ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกประเภท พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน และเอ็มเอ็มเอ

พลาสติกกับความยั่งยืน: จับทิศทาง 5 เทรนด์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อโลก จากงาน K2019

พลาสติกกับความยั่งยืน: จับทิศทาง 5 เทรนด์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อโลก จากงาน K2019

วันที่: 13 ธ.ค. 2562

พลาสติก วัสดุมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์โดยเป็นผลพลอยได้จากการผลิตปิโตรเลียม สามารถใช้ทดแทนวัสดุประเภทอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และยังสามารถปรับแต่งคุณสมบัติได้หลากหลายตามความต้องการด้วยการสังเคราะห์และใส่สารเติมแต่ง นอกจากนี้พลาสติกยังใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อยกว่าและการผลิตพลาสติกแต่ละครั้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าวัสดุประเภทอื่น ๆ ในปริมาณที่เท่ากัน จึงทำให้พลาสติกมีต้นทุนต่ำและได้รับความนิยมในหลากหลายอุตสาหกรรม จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา อย่างไรก็ตาม หากจัดการไม่ดี วัสดุมหัศจรรย์นี้ก็จะกลายเป็นปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทางทะเลไปโดยปริยาย การแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ การบริหารจัดการขยะจากบกให้มีประสิทธิภาพ มีการคัดแยกขยะและทิ้งให้ถูกที่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีพลาสติกให้ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการรวมตัวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกชั้นนำจากทั่วโลกที่มองเห็นปัญหาและนำเสนอเทคโนโลยีในงานจัดแสดงนวัตกรรมและสินค้าพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก K2019 ที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 16-23 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่ผู้คนในแวดวงพลาสติกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และถือเป็นตัวชี้วัดที่จะกำหนดเทรนด์ในอุตสาหกรรมพลาสติก โดยงาน K2019 ปีนี้มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงนวัตกรรมมากถึง 3,300 รายจากทั่วโลก หนึ่งในนั้น คือ เอสซีจี หนึ่งในผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปีนี้คอนเซ็ปต์ของงานรวมถึงนวัตกรรมที่แต่ละองค์กรร่วมนำเสนอต่างมุ่งไปที่ “พลาสติกเพื่อความยั่งยืน” และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาพลาสติกในอนาคตที่ต้องยั่งยืนและมีประสิทธิภาพทั้งด้านการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากร โดยปรับเปลี่ยนตั้งแต่แนวคิดการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง วิธีการผลิตใหม่ ๆ การรณรงค์ให้ผู้บริโภคใช้ซ้ำ รวมไปจนถึงการจัดการหลังการใช้ และการรีไซเคิล ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดย 5 ไฮไลต์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน ที่ผู้ประกอบการชั้นนำได้คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทิศทางการบริโภคในปัจจุบันและนำเสนอในเวทีนี้ ได้แก่ รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น โดยพื้นฐานแล้วพลาสติกนับเป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% หากมีการจัดเก็บหลังการใช้งานที่ถูกต้อง ก็จะไม่เป็นขยะรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาในวงการพลาสติกได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งาน จึงมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์โดยประกอบหรือผสมกับวัสดุชนิดอื่นที่ไม่ใช่พลาสติก ทำให้บรรจุภัณฑ์นั้นไม่สามารถรีไซเคิลได้ อาทิ บรรจุภัณฑ์ประเภทชั้นฟิล์มหลายชั้น ซึ่งมีการใช้ชั้นฟิล์มประเภทอลูมิเนียม ในงาน K2019 จึงมีผู้ประกอบการหลายเจ้าไม่ว่าจะเป็น Sabic, Borealis, Dow และ SCG ที่นำเสนอโซลูชั่นเพื่อทดแทนบรรจุภัณฑ์หลายชั้น โดยเฉพาะแนวคิด Mono Materials ที่พัฒนาบรรจุภัณฑ์หลายชั้นโดยใช้วัสดุชนิดเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ ตลอดจนถึงการพัฒนาพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้อยู่แล้ว ให้สามารถรีไซเคิลได้ดียิ่งขึ้น โดยที่คุณสมบัติไม่ลดลง ลดทรัพยากรการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ พลาสติกเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ช่วยลดน้ำหนักและลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน วัสดุก่อสร้างที่มุ่งเน้นความคงทนและการกัดกร่อนของสารเคมี และอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทต่าง ๆ ทิศทางในการพัฒนาพลาสติกเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานประเภทอุตสาหกรรมเฉพาะทาง จึงมุ่งเน้นพัฒนาพลาสติกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดปริมาณทรัพยากรในการผลิตลงตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น DuPont ที่มีความเชี่ยวชาญการพัฒนาวัสดุน้ำหนักเบาสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ นำเสนอเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รถยนต์ในอนาคต สำหรับระบบไฮบริด ระบบไฟฟ้า และรถยนต์อัตโนมัติ โดยได้พัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ลูกค้าแบรนด์ต่างๆ รวมถึง Renault Sport Racing ในการพัฒนารถแข่ง F1 และรถยนต์ประเภทอื่น ๆ ในส่วนของแบรนด์ไทยอย่างเอสซีจีเอง ก็ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดทรัพยากรในการผลิตเช่นกัน ได้แก่ เทคโนโลยี SMX™ ที่สามารถใช้กับงานได้หลากหลายชนิด อาทิ ถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ บรรจุภัณฑ์ประเภทฟิล์มที่มีความยืดหยุ่นสามารถทนต่อแรงกระแทกและแรงเจาะทะลุได้ดีเป็นพิเศษ และฝาน้ำอัดลม รุ่นน้ำหนักเบาและใช้วัสดุน้อยลงแต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี SMX™ ของเอสซีจี มาพัฒนาท่อก๊าซ ท่อเหมือง และท่อที่รับแรงดันสูงในอนาคตอีกด้วย นำขยะกลับมาเป็นวัตถุดิบ เมื่อพลาสติกเป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ จึงมีการนำขยะพลาสติกมาหมุนเวียน เพื่อใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบต่อไป โดยสามารถแบ่งเทคโนโลยีที่นำขยะพลาสติกกลับมาเป็นวัตถุดิบ ได้ดังนี้ 1.Mechanical Recycling เป็นการรีไซเคิลด้วยกระบวนการทางกล โดยการนำพลาสติกที่ใช้งานแล้วมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกและขึ้นรูปเป็นสินค้าเพื่อใช้งานโดยตรง เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ได้จะเรียกว่า Post-Consumer Recycled (PCR) Plastic และมีการใช้งานโดยผสมกับพลาสติกใหม่และหรือปรับแต่งคุณสมบัติด้วยสารเติมแต่งเพื่อให้ได้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพสูงเพิ่มมากขึ้น อาทิ แกลลอนพลาสติกที่มีส่วนผสมของ PE Recycle 95% โดย LyondellBasell ขวดเครื่องดื่มชาเขียวที่ใช้ PET Recycle 100% ของ Suntory และซองตั้งที่เป็น Recycle Full PE Laminated Solution จาก Exxon ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวทางที่มีการประยุกต์ใช้ทั้ง PCR และ Mono materials ร่วมกัน เป็นต้น 2. Feedstock Recycling หรือ Chemical Recycling เป็นวิธีการนำพลาสติกกลับไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในกระบวนการผลิตทั้งในรูปแบบก๊าซและของเหลว อาทิ Sabic และ BASF ที่คิดค้นกระบวนการสร้างพลาสติกรีไซเคิลด้วยวิธี Pyrolysis โดยนำขยะพลาสติกที่มีมูลค่าต่ำหรือรีไซเคิลไม่ได้มาใช้เป็นวัตถุดิบ แทนการกำจัดด้วยการเผาหรือฝังลงในบ่อฝังกลบ ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกปกติ สามารถสัมผัสอาหารได้ โดยมีสินค้าหลายแบรนด์ที่นำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์แล้ว อาทิ คนอร์ และกล่องไอศกรีมแม็กนั่มของยูนิลีเวอร์ เป็นต้น พลาสติกชีวภาพ และวัตถุดิบทางเลือก พลาสติกชีวภาพถูกคิดค้นเพื่อช่วยให้พลาสติกสามารถย่อยสลายได้เร็วขึ้น โดยพัฒนาจากวัตถุดิบหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวโพด อ้อย และ มันสำปะหลัง และเนื่องจากพลาสติกเป็นผลพลอยได้จากปิโตรเลียมที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงได้มีการคิดค้นการนำวัตถุดิบทางเลือกที่สามารถผลิตใหม่ได้ (Renewable Feedstock) มาใช้ในการผลิตพลาสติก อาทิ Bio-based Feedstock และการสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น ซึ่งการนำไปใช้และการจัดการหลังการใช้งานของพลาสติกเหล่านี้จะแตกต่างจากพลาสติกทั่วไปที่สามารถรีไซเคิลได้ ผู้บริโภคจึงควรสังเกตบรรจุภัณฑ์และคัดแยกประเภทขยะอย่างถูกต้อง เพราะหากมีการปะปนของพลาสติกชีวภาพเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะทำให้เกิดความเสียหายได้ ความร่วมมือ ผนึกกำลังเพื่อความยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์ในการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ทั้งตอบโจทย์เจ้าของผลิตภัณฑ์และสังคมไปพร้อม ๆ กัน เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่เห็นได้ภายในงาน K2019 อาทิ BASF จับมือกับ Jaguar Land Roverร่วมศึกษาการนำขยะมาผลิตชิ้นส่วนในรถยนต์ เอสซีจีและเบทาโกร ร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์บรรจุชิ้นส่วนไก่สดที่มีความเหนียว รับน้ำหนักได้ดี และทนการเจาะทะลุจากชิ้นส่วนและกระดูกไก่ได้ดีเป็นพิเศษ และอีกหลากหลายแบรนด์ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้รีไซเคิล เจ้าของแบรนด์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการขยะเพื่อนำกลับมาสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจว่า อุตสาหกรรมพลาสติกจะเติบโตไปพร้อม ๆ กับการดูแลโลก อาทิ SCG ร่วมมือกับ Dow นำพลาสติกใช้แล้วมาทำถนนพลาสติกรีไซเคิล เป็นต้น เทรนด์พลาสติกเพื่อความยั่งยืนทั้ง 5 นี้ สะท้อนให้เห็นว่า เหล่าผู้ประกอบการมีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการรีไซเคิล นำกลับมาใช้ใหม่ และการลดการใช้ทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างสรรค์พลาสติกอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงเพื่อเอื้อต่อการจัดการหลังการใช้งาน เมื่อผู้ผลิตและเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างปรับตัวแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะช่วยโลกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพียงเริ่มต้นที่ตัวเอง #ใช้ให้คุ้ม #แยกให้เป็น #ทิ้งให้ถูก เพื่อหมุนเวียนทรัพยากรและช่วยโลกลดปริมาณขยะพลาสติกออกสู่สิ่งแวดล้อม

