ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกประเภท พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน และเอ็มเอ็มเอ

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 3: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “บางซื่อโมเดล”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 3: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “บางซื่อโมเดล”

วันที่: 19 ต.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ“บางซื่อโมเดล” เริ่มต้นที่ตัวเอง เอสซีจี มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า SCG Circular Way คือ การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้คุ้มค่าที่สุด โดยขับเคลื่อนผ่านการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การใช้และวนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่ และมุ่งมั่นเชิญชวนคนไทยร่วมสร้างพฤติกรรมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยการคัดแยกขยะและทิ้งขยะให้ถูกต้อง ให้สามารถนำมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้อีก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ“โครงการบางซื่อโมเดล” #ใช้ให้คุ้ม #แยกให้เป็น #ทิ้งให้ถูก แต่เดิมเอสซีจีนำมาตรฐานการแยกขยะของ กทม. มาใช้ ซึ่งมีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภท คือ ขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย แต่วิธีนี้กลับสร้างความสับสนให้กับพนักงานกว่า 8,000 คนของเอสซีจี และทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือในการแยกขยะเท่าที่ควร สุดท้ายคนทำงานหนักก็คือแม่บ้าน ที่ต้องมานั่งคัดแยกขยะต่ออีกจนต้องทำงานล่วงเวลา ส่งผลให้สิ้นเปลืองทั้งเงินและแรงงาน ความใส่ใจของผู้บริหารระดับสูง “การที่ผู้บริหารระดับสูงใส่ใจเอาจริงเอาจัง รวมทั้งให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้บางซื่อโมเดลก้าวหน้าต่อไปได้ ถ้าผู้บริหารระดับสูงไม่เห็นความสำคัญ บางซื่อโมเดลก็คงเดินทางมาจนถึงวันนี้ไม่ได้” ข้อความข้างต้นเป็นคำพูดของกฤษดา เรืองโชติวิทย์Circular Economy Directorทีมงานคนสำคัญในโครงการ บางซื่อโมเดล นอกจากนี้การศึกษาดูงานต่างถิ่นยังทำให้กฤษดาและคณะทำงานของบางซื่อโมเดลเกิดแรงบันดาลใจ รวมทั้งนำประสบการณ์มากมายกลับมาประยุกต์และออกแบบการจัดการขยะให้เหมาะสมกับเอสซีจี จนนำไปสู่วิธีการคัดแยกขยะตามประเภทของวัสดุ ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก สาเหตุสำคัญที่ทำให้วิธีการคัดแยกขยะตามประเภทของวัสดุมีประสิทธิภาพ ก็เพราะเข้าใจง่าย พนักงานจะเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือแก้ว นี่คือพลาสติก นี่คือกระดาษ และกำหนดสีถังขยะแต่ละประเภท