ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกประเภท พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน และเอ็มเอ็มเอ

5 แนวคิดสุดสร้างสรรค์เพื่อการจัดการขยะอย่างยั่งยืน

5 แนวคิดสุดสร้างสรรค์เพื่อการจัดการขยะอย่างยั่งยืน

วันที่: 15 เม.ย. 2564

แม้ว่าปัญหาการจัดการขยะจะยังคงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของประชาคมโลก แต่ความพยายามในการคิดค้นและพัฒนาโซลูชันเพื่อการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เอสซีจี หนึ่งในบริษัทชั้นนำของภูมิภาคที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และได้บูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ จึงได้รวบรวมไฮไลต์ด้านการจัดการขยะที่น่าจับตามองของปี 2021 มาไว้ในบทความนี้ จากภายในสู่ภายนอก:โครงการจัดการขยะโดยเอสซีจี “บางซื่อโมเดล (Bang Sue Model)”คือ โครงการจัดการขยะภายในบริษัท ที่สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียแต่ละประเภท ให้หมุนเวียนกลับไปสร้างคุณค่าด้วยกระบวนการที่เหมาะสม โมเดลนี้เป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ช่วยรองรับขยะที่เกิดขึ้นและนำกลับเข้าสู่วงจรการรีไซเคิล และยังส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของพนักงานภายใต้แนวคิด “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” จากความสำเร็จในระดับองค์กร นำไปสู่การขยายผลกับให้กับชุมชนในเขตเทศบาลมาบตาพุด จ.ระยอง ภายใต้ชื่อ“ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ”เชื่อมโยงการจัดการขยะระหว่าง บ้าน-โรงเรียน-วัด-ธนาคารขยะ เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายของโมเดลนี้ คือ เพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณการฝังกลบขยะ เน้นการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านผู้นำชุมชน ผ่านการผลักดันและให้ความรู้ในด้านต่างๆ จากทีมผู้เชี่ยวชาญของเอสซีจี ตลอดจนการสร้างฐานเรียนรู้ในโรงเรียนเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ปลูกจิตสำนึกเรื่องการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งให้เยาวชนเกิดพฤติกรรม “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” พร้อมนำการเรียนรู้จากโรงเรียนต่อยอดสู่ครอบครัวและชุมชน นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโครงการในปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มีชุมชนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 25 ชุมชน มีการจัดตั้งธนาคารขยะเพื่อรวบรวมวัสดุรีไซเคิลในชุมชนมากถึง 10 แห่ง มีสมาชิกลงทะเบียนฝากขยะผ่านแอปพลิเคชันคุ้มค่ามากถึง 2,697 บัญชี ยอดบัญชีขยะรีไซเคิลในระบบกว่า 100 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 230,000 บาท (ข้อมูลเดือนเมษา 2562 ถึงเดือนธันวาคม 2563) โดยปริมาณขยะรีไซเคิลทั้งหมดที่เก็บเข้าสู่ระบบสามารถคำนวณเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ถึง 73,442 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยเอสซีจีตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนชุมชนและครัวเรือนให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดระยองพัฒนาสู่เมืองไร้ขยะต่อไปในอนาคต สร้างความสนุก สุขจากการคัดแยกขยะ คนส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะนั้นสร้างประโยชน์ เพราะช่วยเพิ่มอัตราการหมุนเวียนใช้ซ้ำทรัพยากรและช่วยเพิ่มการรีไซเคิล แต่มีเพียงส่วนน้อยที่คิดว่ากิจกรรมดังกล่าวนั้นสามารถสร้างความสนุกได้ ทอมร่า (TOMRA) บริษัทผู้ผลิตเครื่องรวบรวมและค้ดแยกขยะสัญชาตินอร์เวย์จึงได้คิดค้นเครื่อง RVM หรือ Reverse Vending Machine ที่รับซื้อบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลและเปลี่ยนเป็นแต้ม ปัจจุบันทั่วทั้งโลกมีเครื่องดังกล่าวอยู่เกือบ 84,000 เครื่อง ซึ่งช่วยรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกไปแล้วมากกว่า 40 ล้านล้านชิ้นในแต่ละปี ปลดล็อกขยะพลาสติก คืนคุณค่าสู่ชุมชน หนึ่งในโปรเจกต์ที่ส่งเสริมการคัดแยกพลาสติกใช้แล้วและสนับสนุนการหมุนเวียนใช้ซ้ำวัสดุก็คือ มูลนิธิ ASASE ในเมืองอักกรา ประเทศกานา โดยสมาชิกของมูลนิธิที่เป็นคนท้องถิ่นจะช่วยกันรวบรวมพลาสติกใช้แล้ว นำมาล้างให้สะอาดและทำให้แห้ง จากนั้นจึงนำพลาสติกเหลือใช้เหล่านี้ไปบดย่อยให้เป็นชิ้นเล็ก ก่อนจะนำไปขายต่อให้กับโรงงานรีไซเคิลพลาสติก โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในชุมชน และยังได้รับการสนับสนุนจากAlliance to End Plastic Waste (AEPW)องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ประกอบไปด้วยบริษัทสมาชิกที่มาจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งเอสซีจีถือเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งขององค์กรนี้ด้วย ทำให้โครงการนี้สามารถขยายกำลังการผลิตจาก 35 ตัน ในปี 2019 ไปเป็น 500 ตัน ในปี 2020 โดยมูลนิธิตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องผลิตพลาสติกบดย่อยนี้ให้ได้ถึง 2,000 ตันในปีนี้ นอกเหนือไปจากการขยายผลความสำเร็จของโครงการไปยังเมืองอื่น ๆ ในประเทศ คลิกรับชมวิดีโอ มูลนิธิ ASASE ได้ที่https://bit.ly/39wwtZo แปลงร่างขยะ ให้เป็นที่พักอาศัยน่าอยู่ พลาสติกเป็นวัสดุที่ทนทาน น้ำหนักเบา ราคาถูก และขึ้นรูปได้ง่ายกว่าวัสดุอื่น ๆ และด้วยข้อดีทั้งหมดนี้จึงทำให้พลาสติกเหมาะกับการเป็นวัสดุสำหรับงานก่อสร้าง Upcycle Africa อีกหนึ่งโครงการที่ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพในประเทศยูกันดา ได้นำพลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้วมาใช้ก่อสร้างเป็นที่พักอาศัย นับแต่แต่เริ่มโครงการนี้มา มีพลาสติกกว่า 3 ล้านชิ้นถูกนำหมุนเวียนสร้างคุณค่าใหม่ เพื่อให้กลายมาเป็นบ้านกว่า 117 หลัง และในช่วงกลางปีนี้ ทางโครงการมีแผนที่จะนำร่องการนำพลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้ว มาสกัดเป็นน้ำมันเพื่อใช้ประโยชน์ในชุมชน โดยมุ่งหวังให้โครงการนำร่องนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสการใช้งานขยะพลาสติกที่ไม่สามารถใช้เป็นวัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดพลาสติกหลุดลอดลงทะเลและมหาสมุทร Jembrana Regency เป็นส่วนเล็ก ๆ ของบาหลีในหมู่เกาะอินโดนีเซียที่มีธรรมชาติอันสวยงาม แต่มีการจัดการขยะที่ยังไม่ทั่วถึงและไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ได้แก่ การทิ้ง การฝัง และการเผาขยะอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ เพื่อรักษาความงดงามของธรรมชาติให้คงอยู่Project STOP Jembranaจึงถูกริเริ่มขึ้น โดยมีการก่อสร้างระบบการจัดการขยะที่จัดให้มีการออกเก็บขยะเป็นรายสัปดาห์ และนำขยะเหล่านั้นส่งต่อไปยังโรงงานรีไซเคิล ระบบดังกล่าวจะช่วยจัดการกับขยะราว ๆ 2,200 ตันต่อปี ไม่ให้เล็ดลอดออกไปสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทางทีมงานกำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการเพื่อขยายผลไปสู่ทุกเกาะของประเทศอินโดนีเซีย ที่มา:https://endplasticwaste.org/en/our-stories/6-bright-ideas-in-2021