เอสซีจี จับมือ มหิดล เปิดศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center”

เอสซีจี จับมือ มหิดล เปิดศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center”

วันที่: 7 พ.ย. 2562

กรุงเทพฯ – 7 พฤศจิกายน 2562ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center” เพื่อวิจัยและพัฒนา “นวัตกรรมพอลิเมอร์ชนิดพิเศษ” จากสารเร่งปฏิกิริยาที่ช่วยให้พลาสติกรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เร่งตอบโจทย์ตลาดโลกที่ต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อความยั่งยืน นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เปิดเผยว่า ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ HVA (High Value Added) โดยเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2561 ได้ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากว่า 2,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.1 ของรายได้จากการขายของธุรกิจเคมิคอลส์ ส่งผลให้ยอดขายสินค้า HVA มีมากถึงร้อยละ 53 มีสิทธิบัตรรวมทั้งสิ้นกว่า 1,200 ฉบับ เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากปีที่ผ่านมา โดยมีทิศทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เน้นให้วัสดุมีความแข็งแรงทนทาน (Durability) สามารถรีไซเคิลได้ง่าย (Recyclability) และมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ง่ายยิ่งขึ้น “สำหรับความร่วมมือระหว่างเอสซีจี และภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการจัดตั้งศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center” ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมกันพัฒนา “นวัตกรรมพอลิเมอร์ชนิดพิเศษ” จากสารเร่งปฏิกิริยาที่ช่วยให้พลาสติกรีไซเคิลง่ายขึ้น สามารถนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ เช่น สารที่ทำให้ชั้นฟิล์มทุกชั้นเป็นวัสดุชนิดเดียวกัน (Mono-Material Packaging) เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพและเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีมีสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น” รศ. ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของวงการวิจัยระดับชาติแบบ Public-Private Partnership แล้ว ยังเป็นการร่วมกันสร้างผู้เชี่ยวชาญและนวัตกรรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับประเทศ ผ่านโปรแกรมการศึกษาที่มาจากการทำงานร่วมกัน ถือเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ที่ประสานความเข้มแข็งขององค์กรพันธมิตรเข้าด้วยกัน ซึ่งนักศึกษาจะมีโอกาสในการร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในโครงการดังกล่าวกับนักวิจัยของศูนย์ฯ ด้วย ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดูแลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวว่า “ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 โดยในปีนี้ ได้จัดตั้งศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center” ขึ้น ณ ตึกเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินงานวิจัย โดยใช้องค์ความรู้พื้นฐานด้านเคมีและเครื่องมือวิเคราะห์โครงสร้างเคมีขั้นสูงจากภาคการศึกษา ผสมผสานกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากเอสซีจี ในการขยายผล (scale up) และการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน” ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและมหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ จะช่วยจุดประกายให้ทุกภาคส่วนและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ในประเทศให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาที่ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งยังช่วยส่งเสริมงานวิจัยเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ธุรกิจและโลกเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
เอสซีจี โชว์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนที่งาน K2019 เมืองดุสเซลดอร์ฟ เยอรมนี

เอสซีจี โชว์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนที่งาน K2019 เมืองดุสเซลดอร์ฟ เยอรมนี

