SCG Chemicals or SCGC is one of the largest integrated petrochemical companies in Asia and a key industry leader. We manufacture and supply a full range of petrochemical products
ranging from upstream monomers to downstream polymers including polyethylene, polypropylene, polyvinyl chloride and finished products.

SCGC GREEN POLYMER™  High Barrier Coated MDOPE Film for Laminated Full PE Packaging Solution Designed For Recyclability

SCGC GREEN POLYMER™ High Barrier Coated MDOPE Film for Laminated Full PE Packaging Solution Designed For Recyclability

Date: 25 Apr 2022

While Circular Economy is turning mainstream, many types of packaging are still difficult to be recycled, for instance, multi-material flexible packaging that consists of inseparable layers of different material. Main reason of using multi-material is the function to protect product inside with material in each layer guarding different type of components like oxygen or water. SCGC sees the importance of material design to be recyclable for easier path to circulate resource in our economy. SCGC GREEN POLYMER™’s latest development is now advancing our Mono-Material packaging solution to “High Barrier” level in order to serve the sustainable flexible packaging better. After more than three years of research, testing, and value-chain collaboration, our coating technology, “BWO1501G”, is approved by “RecyClass”, world’s renowned certified body, as the First barrier coating agent in ASEAN that is compatible with the PE flexible recycling stream. The plastic generated by the recycling process can be used in high quality applications, such as PE blown films, up to 25% concentration. SCGC’s Mono Directional Oriented of polyethylene (MDOPE) film coupled with a thin barrier coating delivers good oxygen transmission rate (OTR, at 23 °C, 0% RH) at lower than 10 cc/m2/day and water vapor transmission rate (WVTR, 38°C, 90%RH) at below 10 g/m2/day. As a result, this high barrier coated MDOPE film can be applied as printing layer and can replace BOPA (Nylon) and BOPET films for Mono-Material packaging in various applications, such as Personal and Homecare Products, Frozen and Chilled Food, and Dried Food. Using high barrier coated MDOPE film, the overall structure of Mono-Material packaging is more than 90% PE, passing FDA and EU testing on migration test, while maintaining performance in existing printing and lamination process. Beside ability to recycle, this sample can reduce 22% carbon footprint compared to Multi-Material packaging. This SCGC GREEN POLYMER™ Mono-Material solution is a huge step to make single type of material to perform high level protection to prevent deterioration currently provided by multi-material packaging leading us to design for a better world. For more information, please contact foodbev_pkg@scg.com

กว่า 10 ปี กับการฟื้นแล้งสู่แหล่งน้ำ ด้วยแนวคิด “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้” SCGC ส่งต่อโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” สร้างชุมชนคนน้ำดี สู้ภัยแล้ง

กว่า 10 ปี กับการฟื้นแล้งสู่แหล่งน้ำ ด้วยแนวคิด “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้” SCGC ส่งต่อโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” สร้างชุมชนคนน้ำดี สู้ภัยแล้ง