เอสซีจี เปิดตัว เม็ดพลาสติก PP Melt-Blown มาตรฐานสากลรายแรกในอาเซียน ใช้ผลิตชั้นกรองหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ต่าง ๆ

เอสซีจี เปิดตัว เม็ดพลาสติก PP Melt-Blown มาตรฐานสากลรายแรกในอาเซียน ใช้ผลิตชั้นกรองหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ต่าง ๆ

วันที่: 30 มี.ค. 2564

กรุงเทพฯ – 29 มีนาคม 2564 : ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและการแพทย์ ล่าสุด เปิดตัว เม็ดพลาสติกมูลค่าเพิ่มสูง “เอสซีจี พีพี เมลต์โบลน” (SCG PP Melt-Blown) มาตรฐานสากล รายแรกในอาเซียน เพื่อใช้ผลิตผ้าเมลต์โบลน (Melt-Blown Fabric) สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์ สามารถผลิตเส้นใยขนาดเล็กได้ถึง 1-5 ไมครอน เพื่อกรองอนุภาคขนาดเล็ก เช่น ฝุ่น PM 2.5 และเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 95% ตามมาตรฐานสากล (PFE ≥95% และ BFE ≥95%) ผ่านการทดสอบโดยสถาบันชั้นนำ สามารถนำไปผลิตชั้นกรองในหน้ากากอนามัย ช่วยลดการนำเข้า แก้ปัญหาการขาดแคลนวัสดุผลิตหน้ากากอนามัย ให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์การแพทย์ได้ง่ายขึ้น ช่วยส่งเสริมศักยภาพให้กับระบบสาธารณสุข และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทย พร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เผยว่า “ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs ในเป้าหมายที่ 3 ได้แก่ การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเราเล็งเห็นว่าวัสดุพลาสติกเป็นวัสดุทดแทนที่สำคัญ และจำเป็นอย่างมากในการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ สร้างประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและสังคม ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเม็ดพลาสติก และอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศ ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์การแพทย์ได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น” ในช่วงที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า อุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคส่วนบุคคล (PPE) อย่างหน้ากากอนามัย หรือถุงมือ มีความต้องการสูงขึ้นถึง 100 เท่า ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตหน้ากากอนามัย และมีมาตรการจำกัดหรือห้ามการส่งออก เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ใoประเทศ ในส่วนของประเทศไทย ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า ในภาวะปกติความต้องการใช้หน้ากากอนามัยของไทยอยู่ที่ประมาณ 30 – 40 ล้านชิ้นต่อเดือน แต่จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น 5 เท่า มีความต้องการประมาณ 200 ล้านชิ้นต่อเดือน “จากการสำรวจ พบว่า ประเทศไทยมีความต้องการใช้ผ้าเมลต์โบลน และผ้าสปันบอนด์สำหรับผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์มากกว่า 10,000 ตันต่อปี ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการผลิตเม็ดพลาสติกชนิดพอลิโพรพิลีนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมผ้าเมลต์โบลนภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี เป็นต้น ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงได้พัฒนาเม็ดพลาสติกมูลค่าเพิ่มสูง “เอสซีจี พีพี เมลต์โบลน” (SCG PP Melt-Blown) มาตรฐานสากล รายแรกในอาเซียน เพื่อนำไปผลิตผ้าเมลต์โบลน (Melt-Blown Fabric) สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์ เช่น ส่วนชั้นกรองของหน้ากากอนามัย เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติที่สามารถนำไปผลิตเส้นใยขนาด 1-5 ไมครอน จึงกรองอนุภาคขนาดเล็ก เช่น ฝุ่น PM 2.5 และเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 95% ตามมาตรฐานสากล (PFE ≥95% และ BFE ≥95%) ซึ่งขณะนี้พร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และพร้อมต่อยอดนวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคส่วนบุคคล (PPE) และแผ่นกรองอากาศคุณภาพสูง เป็นต้น” นายธนวงษ์กล่าว เม็ดพลาสติก SCG PP Melt-Blown ผ่านการทดสอบโดยสถาบันชั้นนำ ขณะนี้กำลังพัฒนาเป็นผ้าเมลต์โบลนร่วมกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ และผู้บริโภคที่มีวิถีชีวิตแบบ New Normal ใส่ใจสุขอนามัยของตนเองมากขึ้น สวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นประจำเพื่อป้องกันเชื้อโรค รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก เป็นต้น
เอสซีจี เปิด 3 เกมรุกสู่ “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” รุกตลาดโลก เร่งขับเคลื่อน CE และ HVA พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ

เอสซีจี เปิด 3 เกมรุกสู่ “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” รุกตลาดโลก เร่งขับเคลื่อน CE และ HVA พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ

วันที่: 2 มี.ค. 2564

กรุงเทพฯ — 2 มีนาคม 2564ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี แถลงทิศทางธุรกิจปี 2564 มุ่งสู่ “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” (Chemical Business for Sustainability) ตามแนวทาง SDGs (Sustainable Development Goals) และ ESG (Environmental, Social, Governance) ตั้งเป้าเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ Green Polymer 2 แสนตัน ภายในปี 2568 และขยายการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added – HVA) เป็น 50% ภายในปี 2573 พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เร่งเดินหน้า 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1. เร่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียน (Accelerate Circularity) 2. เร่งการขับเคลื่อนธุรกิจมูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA (Accelerate Innovation) และ 3. เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ (Accelerate Digital Technology) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างการเติบโตระยะยาว พร้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี แถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2564 ว่า “ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีการปรับตัวในหลาย ๆ ด้าน เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย โดยโครงการสำคัญ ๆ อย่างเช่น โครงการขยายกำลังการผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ หรือ MOCD มีความคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ และพร้อมดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในต้นไตรมาสที่ 2 นี้ โดยจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มอีก 350,000 ตันต่อปี” “สำหรับปี 2564 นี้ ธุรกิจปิโตรเคมี มีความท้าทายใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีความท้าทาย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy for Plastics) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการพลาสติกใช้แล้วที่เจ้าของแบรนด์สินค้าและผู้บริโภคให้ความสำคัญ เกิดเป็นพฤติกรรม Sustainable Consumption รวมถึงมีกฎระเบียบและเป้าหมายของประเทศต่าง ๆ อีกหนึ่งความท้าทาย คือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (Shifting demand) ทำให้เกิดปัจจัยบวกต่อตลาดบางประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง พลาสติกสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าในช่วงฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ตลาดที่อุปสงค์เคยลดลงไป เช่น กลุ่มสินค้าคงทน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า น่าจะกลับมาดีขึ้น ในขณะที่สินค้ากลุ่ม Medical and Healthcare จะเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานสูงขึ้นในระยะยาว ในขณะที่การแข่งขันในภูมิภาคสูงขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ Supply Chain (Competition & Supply Chain Realignment) ซึ่งบางส่วนเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลง Trade Flow จาก Trade War” “เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ทางธุรกิจ รวมทั้งตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ และแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงเดินหน้าสู่การเป็น “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” (Chemical Business for Sustainability) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพิ่มการขายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ Green Polymer 2 แสนตัน ภายในปี 2568 ขยายการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เป็น 50% ภายในปี 2573 และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. เร่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจ Circular Economy (Accelerate Circularity) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดภาวะโลกร้อน พร้อมตอบโจทย์ลูกค้า เจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีโรดแมปขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน 4 ด้าน ครอบคลุมตลอดทั้ง Supply Chain ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกและโซลูชัน โดยออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่าย (Design for Recyclability) และคงคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ไว้อย่างครบถ้วน เป็นขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบเพื่อให้พลาสติกสามารถรีไซเคิลได้ 100% เช่น การพัฒนาโซลูชันสำหรับบรรจุภัณฑ์แบบ Mono-material ออกแบบให้ชั้นแผ่นฟิล์มในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นวัสดุชนิดเดียวกันทั้งหมด จึงนำกลับมารีไซเคิลได้ง่าย โดยเบื้องต้น