการระบายไอสารเบนซีนและ 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene) ในพื้นที่มาบตาพุด โดยการขับเคลื่อนผู้ประกอบการในพื้นที่ 5 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรือ ตั้งแต่ปี 2561 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง /และวิเคราะห์ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ และนำไปสู่การกำหนดมาตรการควบคุม ปรับปรุง อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไปที่ตรวจวัดโดยกรมควบคุมมลพิษมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

SCGC มุ่งเน้นการลดผลกระทบจากการปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยมุ่งสู่การควบคุมให้เป็นระบบปิด และติดตั้งหอเผาทิ้งระดับพื้นที่ (ground flare) เป็นแห่งแรกในพื้นที่มาบตาพุด นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการลดการฟุ้งกระจายและการรั่วซึมของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากกระบวนการผลิตด้วยการตรวจสอบ และซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางคุณภาพอากาศ SCGC จึงได้มุ่งเน้นดำเนินโครงการจัดการคุณภาพอากาศครอบคลุมทุกกิจกรรมของSCGC ทั้งในช่วงการดำเนินธุรกิจปกติและช่วงหยุดซ่อมบำรุง รวมถึงการใช้มาตรการหยุดซ่อมบำรุงสีเขียว (Green Turnaround) เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

เศรษฐกิจหมุนเวียน

ส่งต่อคุณค่า พัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน
SCGC ประยุกต์หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้ากับธุรกิจ ตลอดทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบเม็ดพลาสติกให้ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดแต่ยังคงมีประสิทธิภาพ ใช้ประโยชน์จากคุณค่าของพลาสติกอย่างสูงสุด ยืดอายุการใช้งาน คัดแยกขยะจากแหล่งกำเนิดเมื่อหมดอายุการใช้งานและนำเข้ากระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกด้วยกระบวนการ Chemical Recycling เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Recycled Feedstock) สำหรับผลิตเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic Resin) พร้อมผสานเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหนุมเวียนกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยมีเป้าหมายในปี 2568 ให้มีปริมาณการขายสินค้า Green Polymer 200,000 ตันต่อปี และมีปริมาณพลาสติกที่นำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่และรีไซเคิล 50,000 ตันต่อปี


กลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียน SCGC

  • สร้างความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติแก่ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดและพฤติกรรมในการรักษาและคงคุณค่าของพลาสติก
  • สร้างสรรค์และพัฒนาโซลูชันส่งเสริมธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยใช้นวัตกรรมสร้างคุณค่าและประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่ผลิตภัณฑ์
  • สร้างความร่วมมือสู่เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับความแข็งแรงของเครือข่าย และแสวงหาเทคโนโลยีเพื่อสร้างธุรกิจใหม่และการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า


ไฮไลต์เศรษฐกิจหมุนเวียน SCGC

1
1

ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ ขยายและเติบโต
โครงการจัดการขยะในชุมชนเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ด้วยแนวทาง “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน เพื่อจัดการขยะอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง และเชื่อมต่อกับ “ธนาคารขยะชุมชน” ที่ใช้แอปพลิเคชัน Koomkah บริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพิ่มโอกาสการจำหน่ายขยะแต่ละชนิดไปยังโรงงานรีไซเคิลได้โดยตรง เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่ ปี 2564 ขยายพื้นที่ “บวร” ครอบคลุม 64 ชุมชน 2 กลุ่มประมง 9 วัด 1 โรงแรม และ 11 โรงเรียน ทำให้เกิดการจัดตั้งธนาคารขยะชุมชนรวม 13 แห่ง มีสมาชิกธนาคารขยะทั้งหมด 3,514 บัญชีในแอปพลิเคชัน KoomKah และมียอดสะสมขยะรีไซเคิล ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการกว่า 166 ตัน คิดว่าเป็นมูลค่ากว่า 431,921 บาท โดยปริมาณขยะรีไซเคิลทั้งหมดเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 125 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

