ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกประเภท พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน และเอ็มเอ็มเอ

5 ไฮไลต์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เอสซีจี

5 ไฮไลต์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เอสซีจี

วันที่: 23 ธ.ค. 2563

เอสซีจี เป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ที่มุ่งดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบริษัทได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาบูรณาการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวปฏิบัติที่เรียกว่า SCG Circular way ที่ครอบคลุมการออกแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดหาทรัพยากรที่ได้จากการรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ นวัตกรรมที่ช่วยเสริมภาพความชัดเจนของหลักดังกล่าวทั้งในแง่ของแนวปฏิบัติและผลลัพธ์ที่ได้ ประกอบไปด้วย 6 ไฮไลต์ ได้แก่ นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล ทุ่นกักขยะลอยน้ำจาก HDPE-Bone บ้านปลาเอสซีจี เก้าอี้รีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน และกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากแกลลอนน้ำยาล้างไต “ทางออก” เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ชุมชนมั่งคั่ง นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล หรือInnovative Recycled Plastic Roadสะท้อนความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงขององค์กร ที่ต้องการส่งเสริมและต่อยอดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ไปพร้อมกับการบูรณาการ Open Innovation เป็นการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่าง ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย โดยถนนพลาสติกรีไซเคิลที่มีพลาสติกเหลือใช้ ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้ว ถุงร้อน หลอด แก้วกาแฟชนิด PP, PE และ PET ซองบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ไม่เคลือบชั้นโลหะ (โดยทั้งหมดต้องเป็นพลาสติกที่สามารถหลอมละลายได้ในอุณหภูมิประมาณ 160 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า) มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ มีผิวถนนที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมสูงสุด 30% และมีการยึดเกาะถนนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ถือเป็นการช่วยลดขยะพลาสติกในประเทศ โดยนำพลาสติกใช้แล้วมาใช้ทำถนนยางมะตอยที่มีคุณภาพ รวมถึงเป็นการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานให้กับชุมชนเพื่อต่อยอดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน เอสซีจีและพันธมิตรได้ดำเนินการทำถนนแอสฟัลต์คอนกรีตต้นแบบที่มีพลาสติกเหลือใช้เป็นส่วนผสม รวมความยาวถนนทั้งสิ้น 7.7 กิโลเมตร และสามารถนำพลาสติกเหลือใช้หมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าได้รวมทั้งสิ้น 23 ตัน หรือราว 23,000 กิโลกรัม รับชมวิดีโอนวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิลได้ที่https://bit.ly/360yP05 จัดการปัญหาขยะในทะเลไทยด้วยนวัตกรรม ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า 80% ของขยะที่ตกค้างในทะเลมาจากกิจกรรมบนบก เอสซีจี ได้คิดค้นทุ่นกักขยะลอยน้ำจากHDPE-Bone(SCG-DMCR Litter Trap Generation2)นวัตกรรมที่ช่วยลดปริมาณขยะในทะเลนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นจากนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ (SCG-DMCR Litter Trap) ที่เอสซีจีได้พัฒนาร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เมื่อปี 2561 ทุ่นกักขยะลอยน้ำเวอร์ชันใหม่ของเอสซีจีนี้ ผลิตจากวัสดุลอยน้ำ HDPE-Bone ที่เป็นเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE มาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้สามารถนำขยะกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นวัตกรรมนี้ยังทนทานต่อรังสียูวี มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น เอสซีจีได้ส่งมอบนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำรุ่นล่าสุดนี้ให้กับ 7 จังหวัดชายฝั่งทะเล ได้แก่ ระยอง สมุทรปราการ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา พังงา และกระบี่ เพื่อป้องกันขยะไหลสู่ทะเล ไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 รับชมวิดีโอได้ที่นี่https://bit.ly/2Jk59DW คืนชีวิตสู่ท้องทะเลไทย ส่งต่อความห่วงใยให้ชุมชน ก่อนจะมีบ้านปลาเอสซีจีอีกหนึ่งโครงการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนจากเอสซีจีเกิดขึ้น ชุมชนชาวประมงของจังหวัดระยอง ประสบกับปัญหาปริมาณสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่งลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องออกเรือจากฝั่งไปไกลเกือบ 10 กิโลเมตรเพื่อทำประมง แต่การสร้าง “บ้านปลา” ทำให้ทรัพยากรชายฝั่งทะเลได้รับการฟื้นฟู ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา และนั่นทำให้ชุมชนกลับมาทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน ในช่วงแรกของโครงการฯ เอสซจี นำท่อPE100ซึ่งเป็นพลาสติกพอลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE - High density polyethylene) เกรดพิเศษที่เหลือจากกระบวนการขึ้นรูปทดสอบมาใช้สร้างบ้านปลา วัสดุดังกล่าวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี เพราะทนต่อการกัดกร่อนและแรงดันได้สูง ต่อมาในปี 2560 เอสซีจี ได้ทดลองนำขยะพลาสติกจากทะเลและชุมชน เช่น ฝาขวดน้ำ ถุงพลาสติกหูหิ้ว มาคัดแยกผสมกับเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษของเอสซีจี เพื่อนำมาผลิตเป็นท่อสำหรับสร้างบ้านปลา รวมถึงการพัฒนาการวางบ้านปลาแบบใหม่ที่เรียกว่า “หมู่บ้าน” โดยยึดโยงบ้านปลา 10 หลัง เข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่อยู่บนบก และใช้แพจากทุ่นพลาสติกเพื่อขนส่งบ้านปลาทั้งหมดไปในบริเวณที่ต้องการวางบ้านปลา ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาการวางบ้านปลา และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการวางแบบเดิม ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา (2555 - 2563) เอสซีจี ได้วางบ้านปลาครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกไปแล้วจำนวน 2,180 หลัง คิดเป็น 43 กลุ่มประมง ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 47 ตารางกิโลเมตร ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 172 ชนิด (ผลสำรวจของเดือนธันวาคมปี 2560) ผ่านความร่วมมือร่วมใจจากจิตอาสาจากทั่วประเทศกว่า 22,900 คน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างบ้านปลา สร้างจิตสำนึกเด็กไทย รู้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เอสซีจี ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเรื่องพลาสติกเข้ามาช่วยจัดการขยะถุงนมที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 จ.ระยอง โดยนำถุงนมโรงเรียนที่ผลิตจากพลาสติกชนิด LLDPE (Linear Low Density Polyethylene) มีคุณสมบัติเหนียวและยืดหยุ่นสูง แต่ยังทนต่อความร้อนและความดันสูงได้ มาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นเก้าอี้รีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน โครงการนี้ นอกจากจะช่วยลดปริมาณของขยะพลาสติกที่จะนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบได้แล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ดีช่วยให้นักเรียนได้เห็นประโยชน์ของการรีไซเคิลได้อย่างชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าพลาสติกที่พวกเขาช่วยกันล้างและทำความสะอาดอย่างดีนั้นสามารถกลับมามีคุณค่าได้อีกครั้ง โดยเก้าอี้พลาสติกรีไซเคิล 1 ตัว ใช้ถุงนมที่แห้งและสะอาดประมาณ 600 ถุงในการผลิต ในปัจจุบันเอสซีจีได้กำลังศึกษาสูตรให้สามารถนำถุงนมพลาสติกมารีไซเคิลได้ในจำนวนที่มากขึ้น รวมถึงการนำขยะพลาสติกชนิดอื่น ๆ มาสร้างประโยชน์ให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุพอลิเมอร์และการออกแบบ เอสซีจี ได้พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์เพื่อยกระดับการใช้งานให้แก่ทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ของกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำของไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว นำมาสู่ความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากมายหลายชนิด หนึ่งในนั่นก็คือกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไต การพัฒนากระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตนี้ ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 2 ส่วน คือ การจัดการขยะ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ เอสซีจีได้แนะนำว่าแกลลอนน้ำยาล้างไตเป็นวัสดุตั้งต้นที่น่าสนใจ เพราะเป็นขยะคุณภาพดี สะอาด ไม่ปนเปื้อน เป็นพลาสติกประเภท HDPE (High Density Polyethylene) อีกทั้งยังทางโรงพยาบาลมีศูนย์ล้างไต จึงมีแกลลอนเปล่าเป็นขยะที่เกิดขึ้นทุกวันและมีปริมาณประมาณ 150-200 แกลลอนต่อวัน จึงเหมาะแก่การนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ในส่วนของการดีไซน์ได้ข้อสรุปออกมาเป็น กระถางต้นไม้ขนาดความสูง 80–100 เซนติเมตร สำหรับตกแต่งอาคาร โดยแกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 10 แกลลอน นำมารีไซเคิลเป็นกระถางต้นไม้รีไซเคิลขนาดกลางได้ 1 กระถาง และถ้าหากต้องการขนาดกระถางที่ใหญ่ขึ้น ต้องใช้แกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 12 แกลลอน โครงการกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตในครั้งนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญของเอสซีจีในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบ พร้อมกับการแบ่งกันแนวคิดและแนวปฏิบัติเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เอสซีจี เปิดโรดแมปขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ชูธง 4 แผนหลัก   ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกเพื่อความยั่งยืน

เอสซีจี เปิดโรดแมปขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ชูธง 4 แผนหลัก ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกเพื่อความยั่งยืน

วันที่: 2 ธ.ค. 2563

กรุงเทพฯ – 30 พฤศจิกายน 2563: ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เผยกลยุทธ์ธุรกิจปี 2564 มุ่งสู่ “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” (Chemical Business for Sustainability) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Net Zero ภายในปี 2593 เปิดโรดแมปชูธง 4 แผนธุรกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ขนทัพนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า เจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมั่นเป็นแนวทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในธุรกิจ นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เผยถึงแนวทางธุรกิจด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ว่า “ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เดินหน้าขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติก และร่วมกับพันธมิตรองค์กรเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และรณรงค์การจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น โครงการถนนพลาสติกรีไซเคิล โครงการรีไซเคิลแกลลอนน้ำมันหล่อลื่น เป็นต้น สำหรับในปี 2564 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้วางโรดแมปด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกและโซลูชัน โดยออกแบบให้สามารถรีไซเคิลได้ง่าย (Design for Recyclability) โดยยังคงคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ไว้อย่างครบถ้วน เช่น การพัฒนาโซลูชันสำหรับบรรจุภัณฑ์แบบ Mono-material ออกแบบให้ชั้นแผ่นฟิล์มในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นวัสดุชนิดเดียวกันทั้งหมด จึงนำกลับมารีไซเคิลได้ง่าย นอกจากนี้ ยังพัฒนาเทคโนโลยี SMXTM เพื่อให้เม็ดพลาสติกมีคุณสมบัติพิเศษ มีความแข็งแรงมากขึ้น จึงใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง และยังช่วยเพิ่มสัดส่วนเม็ดพลาสติกรีไซเคิลได้มากขึ้น ทั้งนี้การออกแบบนวัตกรรมเม็ดพลาสติกและโซลูชันต่าง ๆ คิดค้นและพัฒนาโดยทีม R&D ของเอสซีจี ซึ่งทำงานร่วมกับลูกค้าและเจ้าของแบรนด์สินค้า เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการสูงสุด การนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ PCR (Post- consumer Recycled Resin) โดยนำพลาสติกที่ผ่านการใช้งานจากผู้บริโภคกลับมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง สามารถสร้างคุณค่าให้ใช้งานได้อีก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกและเจ้าของแบรนด์สินค้าระดับโลก โดยได้พัฒนาเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงร่วมกับคู่ค้าทางธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลระดับโลก เช่น SUEZ ผู้นำด้านการรีไซเคิลพลาสติกในยุโรป เป็นต้น การนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับธุรกิจปิโตรเคมี (Chemical Recycling) โดยพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น หรือ Green Naphtha สำหรับโรงงานปิโตรเคมี ถือเป็นการหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ที่ต้นทางตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง Demonstration Unit คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2564 การพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกมาใช้งาน จึงช่วยลดผลกระทบของภาวะโลกร้อน โดยร่วมกับเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การพัฒนาฟิล์มสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นต้น นอกเหนือจาก 4 แผนหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังมุ่งเน้นการทำ Digital Platform เพื่อรวบรวมพลาสติกใช้แล้วให้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น เว็บแอปพลิเคชัน KoomKah (คุ้มค่า) สำหรับบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธนาคารขยะ และ ReadyPlastic แพลตฟอร์มการซื้อขายเศษเม็ดพลาสติกจากภาคอุตสาหกรรมและเม็ดพลาสติกรีไซเคิล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการคัดแยกและรวบรวมพลาสติกใช้แล้วตั้งแต่ต้นทาง โดยรณรงค์ให้เกิดพฤติกรรม “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” เริ่มต้นที่ระดับครัวเรือน พร้อมทั้งจัดทำแนวทางการเรียนการสอนในโรงเรียนเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการขยะที่ถูกต้องให้กับเยาวชนตั้งแต่เริ่มแรก” นายธนวงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
เอสซีจีที่ 1 ของโลกด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนจาก DJSI พร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

