ผสานจุดแข็งสองผู้นำ สร้างความได้เปรียบใหม่ให้ธุรกิจปิโตรเคมีไทย
GC มีจุดแข็งและความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา LPG โพรเพน และอีเทน ควบคู่กับการที่ GC มีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมีโลก พร้อมด้วยความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งานของลูกค้า
ขณะที่ SCGC มีความแข็งแกร่งในด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งความเชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยร่วมกับลูกค้าเพื่อเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจและไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมออกสู่ตลาดได้จริง ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน i2P Center (Ideas to Products) หรือศูนย์นวัตกรรมครบวงจร
เมื่อผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และสร้างโซลูชันใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต เช่น ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง เมื่อต้นน้ำแข็งแกร่ง ธุรกิจปลายน้ำก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย
นอกจากนี้ ธุรกิจใหม่จะมีเครือข่ายการเข้าถึงตลาดและฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั่วโลก ช่วยเพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดอาเซียนซึ่งยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
ใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตในมาบตาพุด เพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน
อีกหนึ่งข้อดีสำคัญคือ ฐานการผลิตของทั้งสองบริษัทที่ตั้งอยู่ใกล้กันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของประเทศไทย
การผนึกกำลังจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองบริษัทบริหารจัดการวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งระบบท่อส่งวัตถุดิบ ระบบสาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของแต่ละบริษัทมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน
ทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยมาจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน การเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และความเป็นผู้นำตลาด รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการผลิต
ประโยชน์เหล่านี้จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ และสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในภาวะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกยังเผชิญความท้าทายจากกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาด
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การผนึกกำลังครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ผ่านการเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรและการสร้างกระแสเงินสด เพื่อรองรับการลงทุนและการเติบโตในอนาคต
วางโครงสร้างบริษัทร่วมทุนใหม่ GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44%
สำหรับโครงสร้างการผนึกกำลัง ทั้งสองบริษัทมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดย GC จะถือหุ้นในสัดส่วน 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้นโดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด
ขอบเขตของธุรกรรมครอบคลุมสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง
โครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายให้บริษัทร่วมทุนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความคล่องตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจ ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับสัดส่วนการถือหุ้น
ทั้งสองบริษัทวางแผนดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะเสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม 2569 จากนั้นดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent: CP) ซึ่งรวมถึงการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนดำเนินการปรับโครงสร้าง และหากได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและหน่วยกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนด คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
เป้าหมายสำคัญของการผนึกกำลังครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในเวทีโลก