“นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำต้องทำงานกันเป็นทีม ไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง การวางระบบการจัดการน้ำให้เกิดการเชื่อมโยงเชื่อมต่อในระดับบ้าน ชุมชน ตำบล และเมือง จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญ โดยทาง สสน. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและวางระบบทางน้ำเพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งสายจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ แต่คือการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถ รู้สถานการณ์ วางแผน และบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาผู้นำชุมชนให้สามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นได้ในอนาคต”
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญสถานการณ์น้ำที่ผันผวนมากขึ้น ทั้งภาวะน้ำมากเกินไปและน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำจึงต้องเปลี่ยนจาก การรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย (Reactive) ไปสู่การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้า (Proactive) โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และการสร้างคนที่สามารถเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง”
“ปัจจุบัน สสน. เชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ผ่านระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์มไทยวอเตอร์ (ThaiWater) รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อสนับสนุนให้แต่ละจังหวัดสามารถนำข้อมูลไปใช้ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ตั้งแต่การรู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ การจัดทำผังน้ำชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการน้ำของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับมือในระยะยาว”
กำนันวันดี อินทรพรม ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง กล่าวว่า “ในอดีตพื้นที่เขายายดาเคยเสื่อมโทรม พอถึงหน้าแล้งก็เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ กระทบทั้งการใช้ชีวิต การทำเกษตรและรายได้ของคนในชุมชน เมื่อก่อนเราพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ทุกปีต้องคอยลุ้นว่าฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน และไม่รู้ชัดว่ามีน้ำต้นทุนอยู่เท่าไร จึงวางแผนการใช้น้ำและการทำเกษตรได้ยาก”
“หลังจากชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน เราเริ่มรู้ว่ามีน้ำต้นทุนเท่าไร ต้องใช้น้ำเท่าไร และควรจัดสรรอย่างไร เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งรุนแรงในปี 2562 สิ่งที่ทำให้บ้านมาบจันทร์ผ่านสถานการณ์มาได้จึงไม่ใช่เพียงการมีน้ำสำรอง แต่คือการมีทั้ง ความรู้ ข้อมูล กติกา และความร่วมมือ ทุกคนช่วยกันดูแลฝาย แหล่งน้ำ และป่าต้นน้ำ วันนี้ชุมชนจึงไม่ต้องรอให้เกิดภัยแล้งแล้วค่อยแก้ แต่สามารถวางแผนใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า นี่คือ ‘ภูมิคุ้มกันน้ำ’ ของชุมชน ขณะเดียวกัน บ้านมาบจันทร์ยังพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้แก่เยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ และชุมชนอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป”
นายบุญเลิศ อนันตภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง กล่าวว่า “บ้านหัวทุ่งเป็นพื้นที่เกษตรที่เดิมต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจึงทำนาปีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว หลังจากนำแนวทาง ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ มาปรับใช้ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและกระจายน้ำ ซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน ปัจจุบันมีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่นาปรังประมาณ 60 ไร่ สนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่ และมีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า 90 ครัวเรือน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูก มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ต้องรอฝน วันนี้เราสามารถ วางแผนน้ำได้”
“ในส่วนของท้องถิ่น ขณะนี้กำลังต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนไปสู่การสร้างระบบในระดับตำบล ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ พัฒนาแผนน้ำตำบล 3 ปี และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล คน และกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลและแผนงานไปต่อยอดในอนาคต”
สำหรับการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ โดยดำเนินโครงการ่วมกับชุมชน หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยซ่อม-สร้างฝายชะลอน้ำกว่า 7,600 ฝาย เพื่อช่วยชะลอการไหลของน้ำ เพิ่มการซึมลงสู่ดิน และรักษาความชุ่มชื้นในพื้นที่ โดยผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องทำให้ป่าต้นน้ำเขายายดาสามารถมีผลผลิตน้ำท่าในลำธารกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี* และช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งจากข้อมูลการศึกษาต่อเนื่องพบพรรณไม้ 120 ชนิด และสัตว์ป่า 123 ชนิด** นอกจากนี้ยังช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า**** สะท้อนการฟื้นตัวของระบบนิเวศควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบยังสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าการมีน้ำใช้ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรรอบเขายายดา โดยมีผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี*** พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
-----------------------------------------------------------------
หมายเหตุ: *ข้อมูลผลสำรวจปริมาณผลผลิตน้ำท่าในลำธาร เมื่อปี 2564 **ข้อมูลผลสำรวจพรรณไม้ และสัตว์ป่า เมื่อปี 2555 ***ข้อมูลผลสำรวจผลผลิตการเกษตร เมื่อปี 2564 ****ข้อมูลผลสำรวจคาร์บอนเครดิตด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล และ ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง CERT + (เซิร์ทพลัส) ของ SCGC เมื่อปี 2568