เอสซีจีที่ 1 ของโลกด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนจาก DJSI พร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

วันที่: 16 พ.ย. 2563

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจี ได้รับการประเมินและจัดอันดับในดัชนีวัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนดาวน์โจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices – DJSI) ให้เป็นที่ 1 ของโลกในสาขาอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (Industry Leader – Construction Materials) และอยู่ในระดับ Gold Class รวมถึงได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ร่วมในกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุ (Industry Group Leader – Materials) ทั้งนี้ เอสซีจี นับเป็นองค์กรแรกในอาเซียนที่ได้รับการประเมินให้เป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2547 ต่อเนื่องยาวนานเป็นปีที่ 17 นับเป็นความภาคภูมิใจของพนักงานเอสซีจีทุกคนที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างจริงจังมาโดยตลอด ในปีนี้ เอสซีจียังได้รับการประเมินให้มีคะแนนสูงสุดในด้านเศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล (Governance & Economic) และสิ่งแวดล้อม (Environmental Dimension) ด้วย โดยมีประเด็นที่เอสซีจีมีความโดดเด่นสูงสุดที่ได้รับคะแนนเต็ม 100 คะแนน ได้แก่ ประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Materiality) การบริหารจัดการความเสี่ยงและวิกฤต (Risk & Crisis Management) จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ (Codes of Business Conduct) การสร้างประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Relationship Management) การก่อสร้างอย่างยั่งยืน (Sustainable Construction) กลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Strategy) การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) นโยบายสิ่งแวดล้อมและระบบการจัดการ (Environmental Policy & Management Systems) ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) การจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Related Risks) และ สิทธิมนุษยชน (Human Rights) รวมถึงยังมีคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นแบบมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Related Risks) นอกจากนี้ เอสซีจี ได้เล็งเห็นว่า จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาขยะที่รุนแรงมากขึ้นในปัจจุบันที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในองค์กรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิต บริโภค นำกลับมาใช้ซ้ำ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยมีนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังได้ประสานพลังสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบัน มีเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทั้งในระดับประเทศ และระดับโลกรวม 180 ราย ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2IKdvUr _______________________________ Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI คือ ดัชนีวัดความยั่งยืนที่ใช้ประเมินผลบริษัทที่เป็นกลุ่มผู้นำด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม นับเป็นดัชนีวัดความยั่งยืนดัชนีแรกของโลก เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 โดยสถาบันการลงทุนและกองทุนต่าง ๆ จากทั่วโลกใช้เป็นข้อมูลประกอบการลงทุน เพราะมั่นใจว่าบริษัทที่อยู่ใน DJSI จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน โดยเอสซีจี เคยเป็นผู้นำในสาขาอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ตั้งแต่ปี 2554-2558
  • All Around Plastics