2
2

“ถุงนมกู้โลก” เปลี่ยนพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่
จากถุงนมที่ใช้เวลาดื่มไม่ถึง 10 นาที กลายเป็นเก้าอี้พลาสติกที่ใช้งานได้นาน 10 ปี โครงการ “ถุงนมกู้โลก” นำถุงนมที่นักเรียนดื่มแล้วในโรงเรียนกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล เช่น โต๊ะ เก้าอี้ กระถางต้นไม้ โดยมีนักเรียนรวบรวมและ “ตัด ล้าง ตาก” ถุงนม มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเป็นศูนย์รวมถุงนมจากโรงเรียนต่างๆ บันทึกและจัดการข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน KoomKah และ เอสซีจี เคมิคอลส์ เป็นผู้นำในการเชื่อมโยงเครือข่าย และสร้างระบบการจัดการนำถุงนมกลับมาแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล โดยโรงเรียนจะได้รับคะแนนสะสม 5 คะแนนต่อถุงนม 1 กิโลกรัม เพื่อนำมาแลกผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล เช่น เก้าอี้มูลค่า 2,000 แต้ม ชุดโต๊ะ 3,800 แต้ม ปี 2564 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 1,300 โรงในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก และอยู่ระหว่างขยายไปยังภาคอื่นๆ ภายในปี 2565

3
3

“แยกดี มีแต่ได้” พลาสติกใช้แล้วแลกเป็นสินค้า
โครงการความร่วมมือระหว่าง SCGC กับเครือยูนิลีเวอร์ ส่งเสริมธนาคารขยะเทศบาลเมืองใหม่บางบัวทอง รวบรวมและคัดแยกขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้แล้วชนิด HDPE ขวดใสขุ่น และขาวทึบ เช่น ขวดนม ขวดน้ำยาทำความสะอาด เพื่อนำมาผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (PCR) และคัดแยกขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้น เช่น ถุงน้ำยาปรับผ้านุ่ม ถุงขนม เพื่อนำเข้ากระบวนการเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Recycled Feedstock) สำหรับโรงงานปิโตรเคมี โดยพลาสติกรีไซเคิลเหล่านี้จะนำมาผลิตขวดบรรจุภัณฑ์ของสินค้าในเครือยูนิลีเวอร์ ประเภทพลาสติก HDPE เช่น ขวดแกลลอน ขวดน้ำยาซักผ้า ขวดแชมพู ขวดครีมนวด ทั้งนี้สมาชิกธนาคารขยะสามารถแลกรับผลิตภัณฑ์ยูนิลีเวอร์ 1 ชิ้นต่อพลาสติกใช้แล้ว 1 กิโลกรัม โดยในปี 2564 รวบรวมพลาสติกใช้แล้วได้จำนวน 3,534 กิโลกรัม และมีแผนขยายความร่วมมือกับชุมชนอื่นๆ ต่อไป

4
4

นวัตกรรมเมลามีนรีไซเคิล
พัฒนานวัตกรรมเมลามีนรีไซเคิลเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ โดยร่วมกับบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ BASINITY ผลิตสินค้าอ่างล่างหน้าเมลามีน และร่วมกับบริษัทท็อปไทยโปรดักส์ จำกัด สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ Plant Me ผลิตกระถางต้นไม้เมลามีน ซึ่งมีส่วนผสมของเม็ดพลาสติกรีไซเคิลประเภท PCR และ PIR ราว 10-40% (ขึ้นอยู่กับลักษณะผิวสัมผัส) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดด้านการตกแต่งบ้านที่กำลังเติบโตสูงขึ้น

SCGC กับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในทุกประเทศ SCGC มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Footprint Product) เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงลูกค้าและผู้บริโภค รวมทั้งสร้างความร่วมมือในการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีส และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593


กลยุทธ์การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
1. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1+2)

  • การใช้พลังงานสะอาดทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • การปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการและอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงขึ้น
  • วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์


2. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3)

  • จัดทำระบบเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงการจัดการของเสีย และใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการใช้พลังงาน ลดของเสีย และเพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่
  • การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็น low carbon รวมทั้ง renewable มากขึ้น เช่น Circular Plas (advance recycling) ได้ naphtha ที่คาร์บอนต่ำในการผลิตโอเลฟิน หรือ PCR (mechanical recycle) ในการผลิตโพลีเมอร์ รวมถึงการวางแผนเพื่อจัดทำแนวทางในการจัดหาวัตถุดิบจาก Supplier โดยให้มีการพิจารณาเรื่องการปล่อยและการลดก๊าซเรือนกระจกจากการได้มาซึ่งวัตถุดิบและบริการ รวมถึงการขนส่งที่เกี่ยวข้องในการจัดหาด้วย
  • ผลักดันและสนับสนุน ให้ Logistic Supplier ทำการเปลี่ยนเชื้อเพลิงรถขนบรรทุกขนส่งจากน้ำมัน Diesel เป็น Natural Gas เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และฝุ่น นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของ Supplier


