สินค้าและบริการ

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกประเภท พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน และเอ็มเอ็มเอ

เอสซีจี จัดทัพนวัตกรรมเม็ดพลาสติกและบริการครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้า ASEAN ในงาน A-PLAS 2018

เอสซีจี จัดทัพนวัตกรรมเม็ดพลาสติกและบริการครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้า ASEAN ในงาน A-PLAS 2018

วันที่: 21 ก.ย. 2561

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมสินค้าและบริการครบวงจร ในงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมพลาสติกแห่งอาเซียน หรือ A-PLAS 2018 จัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เพื่อเชื่อมโยงประชาคมอาเซียนและเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ โดยเอสซีจี ได้นำนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ HVA (High Value Added Products and Services) มาร่วมจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Your Complete Solutions Provider” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในอาเซียนที่ต้องการเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงสำหรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมทั้งการบริการที่ช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ลูกค้าสามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President - Polyolefin and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้พัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงโซลูชั่นต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า โดยเริ่มต้นจากมุมมองและความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยในงาน A-PLAS 2018 เอสซีจีได้ถ่ายทอดแนวคิด “Your Complete Solutions Provider” ซึ่งนอกเหนือจากนวัตกรรมพลาสติกที่หลากหลาย รวมถึงนวัตกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว เอสซีจียังพร้อมให้บริการด้านต่างๆ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เช่น การเลือกและคิดค้นสูตรพัฒนาวัสดุ การพัฒนารูปแบบการนำไปใช้ โซลูชั่นด้านการ ออกแบบและวิศวกรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” สำหรับไฮไลท์นวัตกรรมพลาสติกที่นำมาจัดแสดงภายในงาน เช่น เม็ดพลาสติก SCG™ PE คุณภาพสูง ผลิตจาก SMX TechnologyTM ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเม็ดพลาสติกดีขึ้น จึงใช้ปริมาณวัสดุในการผลิตน้อยลง แต่ยังคงความแข็งแรง หรือเพิ่มอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น เม็ดพลาสติก SCG™ PE112 คอมพาวนด์สีดำ (PE112 Black HDPE Compound) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ปริมาณวัสดุในการขึ้นรูปน้อยลงแต่ยังคงความแข็งแรง ทนแรงขีดข่วน และทนต่อแรงดันสูง เม็ดพลาสติก SCG™ PP สำหรับผลิตแก้วเครื่องดื่มที่มีความใสพิเศษและคงรูปทรงได้ดีขึ้น ตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ต้องการนำเสนอสินค้าแบบพรีเมียมทั้งรูปลักษณ์และความสะดวกในการใช้งาน เป็นต้น สำหรับผู้สนใจ สามารถสัมผัสนวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจีได้ที่งาน A-PLAS 2018 ระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา บูท B1 ฮอลล์ 103 – 104
ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี คว้า 5 รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี คว้า 5 รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

วันที่: 12 ก.ย. 2561

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นำโดยนายมงคล เฮงโรจนโสภณ Vice President - Olefins and Operations เข้ารับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ประจำปี 2561 จากนางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยในปีนี้ บริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด หรือ MOC ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 และมีบริษัทในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 ประจำปี 2561 อีกจำนวน 2 บริษัท 4 โรงงาน ได้แก่ บริษัท ไทยโพลีเอททีลีน จำกัด (3 โรงงาน) และ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมาพัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการโรงงาน ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายสีเขียวตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้โรงงานอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรกในเวียดนาม

เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรกในเวียดนาม

วันที่: 6 ส.ค. 2561

เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรกในเวียดนาม ล่าสุด ลงนามสัญญาเงินกู้มูลค่ากว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐกับ 6 สถาบันการเงินชั้นนำ คาดว่าจะดำเนินการผลิตในปี 2566 เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรก ในประเทศเวียดนาม ล่าสุดได้ลงนามในสัญญาเงินกู้จำนวนกว่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 110,000 ล้านบาท) กับ 6 สถาบันการเงินชั้นนำ โดยจะเริ่มการก่อสร้างในไตรมาสที่สาม ปี 2561 และคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 เพื่อรองรับความต้องการภายในเวียดนามที่ปัจจุบันสูงถึงปีละ 2.3 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในระดับสูง นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “โครงการ Long Son Petrochemicals หรือ LSP เป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรขนาดใหญ่ระดับ World Scale มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนหลักของเอสซีจีในปัจจุบัน การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในธุรกิจเคมิคอลส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบสูงทำให้ได้เปรียบทางการแข่งขัน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาคิดค้นนวัตกรรมเพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น” การลงนามในสัญญาเงินกู้เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐกับ 6 สถาบันการเงินชั้นนำได้แก่ ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น ธนาคารมิซูโฮ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มีวงเงินจำนวนกว่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 110,000 ล้านบาท) และมีระยะเวลาเงินกู้ประมาณ 14 ปี โดยมีธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน LSP ตั้งอยู่ที่เมือง Ba Ria – Vung Tau ห่างจากนครโฮจิมินห์ประมาณ 100 กิโลเมตร มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.6 ล้านตันต่อปี สำหรับผลิตเม็ดพลาสติกชนิด HDPE LLDPE และ PP โดยโครงการมีการดำเนินงานอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมของเวียดนามได้อย่างยั่งยืน

Innovative PE resin by SMX Technology™

Innovative PE resin by SMX Technology™

วันที่: 24 เม.ย. 2561

The higher strength Polyethylene resins by breakthrough SMX TechnologyTM developed by SCG Chemicals. Formulators and designers can achieve the end-applications’ new boundaries by reducing material consumption while maintaining mechanical properties.