วันที่: 28 ต.ค. 2562

ดุสเซลดอร์ฟ, เยอรมนี –24 ตุลาคม 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนา มุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเปิดตัวพลาสติกเกรดพิเศษที่สามารถเพิ่มสัดส่วนรีไซเคิล โดยยังคงคุณสมบัติการใช้งาน ช่วยลดการใช้พลาสติกและทรัพยากร ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่เน้นความยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเจ้าของแบรนด์สินค้าและลูกค้า ล่าสุด ระดมนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนออกแสดงในงาน K2019 งานแสดงนวัตกรรมพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ประเทศเยอรมนี นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added) หรือ HVA เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของเอสซีจี ซึ่งมีงานวิจัยและพัฒนาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยในปี 2561 เอสซีจีได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 4,600 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจเคมิคอลส์ ได้ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากว่า 2,400 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 53 ของเอสซีจี และคิดเป็นร้อยละ 1.1 ของรายได้จากการขายของธุรกิจเคมิคอลส์ มีบุคลากรด้าน R&D กว่า 690 คน ปัจจุบันมีสิทธิบัตรรวมทั้งสิ้นกว่า 1,200 ฉบับ เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีแนวทางการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนาในหลายรูปแบบ ได้แก่ การคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง การร่วมมือกับคู่ค้าในเชิงลึกเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เป็นต้น ส่งผลให้ยอดขายสินค้า HVA มีมากถึงร้อยละ 53 ในปี 2561 สำหรับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนนั้น ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีนโยบายลดสัดส่วนการผลิตเม็ดพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียว (single-use) มาอย่างต่อเนื่อง โดยลดจากร้อยละ 46 ในปี 2551 และมีเป้าหมายลดลงเหลือร้อยละ 20 ภายในปี 2563 ขณะเดียวกันได้เพิ่มสัดส่วนเม็ดพลาสติกประเภทคงทน (durable plastic) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้า HVA โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากจะเป็นโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเจ้าของแบรนด์สินค้าและลูกค้าแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีกว่าวัสดุประเภทอื่น ๆ อีกด้วย นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนมาจัดแสดงในงานนิทรรศการ K2019 ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมสินค้าพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกและองค์กรสถาบันชั้นนำระดับโลกกว่า 3,300 ราย มาร่วมจัดแสดง ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการกำหนดแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรมพลาสติกและยาง ทั้งนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำแนวคิด “Passion for a Better World” มาเป็นคอนเซ็ปต์ของบูท ซึ่งเรามั่นใจว่า นวัตกรรมพลาสติกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เราคัดสรรมาจัดแสดงในครั้งนี้ จะเป็นโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน สำหรับไฮไลท์ที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนจากเทคโนโลยี SMX™ ของเอสซีจีที่มีความโดดเด่นด้านความแข็งแรง สามารถลดความหนาของชิ้นงาน ทำให้ลดการใช้เม็ดพลาสติกโดยยังคงคุณสมบัติการใช้งานเดิม นำมาใช้กับงานได้หลากหลายชนิด เช่น SMX™ 551BU เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนสำหรับถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ (IBC) SCG™ HDPE S111F เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ประเภทฟิล์มที่มีความยืดหยุ่น สามารถทนต่อแรงกระแทกและแรงเจาะทะลุได้ดีเป็นพิเศษ และ SCG™ HDPE SX002JA เม็ดพลาสติกสำหรับผลิตฝาน้ำอัดลม รุ่นน้ำหนักเบาและใช้วัสดุน้อยลงแต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี SMX™ ของเอสซีจี มาพัฒนาท่อก๊าซ ท่อเหมือง และท่อที่รับแรงดันสูงในอนาคตอีกด้วย ประเด็นที่น่าสนใจของงานในปีนี้อีกประเด็นหนึ่ง คือ แนวโน้มของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เน้นการนำกลับมา รีไซเคิลได้ทั้งหมด ซึ่งในงาน K2019 ครั้งนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีได้นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมที่สามารถทดแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท Flexible Packaging ที่ประกอบด้วยชั้นฟิล์มหลายชั้นประกบกัน ซึ่งยากต่อการนำมารีไซเคิล โดยเอสซีจีได้พัฒนาให้ชั้นฟิล์มทุกชั้นเป็นวัสดุชนิดเดียวกัน (Mono-Material Packaging) เพื่อให้บรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย โดยใช้สารเพิ่มประสิทธิภาพ CIERRA® - Barrier ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เอสซีจีพัฒนาขึ้นสำหรับทดแทนการเคลือบชั้นฟิล์มด้วยโลหะ เพื่อป้องกันอากาศและความชื้น นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอเม็ดพลาสติกที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนที่พัฒนามาจากสูตรการผสมเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษของเอสซีจี กับ พลาสติกชนิด Post-Consumer Recycled Resin (PCR) เหมาะสำหรับการผลิตสินค้าพลาสติกประเภท ถุง ขวดบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภค และ ฝาขวดน้ำอัดลม นอกเหนือจากนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังได้นำโซลูชั่นด้านการบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งด้านวัสดุ การออกแบบ การขึ้นรูป รวมถึงการต่อยอดเครือข่ายทางธุรกิจมาแนะนำแก่ลูกค้า เจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้สนใจอีกด้วย โดยมีทีมงานผูเชี่ยวชาญที่พร้อมจะพัฒนาสินค้า และหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจและโลกไปพร้อม ๆ กัน