เอสซีจีได้คิดค้นโซลูชันสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันการซึมผ่านระดับปานกลาง หรือ Medium Barrier Packaging สามารถใช้ทดแทนวัสดุไนลอนชั้นกลางในบรรจุภัณฑ์จำพวก ถุงน้ำยาล้างจาน สบู่เหลว ถุงข้าวสาร หรือบรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศ เช่น ถุงไส้กรอก ซึ่งโซลูชันนี้ช่วยให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลได้ 100% ส่งผลให้การจัดการหลังการใช้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ร่วมกับเจ้าของแบรนด์สินค้าหลายราย การนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ PCR (Post-Consumer Recycled Resin) โดยขณะนี้ เอสซีจี ได้วิจัยพัฒนาสูตรการผลิต เม็ดพลาสติกรีไซเคิล PCR ชนิด HDPE ภายใต้แบรนด์ SCG Green PolymerTM สำหรับบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่ใช้ภายในบ้าน ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาต้นแบบ PCR Booster สารปรับแต่งเพื่อยกระดับคุณภาพบรรจุภัณฑ์ให้สามารถมีส่วนผสมของเม็ดพลาสติกชนิด PCR เพิ่มขึ้นได้ โดยยังคงประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์ไว้เช่นเดิม การนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับธุรกิจปิโตรเคมี (Chemical Recycling) โดยพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น หรือ Recycled Feedstock สำหรับโรงงานปิโตรเคมีเพื่อนำกลับมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ รวมถึงสามารถผลิตเป็น food grade ได้ด้วย โดยได้ก่อสร้างโรงงานทดสอบการผลิต หรือ Demonstration Plant แห่งแรกในประเทศไทย ในพื้นที่บริเวณโรงงาน จังหวัดระยอง ด้วยกำลังการผลิต Recycled Feedstock ประมาณ 4,000 ตันต่อปี และพร้อมที่จะขยายกำลังผลิตในอนาคต เมื่อเทียบกับการนำขยะไปเผาหรือฝังกลบ กระบวนการรีไซเคิลในรูปแบบนี้ มี Carbon Footprint น้อยกว่ามาก การพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาความร่วมมือกับ partners 2. เร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ HVA (Accelerate Innovation) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้น 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ สุขภาพ ยานยนต์ และการก่อสร้าง ทั้งนี้ได้วิจัยพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบ In-house และ Open Innovation โดยร่วมมือกับเครือข่ายด้านวิจัยพัฒนา สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในประเทศไทย เอเชียและยุโรป ซึ่งในปีนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ตั้งงบประมาณด้าน R&D เป็นเงินกว่า 1,600 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและพัฒนาต้นแบบสินค้า หรือ “i2P Center” (Ideas to Products) แห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนตั้งแต่ปี 2562 เพื่อเป็นโซลูชันด้าน Material Selection, Design และ Process นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาต้นแบบสินค้า จึงช่วยจุดประกายความคิดให้กับลูกค้าและเจ้าของแบรนด์สินค้า รวมทั้งมีกระบวนการเร่งให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาสินค้าต้นแบบได้รวดเร็วขึ้นเป็น 3 เท่าจากที่ผ่านมา 3. เร่งการนำเทคโนโลจีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ (Accelerate Digital Technology) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ ทั้งด้านความเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยเอสซีจีได้เสริมความแข็งแกร่งภายในองค์กรด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน สร้าง Single Data Platform ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time เช่น การใช้ดิจิทัลในการขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมตามสถานการณ์ตลาดมากขึ้น การใช้ดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันปัญหาในกระบวนการผลิต (Reliability) ใช้ Predictive Model เพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติของเครื่องจักรล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหาย และการนำ AI Simulation เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังได้จัดทำ Digital Commerce Platform หรือ DCP เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเข้ากับข้อมูลการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา และสามารถลดเวลาได้ถึง 70%” ทั้งนี้ กลยุทธ์เชิงรุกทั้ง 3 ด้านของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้แก่ 1. เร่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจ Circular Economy 2. เร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ HVA และ 3. เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ นอกจากจะส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ยังตอบโจทย์ SDGs และ ESG ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ชุมชน สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและโซลูชันที่เอสซีจีมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน
  • All Around Plastics