เช่น กระดาษทิ้งลงถังสีฟ้า ส่วนภาชนะจำพวกแก้ว โลหะ และอะลูมิเนียมเป็นถังสีเหลือง ขณะที่พลาสติก เช่น แก้วกาแฟ ถุงพลาสติก หลอด เป็นถังสีเขียว ในกรณีของพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลได้อย่างเช่น ขวดน้ำพลาสติกใส หรือที่เรียกกันว่าขวด PET ให้แยกออกมาต่างหากใส่ในถังสีขาว ส่วนฝาขวดกับฉลากที่มากับขวดให้ใส่ลงถังสีเขียว ขยะเศษอาหารซึ่งถือเป็นขยะที่มีจำนวนมากที่สุดในเอสซีจี จะมีถังสีเทาไว้ให้ทิ้ง ส่วนขยะอันตรายที่มีน้อยที่สุด ก็ไปลงถังสีแดง ถังขยะทั้ง 6 สี ถูกนำมาจัดวางอยู่แทบทุกจุดในเอสซีจี บางซื่อ ไม่ว่าจะเป็นในออฟฟิศทุกชั้น ทุกหน่วยงาน หน้าห้องน้ำ โรงอาหาร มีเพียงถังสีแดงสำหรับขยะอันตรายเท่านั้น ที่มีตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของทุกอาคาร เนื่องจากเป็นขยะที่มีจำนวนน้อยที่สุด ความสำเร็จสำคัญของโครงการ นอกเหนือจากการแยกและทิ้งขยะอย่างถูกต้องแล้ว บางซื่อโมเดลยังมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารรณรงค์ให้พนักงานทุกคนรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น การรณรงค์ให้ใช้ถุงพลาสติก ถุงกระดาษ ถุงผ้า ถุงอะไรก็ได้ ขอให้ใช้ซ้ำให้คุ้ม รวมทั้งมีการลดราคาเครื่องดื่มให้กับพนักงานที่นำแก้วหรือภาชนะส่วนตัวมาเอง โดยจากสถิติในปี 2562 พบว่า ขยะภายในสเอสซีจี สำนักงานใหญ่บางซื่อ มีจำนวนลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 37 ตันต่อเดือน จากที่เคยมีประมาณ 41.5 ตันต่อเดือนในปี 2561 ตัวเลขการนำขยะไปใช้ประโยชน์ในเดือนธันวาคม 2562 มีมากถึง 59% ขณะที่ปีก่อนหน้านั้นมีค่าเฉลี่ยทั้งปีเพียง 14% เท่านั้น ทว่าหมุดหมายประการหนึ่งของบางซื่อโมเดล ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่เพียงเท่านั้น เพราะการที่พนักงานทุกคนปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของตัวเองจนนำกลับไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกในครอบครัวสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง คือผลลัพธ์ของโครงการที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เอสซีจี ยังมีเป้าหมาย “Zero Waste to Landfill” โดยจัดการขยะที่ต้องส่งไปให้ กทม. เพื่อฝังกลบเหลือเท่ากับศูนย์ให้ได้ ซึ่งการจะเป็นอย่างนั้นได้ ปัจจัยสำคัญคือ ความร่วมมือจากพนักงานทุกคนที่ต้องคัดแยกและทิ้งขยะให้ถูกถังแบบ 100% และแม้ว่าจะดูเป็นงานที่ท้าทาย แต่ทีมงานบางซื่อโมเดลก็จะพยายามบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากร ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ พนักงาน และสังคมอย่างมั่นคง ดาวน์โหลดWaste to Wealth... เงินทองจากกองขยะได้ที่https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth

เอสซีจี เปิดตัวโครงการ “The Lifesaver in School ร่วมพิทักษ์ระยองให้ปลอดภัย” มอบหมวกกันน็อก พร้อมอบรม ‘จราจรน้อยผู้พิทักษ์’ มุ่งสร้างสังคมระยองปลอดภัย

เอสซีจี เปิดตัวโครงการ “The Lifesaver in School ร่วมพิทักษ์ระยองให้ปลอดภัย” มอบหมวกกันน็อก พร้อมอบรม ‘จราจรน้อยผู้พิทักษ์’ มุ่งสร้างสังคมระยองปลอดภัย

วันที่: 14 ต.ค. 2563

ระยอง – 14 ตุลาคม 2563ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรมาบตาพุด และมูลนิธิเมาไม่ขับ เดินหน้าสร้างสังคมระยองปลอดภัย ผ่านการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับเด็กวัยเรียน เปิดตัวโครงการ ‘The Lifesaver in School ร่วมพิทักษ์ระยองให้ปลอดภัย’ พร้อมมอบหมวกกันน็อกกว่า 500 ใบให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านมาบตาพุด โรงเรียนวัดตากวน และโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในวัยเด็ก พร้อมอบรม ‘จราจรน้อยผู้พิทักษ์’ ที่จะสามารถช่วยเหลือและส่งต่อความปลอดภัยให้กับผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลานที่โรงเรียน และทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ต่อไป นางสาวน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวถึงโครงการว่า “ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมในอนาคต จึงต่อยอดโครงการด้านความปลอดภัย The Lifesaver ผู้พิทักษ์ชีวิต ที่มีจุดเริ่มต้นภายในองค์กร ขยายผลสู่ชุมชนรอบโรงงาน และล่าสุดมาสู่ระดับโรงเรียน สนับสนุนให้มีการจัดอบรมเรื่องวินัยจราจรและฝึกปฏิบัติเพื่อพิทักษ์ชีวิตคนรอบข้าง เป็นจราจรน้อยที่สามารถช่วยเหลือทางโรงเรียนและผู้ปกครองที่มารับส่งบุตรหลานที่โรงเรียนได้ อีกทั้งโครงการนี้ ยังจัดให้มีการขีดสีตีเส้นทางเดินรถ ทางม้าลาย การติดป้ายจราจร อาทิ ป้ายจำกัดความเร็ว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้พื้นที่ภายในโรงเรียน” สถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนของ จ.ระยองในปัจจุบันนั้น เป็นจังหวัดที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ เนื่องจากมีทั้งประชากรตามทะเบียนราษฎร์ ประชากรแฝง และแรงงานต่างด้าว รวมประมาณ 1 ล้าน 7 แสนคน อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นมากตามไปด้วย ซึ่งทางจังหวัดระยองเองก็ได้กำหนดให้การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระที่สำคัญเร่งด่วนของจังหวัดเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยเน้นที่ 4 เรื่องหลักคือ เมาไม่ขับ สวมหมวกกันน็อก คาดเข็มขัดนิรภัย และพกใบขับขี่ ที่ผ่านมา ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้มีส่วนร่วมกับนโยบายเร่งด่วนของทางจังหวัดที่มีเป้าหมายในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนหลายโครงการ อาทิ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการมาตรการองค์กร ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนกับจังหวัดระยอง การร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งวินัยจราจร 100 เปอร์เซ็น โดยมี 16 สถานีตำรวจดูแล 16 ชุมชน ตลอดจนโครงการ The Lifesaver หมู่บ้านทิวลิป ชุมชนเนินพยอม และหมู่บ้านเฟื่องฟ้า ชุมชนบ้านบน เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยในชุมชน
เอสซีจี ร่วมกับ กนอ. และ 13 พันธมิตร สร้างจิตสำนึกขยะคือทรัพยากร ผนึกกำลังจิตอาสาและเยาวชน เก็บขยะชายหาด จ.ระยอง

เอสซีจี ร่วมกับ กนอ. และ 13 พันธมิตร สร้างจิตสำนึกขยะคือทรัพยากร ผนึกกำลังจิตอาสาและเยาวชน เก็บขยะชายหาด จ.ระยอง

วันที่: 19 ก.ย. 2563

ระยอง -19 กันยายน 2563ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นำโดย นายเจริญชัย ประเทืองสุขศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัทระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด และ นางสาวน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและบ้านฉาง จังหวัดระยอง จำนวน 13 องค์กร จัดกิจกรรมวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล จังหวัดระยอง ประจำปี 2563 หรือ International Coastal Cleanup 2020 (ICC 2020) เพื่อเป็นการรณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์ร่วมแก้ไขปัญหาขยะที่รั่วไหลลงสู่ทะเล พร้อมเรียนรู้หลักเศษฐกิจหมุนเวียน โดยมีจิตอาสาและเหล่าตัวแทนเยาวชน จังหวัดระยอง กว่า 2,000 คน ร่วมเก็บขยะชายหาด ภายในงานมีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกและบริหารจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันการหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม พร้อมกับช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อนจากการเผาขยะอีกด้วย และยังมีกลุ่มตัวแทนเยาวชน จังหวัดระยอง จากโครงการ ‘The Sea Saver - Young Gen’ หรือ เยาวชนผู้พิทักษ์ทะเลจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่มีใจรักสิ่งแวดล้อม และมีความสามารถด้านดนตรีมาแต่งเพลง “รักต้องแยก” พร้อมทำการแสดงภายในงาน เพื่อจุดประกายเชิญชวนให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไปหันมาใส่ใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการทิ้งและคัดแยกขยะให้ถูกต้อง
  • All Around Plastics