3. การพัฒนาแหล่งเก็บกักก๊าซเรือนกระจก

  • การปลูกป่า การฟื้นฟูธรรมชาติ
  • การพัฒนานวัตกรรมในการเก็บกักก๊าซเรือนกระจก

โซลูชันระบบพลังงานแสงอาทิตย์
SCGC พัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์และนำมาติดตั้งใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ และโซลาร์รูฟทอป เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกระบวนการผลิตและอาคารสำนักงาน นอกจากนี้ได้ดำเนินธุรกิจด้านโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ให้บริการแก่บริษัทในเครือเอสซีจี หน่วยงานภายนอก และลูกค้า เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่พลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานที่สำคัญในปี 2564 เช่น

  • Floating Solar Solutions นวัตกรรมโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่ให้บริการแบบโซลูชันครบวงจรเป็นรายแรกของประเทศไทย ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทุ่นลอยน้ำ ตั้งแต่ปี 2561-2564 ได้ดำเนินการติดตั้งให้แก่บริษัทในเอสซีจีและลูกค้าภายนอก รวมมากกว่า 43 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 50 เมกะวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 35,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
  • Solar Rooftop ปี 2564 จัดทำโครงการขยายผลการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารสำนักงานและโรงงานของบริษัทในธุรกิจของ SCGC ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รวมกำลังการผลิตสูงสุด 3,200 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อใช้เป็นพลังงานภายในอาคารแทนการใช้ไฟฟ้าจากภายนอก รวมการติดตั้งโซลาร์รูฟทอปบนอาคารแล้วทั้งสิ้น 2.2 เมกะวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 1,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
  • Solar Farm ปี 2562 - 2564 ติดตั้งโซลาร์ฟาร์มตามแนวท่อขนส่งผลิตภัณฑ์ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล ขนาด 2.6 เมกะวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
  • โครงการรถยนต์ไฟฟ้าบูรณาการร่วมกับการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ นำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานแทนรถยนต์เชื้อเพลิงดีเซลในบริษัทอาร์ไอแอล 1996 จำกัด และมีแผนจัดสร้างระบบสถานีบริการพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอลและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคันต่อปี


เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย AI และระบบอัตโนมัติ
SCGC ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการและอุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมาโดยตลอด ล่าสุดได้นำเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI Machine Learning Data Analytics ระบบอัตโนมัติ เข้ามาควบคุมการทำงาน ช่วยลดการใช้พลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ

  • บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด ปรับปรุงการตรวจวัดและตั้งค่าควบคุมระบบไอน้ำซึ่งมีความซับซ้อนสูง จากการใช้พนักงานมาเป็นระบบดิจิทัลอัตโนมัติ และปรับปรุงการทำงานของเตาปฏิกิริยาความร้อน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานมากที่สุดในโรงงาน ด้วยระบบอัตโนมัติและ Machine learning ช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 8,030 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • บริษัทมาบตาพุดส์โอเลฟินส์ จำกัด ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI บริหารจัดการพลังงานในหน่วยการผลิต ช่วยลดการใช้พลังงานได้กว่า 19,430 กิกะจูลต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 806 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และช่วยให้ควบคุมกระบวนการผลิตได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO)
ปี 2564 ธุรกิจของ SCGC ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จำนวน 4 บริษัท แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

SCGC เล็งเห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในภูมิภาคที่มี operation ซึ่งนำกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามกระบวนการของ TCFD focus on Risk & Opportunity ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นกับธุรกิจ เพื่อกำหนดกลยุทธ์รับมือก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น


Physical Risk
คณะทำงานด้าน Climaคณะทำงานด้าน Climate Change & Hazard Risk นำผลการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญมาสร้าง Scenario เพื่อประเมินความเสี่ยงตามกระบวนการ โดยนำค่าคาดการณ์ Global Emission prediction figure on GHG concentration in atmosphere “Representative Concentration Pathway”(RCP) มาประเมินผลกระทบระยะไกล ซึ่งมีประเด็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น Water Stress, Sea Level, Flooding, Storm, เป็นต้น


Base scenario
ใช้ RCP 4.5
Worst scenario
ใช้ RCP 8.5

หลังจากนั้นได้นำ Hot Sport ต่างๆใน Business Value Chain มาพิจารณาร่วมกับแผนงานเชิงนโยบายของภาครัฐ และ แผนงานภายใน ซึ่งหากกระบวนการใดใน Operation มีความเสี่ยงเกิดค่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จะต้องมีมาตรการรับมือเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงนั้นๆ อาทิ ตัวอย่างกรณี Sea Level Raising

ในปี ค.ศ.2100 หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2-degree Celsius Sea Level ทำให้ระดับน้ำอาจสูงขึ้น 1.5-2.0 m.เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง mean sea level และระดับน้ำขึ้นลง ซึ่งจากการประเมินระดับความสูง Elevation ตลอดทั้ง Supply Chain ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงลูกค้า พบว่าไม่มีผลกระทบการน้ำทะเลสูงขึ้น มีเพียงอาจส่งผลให้เกินระดับที่ Jetty Operation จะปฏิบัติงานได้ทำให้ต้องมีการวางแผนระยะกลาง-ยาวเพื่อปรับปรุง Jetty Facility ในอนาคต

ประเด็นความเสี่ยงด้าน Physical Risk มีคณะกรรมการ Energy & Climate Change Committee เป็น Risk Owner ในการกำกับดูแล และรายงานตามโครงสร้าง SD Dimension ให้ผู้บริหารรับทราบในประเด็นความเสี่ยงและให้คำแนะนำเพื่อป้องกันและแก้ไขตามแนวทางขององค์กร

นอกนี้จากยังประสานกับหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมชลประทาน และสำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจใน facility และกระบวนการใน Trigger ให้กับ Stakeholders ในพื้นที่

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
SCGC ได้นำกระบวนการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพอากาศ (climate scenario analysis) ตามแนวทาง Recommendation of the Task Force on Climate-related Financial Disclosure (TCFD) เข้ามาใช้ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดจากนโยบายการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) โดยพิจารณาใน 2 สถานการณ์จำลองตาม World Energy Outlook (WEO) อันได้แก่ SDS (Sustainable Development Scenario) และ NZE (Net Zero by 2050 Scenario) ในมิติที่เกี่ยวข้อง รวมถึง

  • Policy and Legal: ด้วยการให้ความสำคัญกับเป้าหมายและนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (ร่าง) พระราชบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยการเรือนกระจก (Emission Trading System)
  • Market: เป็นการประเมินถึงความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ ความต้องการของพลังงานทางเลือก และมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM)
  • Technology: เป็นการประเมินถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับคาร์บอนต่ำที่มาทดแทนธุรกิจที่พึ่งพาฟอสซิลเป็นหลัก เช่น พลังงานสะอาด รถไฟฟ้า แบตเตอรี่ เป็นต้น
  • Reputation: เป็นการประเมินความต้องการและความคาดหวังของนักลงทุนเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ


ทั้งนี้ ผลของการประเมินนำไปสู่การกำหนดกลยุทย์ในการเตรียมความพร้อม การดำเนินธุรกิจ และการกำหนดมาตรการควบคุมบรรเทา (mitigation plan) ของบริษัทฯ

ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์

SCGC ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม เอสซีจีซี เคมิคอลส์ จึงใช้ระบบการดูแลสินค้าให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการปฏิบัติงาน ครอบคลุมตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า และได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องตามมาตรฐานสากล


ระบบการดูแลผลิตภัณฑ์ให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ของผลิตภัณฑ์ ตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า และกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยง
  • ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ ตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า
  • ทำให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตามมาตรฐานสินค้า กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้อง
  • จัดเตรียมข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตามแนวทางของ Global Hamonize System (GHS) เพื่อให้ลูกค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่าสามารถเข้าถึงได้และสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย
  • ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขอการรับรองเครื่องหมาย SCGC Green Choice เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้าและสร้างความแตกต่างในการแข่งขันทางธุรกิจ
  • ส่งเสริมการขอฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความตระหนักด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้าตลิดห่วงโซ่คุณค่า
  • ตรวจประเมิน และปรับปรุงระบบการดูแลผลิตภัณฑ์ให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

