โลกธุรกิจในวันนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จาก "Poly Crisis" หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจ ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นจากประเทศคู่ค้า สิ่งเหล่านี้กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว
โลกเปลี่ยน กติกาการค้าก็เปลี่ยน
ในระยะสั้น ธุรกิจต้องรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ผลกระทบจากภาวะอากาศแปรปรวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน กฎระเบียบใหม่ เช่น CBAM, EUDR และกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก
ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคเกษตร อาหาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น Data Center ทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
ESG จาก "ต้นทุน" สู่ "แต้มต่อ"
ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า ESG ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระหรือค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต
การดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สร้างโอกาสในการเข้าถึง Green Finance และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม แม้ว่าผู้บริโภคอาจยังไม่พร้อมจ่ายเงินเพิ่มเพราะสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากองค์กรไม่มีแนวทางด้าน ESG ลูกค้าอาจตัดสินใจไม่เลือกแบรนด์นั้นเลย
"ESG จึงไม่ใช่จุดขาย แต่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของธุรกิจที่ต้องการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว"
SME เริ่มได้ทันที แม้ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน
แม้ประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งหลายรายยังให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของธุรกิจเป็นอันดับแรก แต่การเริ่มต้นด้าน ESG ไม่จำเป็นต้องลงทุนจำนวนมาก แนวคิด SOS ถูกนำเสนอเป็นแนวทางง่าย ๆ สำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่
- Small เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะ
- Open สื่อสารอย่างโปร่งใส ทำได้บอกได้ ทำไม่ได้ก็ยอมรับ ไม่กล่าวอ้างเกินจริง
- Speed ลงมือทำทันที เพราะการเริ่มต้นเร็ว คือข้อได้เปรียบ
ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น "ใบเบิกทาง" สู่ตลาดใหม่ และโอกาสในการแข่งขันในอนาคต
SCGC ขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือ
สำหรับ SCGC ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งลูกค้า ชุมชน และสังคม
SCGC เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products) ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการรีไซเคิลพลาสติก เทคโนโลยี Advanced Recycling และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้วัสดุใช้แล้วสามารถกลับมาเป็นทรัพยากรใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ SCGC ยังร่วมขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์นมในโรงเรียน ภายใต้โครงการสระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย นำร่องโรงเรียนต้นแบบ 20 แห่ง และความร่วมมือกับ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) จัดประชุม Executive Roundtable เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศไทย
ความยั่งยืน คือ Mindset ของการเติบโต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึง โดย ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม SCGC ที่ร่วมเสวนาในฐานะผู้แทนภาคอุตสาหกรรม คือ การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจ ผ่านแนวคิด "พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน" ควบคู่กับความรู้และคุณธรรม ซึ่งยังคงเป็นหลักคิดที่สอดคล้องกับการพัฒนาธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ท้ายที่สุด ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า โลกกำลังเปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะรอให้ทุกอย่างพร้อม ธุรกิจจึงต้อง Re-think และ Action Now ปรับวิธีคิดและลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แต่เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างการเติบโตในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้ พร้อมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เพราะในโลกที่กติกากำลังเปลี่ยน "ความยั่งยืน" ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตในอนาคต