close

27 พ.ย. 2568

อัปเดตรถ EV รถยนต์ไฟฟ้า ล่าสุด เร่งเครื่องแซงรถใช้น้ำมันแล้ว ?

Business ESG Circular Economy Innovation Solutions Sustainability
เมื่อเสียงคำรามของเครื่องยนต์สันดาปค่อย ๆ เบาลง นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านไปสู่นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ที่ขับเคลื่อนไปอย่างเงียบ ๆ และกำลังเร่งแซงรถยนต์แบบเดิมในตลาดยานยนต์
การเข้ามาของรถ EV ที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้ามีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ยอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของรถ EV กับการจัดการกับซากแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และนวัตกรรมสำคัญที่อยู่เบื้องหลังรถ EV ทั้งหมดนี้ถือเป็นมุมมองใหม่ที่ SCGC อยากนำมาเล่าให้ทุกคนได้ติดตาม
อัปเดตตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2025 พบยอดขายเพิ่มขึ้น 25%

ข้อมูลจากรายงาน Global EV Outlook โดย Electric Vehicles Initiative (EVI) ได้นำเสนอความคืบหน้าเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ล่าสุด ซึ่งสรุปได้ว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมา มียอดการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกกว่า 17 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วน 20% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 3.5 ล้านคันเพียงปีเดียวนี้มากกว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทั้งหมดในปี 2020 และคาดว่าในปี 2025 นี้ ปริมาณการขายรถยนต์ไฟฟ้าจะมีมากกว่า 20 ล้านคันทั่วโลก หรือหนึ่งในสี่ของการขายรถยนต์ทั้งหมด

แม้ตัวเลขยอดขายรถ EV ในภาพรวมจะเติบโตแบบน่าจับตา แต่เมื่อเจาะลึกลงในระดับภูมิภาคจะพบว่า ในปี 2024 ประเทศที่เป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าคือประเทศจีน ซึ่งมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ส่วนกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและละตินอเมริกา ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 60% โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยอดขายเติบโตเกือบ 50% แต่หากมองไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐฯ จะพบว่าเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มซบเซาลงจากการยกเลิกมาตรการสนับสนุนของภาครัฐฯ ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ ยอดขายรถ EV ชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2024 โดยเพิ่มขึ้นเพียง 10% เมื่อเทียบกับ 40% ในปี 2023

อนาคตของรถยนต์ใช้น้ำมัน ท่ามกลางสงครามราคารถ EV

ปัจจุบันวงการยานยนต์บ้านเราได้ขับเคลื่อนมาสู่ทางแยกระหว่างรถสันดาปที่ใช้น้ำมัน และรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีจุดตัดสินใจสำคัญอยู่ที่ราคาขาย

ขณะที่การแข่งขันในตลาดรถยนต์สันดาปเป็นไปอย่างราบเรียบ ทว่าในตลาดรถ EV กลับกลายเป็นสมรภูมิราคาที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตรถ EV รายใหญ่สัญชาติจีน สาเหตุหลักมาจากกำลังการผลิตส่วนเกิน (Oversupply) ที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลดลง และการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย ดึงดูดให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจจากรถยนต์ใช้น้ำมัน และจากแบรนด์คู่แข่ง

ถ้าเช่นนั้นใครกันที่ได้ประโยชน์จากสงครามราคารถ EV คำตอบนี้อาจไม่ใช่ผู้บริโภค เพราะแม้ผู้ซื้อรถ EV จะได้ประโยชน์จากราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกลง หรืออาจถูกกว่าซื้อรถยนต์ใช้น้ำมัน แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจากบริการหลังการขายหากตกลงใจซื้อรถ EV จากผู้ผลิตรายเล็กที่ไม่สามารถให้บริการลูกค้าในระยะยาวได้ หรือในกรณีที่ต้องการขายเป็นรถมือสอง นอกจากราคาขายจะขึ้นอยู่กับสุขภาพของแบตเตอรี่แล้ว ก็อาจเสี่ยงเจอกับค่าเสื่อมที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมัน

ดูเหมือนว่ารถยนต์สันดาปหรือรถยนต์ใช้น้ำมันจะมีจุดแข็งเรื่องราคาขายต่อ และเทคโนโลยีที่ค่อนข้างคงที่กว่า จึงไม่มีผลต่อต้นทุนการผลิตมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะยืนระยะในตลาดรถยนต์ที่การแข่งขันสูงได้นานหากไม่มีการปรับปรุง อนาคตของรถยนต์สันดาปจะถูกปรับบทบาทเป็น รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากขึ้น เพราะมีทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าในคันเดียว เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในกลุ่มผู้บริโภคที่ยังมองว่ารถ EV ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน

ก้าวต่อไปของรถยนต์ไฟฟ้า กับโจทย์ใหญ่เรื่องแบตเตอรี่

หัวใจสำคัญของรถ EV คือแบตเตอรี่ จากเดิมที่มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ระยะเวลาการชาร์จ ความปลอดภัยในการใช้งาน แต่ปัจจุบันโจทย์นี้ดูเหมือนจะได้รับการแก้ไข ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้รถ EV เป็นนวัตกรรมยานยนต์แห่งยุค

ทำไมในอดีตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าถึงมีราคาสูง ? เพราะแบตเตอรี่รุ่นแรก ๆ ผลิตจากแร่ธาตุราคาแพง เช่น นิกเกิล โคบอลต์ ลิเธียม ด้วยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในการพัฒนาให้ได้ประสิทธิภาพ กระทั่งปัจจุบันราคาแบตเตอรี่เริ่มลดลงจากความก้าวหน้าด้านการค้นคว้าวิจัย ข้อมูลจากคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย ชี้ให้เห็นถึงราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ลดลงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเมื่อปี 2010 ราคาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสูงถึง $1,100 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แต่ในปี 2021 ลดลงเหลือ $137 ต่อ kWh และในปี 2024 ลดลงอีกเหลือประมาณ $110 ต่อ kWh

การพัฒนาแบตเตอรี่รถ EV อย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ผลิตค้นพบวิธีการลดต้นทุนได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบในการผลิตใหม่ เช่น แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate: LFP) ที่ราคาถูกกว่าแบตเตอรี่ NMC (Nickel Manganese Cobalt) เกือบ 30% ต่อ kWh หรือแบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-ion Battery) ที่ใช้โซเดียมเป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งหาได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำกว่ามาก รวมทั้งการพัฒนาแบตเตอรี่สถานะของแข็ง (Solid-State Battery) ที่ใช้ตัวนำไฟฟ้าแบบของแข็ง แทนแบบเดิมที่เป็นของเหลว จึงปลอดภัยกว่าเพราะไม่ติดไฟ ความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า ช่วยให้รถวิ่งได้ระยะไกลขึ้น และชาร์จไฟเร็วในไม่กี่นาที ทั้งหมดนี้จะเข้ามาแก้โจทย์เรื่องแบตเตอรี่รถ EV ทำให้นวัตกรรมการขับเคลื่อนนี้ไปได้ไกลและไวกว่าเดิม

แต่หากแบตเตอรี่ของรถไม่พร้อมไปต่อ ก็ยังมีแนวทางจัดการตามหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือ การนำแบตเตอรี่ไปใช้ซ้ำในรูปแบบของแบตเตอรี่สำรอง (ESS) เพื่อจัดเก็บพลังงานจากโซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือนหรือธุรกิจ และยังสามารถนำไปสกัดวัตถุดิบที่เป็นโลหะ เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล กลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง

SCGC เล็งเห็นการเติบโตของธุรกิจยานยนต์แห่งอนาคต ร่วมทุนกับบริษัท Denka Company Limited หรือ Denka ประเทศญี่ปุ่น บริษัทที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอะเซทิลีนแบล็ก (Acetylene Black) ในนามบริษัท เดนกะ เอสซีจีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ จำกัด (Denka SCGC Advanced Materials Co., Ltd.) โดยปัจจุบัน Denka ผลิตอะเซทิลีนแบล็กที่โรงงานทั้งหมด 3 แห่งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

อะเซทิลีนแบล็ก (Acetylene Black) ของ Denka จุดเด่นคือเป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนแบล็กชนิดพิเศษที่ผลิตขึ้นจากการสลายตัวทางความร้อนของก๊าซอะเซทิลีน ด้วยเทคโนโลยีการย่อยสลายและการสังเคราะห์ด้วยความร้อนที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Denka คาร์บอนแบล็คที่ผลิตขึ้นจึงมีความบริสุทธิ์สูงและนำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม จึงสามารถใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบชาร์จไฟได้สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถนำไปใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่ง จากการร่วมมือกันครั้งนี้ คาดว่าจะมีกำลังการผลิตประมาณ 11,000 ตันต่อปี พร้อมผลักดันให้ SCGC ยกระดับธุรกิจสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) ไปยังห่วงโซ่ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบัน

นับจากวันนี้ เชื่อแน่ว่าเส้นทางของยานยนต์แห่งอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในการขับเคลื่อน จะสามารถเปลี่ยนถนนทุกสายให้มุ่งสู่ความยั่งยืนได้จริง โดยเริ่มจากนวัตกรรมใกล้ตัว และต่อยอดไปสู่ห่วงโซ่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอีกมากมาย

Is this article useful ?