SCGC Green Polymer

SCGC บริษัทปิโตรเคมีภัณฑ์เพือความยั่งยยืนชั้นนำระดับประเทศและของภูมิภาค ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาพลาสติกใช้แล้วที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง จนกลายเป็นภัยคุกคามระบบนิเวศและชุมชนที่ต้องเร่งหาวิธีแก้ไข บริษัทได้บูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้าเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยหนึ่งในผลิตผลสำคัญจากความมุ่งมั่นดังกล่าว ก็คือ SCG GREEN POLYMER™ โซลูชันนวัตกรรมพลาสติกที่ตอบโจทย์การใช้งาน และส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมใน 4 ด้าน สำคัญ ได้แก่ Reduce การลดการใช้ทรัพยากร, Recyclable การออกแบบเพื่อให้รีไซเคิลได้, Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่และ Renewable การใช้ทรัพยากรหมุนเวียน



ด้วยนวัตกรรมในการผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงจาก SMX™ Technology ทำให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกที่มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น จึงช่วยทำให้ลดความหนาของชิ้นงานลงได้แต่ยังมีความแข็งแรงอยู่ดังเดิม ซึ่งนอกจากจะทำให้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างเม็ดพลาสติกลงได้แล้ว ยังทำให้ชิ้นงานมีน้ำหนักเบาลง ส่งผลให้สามารถลดพลังงานที่ใช้ในกระบวนการขนส่งลงได้ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วยเช่นกัน เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังได้วิจัยและพัฒนาเม็ดพลาสติก PE และ PP มาผลิตเป็นฟิล์มชั้นต่าง ๆ ในบรรจุภัณฑ์ Mono Material ที่สามารถรีไซเคิลได้ โดยสิ่งสำคัญคือต้องสามารถคงคุณสมบัติการใช้งานที่เทียบเท่ากับบรรจุภัณฑ์เดิมให้ได้ นวัตกรรมพอลิเมอร์ทั้งชนิดนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่ต้องการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมารีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality Post-Consumer Recycled Resin: PCR) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมภายใต้โซลูชัน “การนำกลับมาใช้ใหม่” ด้วยสูตรเฉพาะของเอสซีจี เคมิคอลส์ และเครือข่ายในการรวบรวมขยะจากครัวเรือน ทำให้สามารถเปลี่ยนขยะให้เกลายเป็นเม็ดพลาสติก PCR ชนิด HDPE คุณภาพสูงได้ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปสู่แหล่งที่มาของขยะที่ถูกนำมาใช้ได้ สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลกอย่าง Global Recycle Standard (GRS) นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ทดแทนเม็ดพลาสติกใหม่ได้ตั้งแต่ 25% – 100% ตอบโจทย์นโยบายความยั่งยืนของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก จึงนับได้ว่าเป็นการก้าวล้ำออกมาจากพัฒนานวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบเดิม ๆ ได้อย่างแท้จริง SCGC ยังได้พัฒนาเทคโนโลยี Advanced Recycling ซึ่งสามารถเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับโรงงานปิโตรเคมี ซึ่งสามารถนำกลับมาผลิตเม็ดพลาสติกใหม่ ด้วยการใช้สารเร่งปฏิกิริยาทำให้กระบวนการรีไซเคิลมีอุณหภูมิต่ำ จึงช่วยลดการใช้พลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดปัญหาการสะสมของปริมาณขยะพลาสติกในประเทศได้


พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Bio Compostable Compound) เป็นพลาสติกที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยต้นกำเนิดที่มาจากพืช ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สามารถปลูกใหม่ทดแทนได้ จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ และสามารถนำไปผ่านกระบวนการขึ้นรูปได้อย่างไม่ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังผ่านมาตรฐานการรับรองระดับโลกอย่าง DIN CERTCO ประเทศเยอรมันนี และ Biodegradable Products Institute (BPI) ประเทศสหรัฐอเมริกา