Date: 2 Jun 2022

วิกฤตน้ำ เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราเผชิญแทบทุกปี ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิต และระบบนิเวศเอสซีจี เคมิคอลส์หรือSCGC พาถอดบทเรียนรวบรวมองค์ความรู้จากโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชน ซึ่งได้มุ่งมั่นดำเนินงานร่วมกับชุมชนมาตลอดระยะเวลานานกว่า 10 ปี สรุปเป็นแนวคิด‘เก็บน้ำดี มีน้ำใช้’ด้วยโมเดลจัดการน้ำ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการน้ำด้วยตนเองอย่างยั่งยืน โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการจัดการข้อมูลและนวัตกรรม เพื่อฟื้นแล้งสู่แหล่งน้ำ ป้องกันวิกฤตน้ำท่วม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนเป็น“ชุมชนคนน้ำดี”อย่างยั่งยืน SCGC ให้ความสำคัญและใส่ใจเรื่องทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจาก “โครงการสร้างฝายชะลอน้ำ” ซึ่งปัจจุบันได้สร้างฝายฯ ร่วมกับชุมชนเป็นจำนวนกว่า 7,500 ฝาย ในบริเวณรอบพื้นที่เขายายดาซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ครอบคลุมพื้นที่ 28,937 ไร่ กินพื้นที่บริเวณอำเภอเมืองและอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่แห่งนี้จึงเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนมากมาย เป็นที่ตั้งของชุมชนราว 10 หมู่บ้าน ซึ่งชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้มาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด สละ และลองกอง จึงจำเป็นต้องอาศัยน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรหาเลี้ยงชีพ ปีไหนที่มีสภาพแล้งจัด พืชผลทางการเกษตรย่อมเกิดปัญหา ส่งผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัว และเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือSCGCเล่าถึงการจัดการน้ำชุมชนว่า “ชุมชนในหลายพื้นที่ยังเผชิญกับปัญหาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรือน้ำแล้ง SCGC ตระหนักดีว่า น้ำคือชีวิต เราจึงนำแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนสู่ชุมชน โดยเริ่มต้นที่ชุมชนรอบเขายายดา จ.ระยอง เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ปราชญ์ชุมชน SCGC และหน่วยงานราชการ นานกว่า 10 ปี เพื่อคิดหาวิธีฟื้นฟูผืนป่าและแหล่งน้ำชุมชน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกวก.) ร่วมนำงานวิจัยท้องถิ่นประยุกต์ต่อยอดกับความรู้ภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม เกิดเป็นองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนฉบับชุมชนภายใต้แนวคิด ‘เก็บน้ำดี มีน้ำใช้’ ด้วยโมเดลการจัดการน้ำ “2 สร้าง 2 เก็บ” เน้นให้ชุมชนพึ่งพาตนเองด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยท้องถิ่นเพื่อนำข้อมูลมาใช้ทำแผนจัดการน้ำในระดับชุมชน พร้อมส่งต่อองค์ความรู้จากชุมชนสู่ชุมชน จากรุ่นสู่รุ่น สร้างชุมชนคนน้ำดี เพื่อความยั่งยืน” และเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ชุมชนบ้านมาบจันทร์ หนึ่งในชุมชนที่อยู่รอบเขายายดา ร่วมกับ SCGC ถอดบทเรียน“10 ปี กับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ฉบับชุมชน”เพื่อเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำระดับชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำมาซึ่งความยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และ ESG (Environmental, Social, Governance: ESG) วันวานผ่านมากับปัญหาเรื่องน้ำไม่รู้จบ ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2531 เขายายดาถูกภัยคุกคามจากไฟป่าเผาอย่างต่อเนื่องจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ทำเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ค่อย ๆ หายไปและถูกแทนที่ด้วยพื้นดินที่ถูกเปิดโล่ง ทำให้ความสามารถในการดูดซับน้ำของดินลดลง ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเมื่อฝนตกหนักฉับพลัน และในภาวะหน้าแล้งก็ขาดน้ำหล่อเลี้ยงในดิน ส่งผลให้เกษตรกรโดยรอบได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการขาดน้ำเพื่อสร้างผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือน และภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง เนื่องจากภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหลักของจังหวัด กว่า 20 ปี ที่ชุมชนรอบเขายายดา ต้องเผชิญหน้ากับภาวะน้ำแล้ง รับมือกันทุกรูปแบบ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2550 ผู้ใหญ่วันดี อินทรพรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง ในฐานะผู้นำชุมชน ผู้แบกรับความทุกข์ยากทั้งของตนเองและลูกบ้าน ได้ลุกขึ้นท้าทายกับสภาวะน้ำแล้งตามแนวคิดการจัดการน้ำชุมชนอย่างเป็นระบบจาก SCGC เพื่ออนาคตที่ดียิ่งกว่าของชาวมาบจันทร์ ผ่านมากว่า 10 ปีที่ได้เรียนผิด เรียนถูก จนเกิดเป็น “องค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนฉบับชุมชน” ภายใต้แนวคิด ‘เก็บน้ำดี มีน้ำใช้’ ด้วยโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” ‘เก็บน้ำดี มีน้ำใช้’ด้วยโมเดล2 สร้าง 2 เก็บ แนวคิด ‘เก็บน้ำดี มีน้ำใช้’ ด้วยโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ ประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก คือ สร้างคนรวมพลังสร้างกลุ่มแกนนำที่ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เสียสละ กล้าตัดสินใจ บนพื้นฐานของการรับฟังความคิดเห็น สร้างกติกาตั้งกติกาการใช้น้ำของชุมชนบนพื้นฐานของการเกื้อกูลและความเข้าใจ เก็บน้ำเก็บน้ำในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ด้วยการฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ และแหล่งเก็บน้ำของชุมชน เก็บน้ำไว้ให้มีใช้ในหน้าแล้ง นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เก็บข้อมูลเก็บข้อมูลต้นทุนน้ำ เพื่อนำมาวิเคราะห์ทำนายสถานการณ์น้ำในอนาคตได้อย่างแม่นยำ พร้อมหาแนวทางการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความรู้ข้อเท็จจริง แทนการคาดเดาตามความรู้สึก ผู้ใหญ่วันดี อินทรพรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านมาบจันทร์กล่าวว่า “ทีมงานของ SCGC เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเราเหมือนเป็นพี่น้อง สอนลูกบ้านเราให้รู้จักความสำคัญของการเก็บข้อมูลเพื่อบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่การทำผังน้ำ ทำแผนที่ในหมู่บ้านว่ามีลำธารกี่เส้น มีบ่อกี่แห่ง นอกจากนี้ ในทุกเช้าเราต้องจดบันทึกว่าวันนี้อุณหภูมิเท่าไหร่ น้ำระเหยเท่าไหร่ ฝนตกเท่าไหร่ เท่ากับว่าตอนนี้ชุมชนของเราเป็นนักวิจัยกันหมดแล้ว” สร้างสมดุลน้ำ หาวิธีเก็บน้ำยั่งยืน จากการศึกษา เก็บข้อมูล พร้อมลงมือปฏิบัติจริง ชวนให้ชุมชนได้เข้าใจสถานการณ์น้ำของพื้นที่ตนเองผ่านการนำ“สมการสมดุลน้ำ”เข้ามาร่วมตรวจสอบ กล่าวคือ เริ่มจากการเก็บข้อมูล“น้ำต้นทุน”ทั้งน้ำฝน น้ำบ่อ และน้ำท่า หรือน้ำตามลำธารและลำคลองในหมู่บ้าน ตลอดจนข้อมูลการระเหยน้ำ ปริมาณการใช้น้ำของต้นไม้ในธรรมชาติ โดยนำอุปกรณ์ที่ใช้สอยในครัวเรือนมาดัดแปลงเป็นเครื่องมือเก็บวัดแบบง่าย ๆ พร้อมบันทึกข้อมูลแต่ละวัน ในขณะเดียวกันก็สำรวจและบันทึกปริมาณ“น้ำใช้”ของชุมชนโดยรอบ ทั้งในครัวเรือน การเกษตร และปศุสัตว์ และเมื่อได้ทั้ง 2 ชุดข้อมูลมาแล้ว จึงนำมาวิเคราะห์หาสมดุลระหว่างกัน เพื่อดูความเพียงพอของปริมาณ“น้ำคงเหลือ”จึงทำให้รู้ว่าในแต่ละเดือนจะมีน้ำขาดหรือเหลือเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับแนวโน้มระยะเวลาและความรุนแรงของช่วงขาดแคลนน้ำในแต่ละเดือน เก็บน้ำจากฟ้าลงสู่ดิน หลังจากรู้สถานการณ์น้ำเป็นที่เรียบร้อย ต่อมาคือการออกแบบวิธีบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมทั้งช่วงหน้าฝนและหน้าแล้ง โดยสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือการทำความเข้าใจ“หลักการเก็บน้ำอย่างยั่งยืน”ด้วยการหาวิธีการเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุดตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุลอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และที่ปรึกษาโครงการฯ เล่าถึงการเก็บน้ำอย่างเป็นระบบว่า “เราแนะนำการลดปัญหาน้ำหลาก และตุนน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งให้กับชุมชน ตั้งแต่ฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการปลูกป่า5 ระดับเพื่อชะลอน้ำฝน ให้ดินซึมซับน้ำ และสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อเก็บน้ำจากเขา กักความชุ่มชื้น สร้างทำนบชะลอน้ำและขุดลอกคลองเพื่อเก็บน้ำในคลองใช้ได้มากขึ้น รวมทั้งการทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อกักเก็บน้ำหน้าดินให้คืนลงสู่ชั้นใต้ดิน ทั้งหมดนี้ คือ ตัวอย่างวิธีการเก็บน้ำตั้งแต่ต้นทางสู่ปลายทางอย่างยั่งยืน” กว่า 10 ปี ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่สัมผัสได้ แม้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูป่าไม้ และแหล่งน้ำในชุมชนนานนับปีก็ตาม แต่ด้วยความร่วมมือและความตั้งใจของทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นจริง ชุมชนบ้านมาบจันทร์จึงรอดพ้นจากวิกฤตน้ำแล้งมาหลายปีต่อเนื่อง “หลังจากการสร้างแผนบริหารจัดการน้ำชุมชน ชุมชนบ้านมาบจันทร์ รวมถึงชุมชนอื่น ๆ รอบเขายายดา และ SCGC ได้เดินหน้าตามแผนงาน ซึ่งในระยะเวลากว่า 10 ปี พบว่า ป่าต้นน้ำเขายายดาให้น้ำท่าในลำธารรวมผลผลิต 14.83 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และจากการศึกษาโดยการแปรภาพถ่ายทางอากาศ พบปริมาณป่าเพิ่มมากขึ้น โดยพบพรรณไม้ถึง 120 ชนิดพันธุ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า 123 ชนิด อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยตลอดทั้งปีลดลง 1.6 องศาเซลเซียส ช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 38.49 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่”ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุลกล่าวเพิ่มเติม และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมชุมชนคนน้ำดี เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC จึงได้ถอดบทเรียน 10 ปีกับการฟื้นแล้งสู่แหล่งน้ำ ด้วยแนวคิด “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้” โดยใช้โมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” สร้างชุมชนคนน้ำดี เพื่อดูแลทรัพยากรน้ำให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมจัดตั้ง “แหล่งเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ชุมชนรอบเขายายดา” เพื่อส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชนและเครือข่ายการบริหารจัดการน้ำระดับท้องถิ่น และเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้สนใจอยากสัมผัสประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่วันดี อินทร์พรม และลูกบ้าน ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยรอยยิ้มและน้ำใจจากชาวมาบจันทร์ ติดต่อการเยี่ยมชม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านมาบจันทร์ ได้ที่ โทรศัพท์ 089-248-1204 หรือรับชมวิดีโอได้ที่ลิงก์https://www.youtube.com/watch?v=ZO4vuy2Lq_g
“เอสซีจี เคมิคอลส์” หรือ SCGC ชูวิสัยทัศน์เป็นผู้นำตลาดเคมีภัณฑ์ในภูมิภาค มุ่งเติบโตควบคู่การสร้างความยั่งยืน โชว์ศักยภาพฐานการผลิต 3 ประเทศในอาเซียน  พร้อมเดินหน้านวัตกรรมเคมีภัณฑ์ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก

“เอสซีจี เคมิคอลส์” หรือ SCGC ชูวิสัยทัศน์เป็นผู้นำตลาดเคมีภัณฑ์ในภูมิภาค มุ่งเติบโตควบคู่การสร้างความยั่งยืน โชว์ศักยภาพฐานการผลิต 3 ประเทศในอาเซียน พร้อมเดินหน้านวัตกรรมเคมีภัณฑ์ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก

Date: 24 May 2022

บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC โชว์วิสัยทัศน์เป็นผู้นำตลาดเคมีภัณฑ์ในระดับภูมิภาค ที่มุ่งเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืน ตอกย้ำจุดแข็งการมีผลิตภัณฑ์ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งพัฒนานวัตกรรมและสินค้า HVA เพื่อตอบสนอง 5 เมกะเทรนด์ของโลกและภูมิภาคอาเซียน พร้อมชูศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการรายเดียวในภูมิภาคที่มีฐานการผลิตในไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งเป็น 3 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในธุรกิจ เผยความคืบหน้าการลงทุนโครงการ LSP คอมเพล็กซ์ ปิโตรเคมีในเวียดนาม คาดว่าดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในครึ่งปีแรกของปี 2566 ดันกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นจาก 6.9 ล้านตันต่อปี เป็น 9.8 ล้านตันต่อปี พร้อมขยายโครงการ CAP 2 ร่วมกับพาร์ทเนอร์ในอินโดนีเซีย นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เปิดเผยว่า SCGC ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์มา 40 ปี ตั้งแต่ยุคบุกเบิกธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศไทย และได้ขยายการลงทุนในประเทศไทยและในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็น “ผู้นำตลาดเคมีภัณฑ์ในระดับภูมิภาค ที่มุ่งสร้างการเติบโตแก่ธุรกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืน” ภายใต้หลักดำเนินการสำคัญ 3 ประการ คือ (1) มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าและผู้บริโภคด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ (2) มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ (3) ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน SCGC จัดจำหน่ายสินค้าในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่โมโนเมอร์ต้นน้ำและพอลิเมอร์ปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องของปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปัจจุบัน มีกำลังการผลิตรวม 6.9 ล้านตันต่อปี คิดเป็นส่วนแบ่งกำลังการผลิตในภูมิภาคอาเซียน (ณ เดือนธันวาคม 2564) ร้อยละ 19 หรือเกือบ 1 ใน 5 “หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ SCGC คือ การมีฐานผลิตใน 3 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ ประเทศไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 440 ล้านคน หรือประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดในอาเซียน มีสัดส่วนรายได้จากอาเซียน คิดเป็นประมาณ 21 % โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลัก ส่วนในอินโดนีเซียเป็นการลงทุนผ่านการถือหุ้น 30% ใน Chandra Asri PetrochemicalTbk (CAP) และในเวียดนาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการ LSP คอมเพล็กซ์ ปิโตรเคมี (Long Son Petrochemical Complex) ซึ่งบริษัทฯ ถือเป็นรายแรกที่เข้าไปลงทุน (first mover)ทั้งนี้ ภูมิภาคอาเซียนถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดี โดยคาดการณ์เวียดนามและอินโดนีเซียจะมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) 5–6% ต่อปี​ภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของ GDP ทั่วโลกเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ อัตราการใช้พอลิเมอร์ในภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน (ณ 31 ธันวาคม 2564) อยู่ที่ 26 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าในยุโรปและสหรัฐอเมริกา 2-3 เท่า ตลาดอาเซียนจึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเวียดนามยังต้องนำเข้าพอลิเมอร์ประมาณ 75% และอินโดนีเซียประมาณ 50% เนื่องจากมีกำลังการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นโอกาสของ SCGC ที่จะใช้ความได้เปรียบจากการมีฐานการผลิตในกลุ่มประเทศดังกล่าว และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็วกว่า” นายธนวงษ์ กล่าว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และธุรกิจของ SCGC ถือว่ามีศักยภาพและโอกาสการเติบโตทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว โดยธุรกิจเคมีภัณฑ์จะถูกขับเคลื่อน และได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ที่สำคัญ ๆ ของโลกและภูมิภาคอาเซียน เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เนื่องจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด และการดูแลรักษาสุขภาพ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการความต้องการใช้เคมีภัณฑ์ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนานวัตกรรมของ SCGC ที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) รวมไปถึงการพัฒนา Green Innovation เช่น พอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Polymer) และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้าน Low Carbon โดยในปี 2564 บริษัทฯ มีสัดส่วนสินค้า HVA คิดเป็นประมาณ 36% ของรายได้รวมของบริษัทฯ นอกจากนี้ยังจะขยายสินค้าในกลุ่มพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Polymer เป็น 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 สำหรับพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Polymer ได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เป็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Reduce, Recyclable, Recycle และ Renewable เช่น การพัฒนา SMX Technology ทำให้เม็ดพลาสติกแข็งแรงทนทานขึ้น 20% สามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกในการผลิต การพัฒนาเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality Post-Consumer Recycled Resin : PCR) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานระบบการตรวจสอบย้อนกลับสากล โดยร่วมกับเจ้าของแบรนด์สินค้าชั้นนำหลายราย เป็นต้น “นวัตกรรมเคมีภัณฑ์อยู่รอบตัวและเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของทุกคน โดยบริษัทฯ ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงให้กับลูกค้า เพื่อนำไปผลิตสินค้าให้กับผู้บริโภคปลายทาง ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น กล่องใส่อาหาร กล่องนม ฝาขวดน้ำดื่มและน้ำอัดลม หน้ากากอนามัย เป็นต้น และการใช้งานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ พลาสติกสำหรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติกทางการแพทย์ และ พลาสติกเพื่องานโครงสร้าง เช่น ท่อทนแรงดันสูง PE 112 สำหรับส่งก๊าซหรือน้ำประปา ฯลฯ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวอีกว่า นอกจากนวัตกรรมด้านสินค้าและบริการแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ตลอดซัพพลายเชน โดยนำ Data Technology หรือเทคโนโลยีด้านข้อมูล มารวมกับ Operational Technology หรือเทคโนโลยีด้านการปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับ Operational Excellence ไปอีกขั้น อีกทั้งการนำระบบแมชชีน เลิร์นนิ่ง มาใช้เพื่อคาดการณ์ราคาวัตถุดิบ การใช้ Optimization Model เพื่อใช้ในการตัดสินใจเดินเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบ Realtime Performance Management เพื่อให้เห็นข้อมูลการเดินเครื่องจักรอย่างรวดเร็วสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดได้อย่างทันท่วงที รวมถึงระบบ Digital Reliability Platform (DRP) ช่วยดูแลการบริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้เราสามารถเดินเครื่องจักรได้ดี บำรุงรักษาเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบ Digital Commerce Platform (DCP) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายและทำให้ตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ยังได้กล่าวถึง ความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการ LSP ในเวียดนามว่า ขณะนี้การก่อสร้างเดินหน้าไปตามแผน คาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในครึ่งปีแรกของปี 2566 ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 40% เป็น 9.8 ล้านตันต่อปี โดยได้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินเครื่องจักร เช่น การเตรียมสัญญาซื้อขายวัตถุดิบในระยะยาว การทำตลาดล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการจำหน่าย เป็นต้น โดยโครงการดังกล่าวได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในรูปแบบ Flexible Cracker สามารถเลือกวัตถุดิบที่หลากหลายเข้ามาใช้ในการผลิตได้มากขึ้น และมีที่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ ส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2564 SCGC มีรายได้จากการขาย 238,390 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 27,068 ล้านบาท แม้ว่าปัจจุบันธุรกิจเคมีภัณฑ์จะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกรายในอุตสาหกรรม โดย SCGC เชื่อมั่นว่า ความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมไปถึงการมุ่งพัฒนาสินค้า HVA เพื่อตอบสนองเมกะเทรนด์ การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ ESG รวมทั้งการขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่ม PVC ฯลฯ จะทำให้บริษัทฯ ก้าวข้ามความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ขณะที่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะทำให้บริษัทฯ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อรองรับแผนงานขยายธุรกิจที่วางไว้ นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนและเตรียมแผนการขยายเพิ่มเติมทั้งในเวียดนาม และอินโดนีเซีย _________________________________ หมายเหตุ การแจกจ่ายเอกสารฉบับนี้ไปยังประเทศหรือเขตอำนาจรัฐอื่น ๆ นอกจากประเทศไทย อาจเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ที่ได้รับเอกสารฉบับนี้ควรศึกษาและปฏิบัติตามข้อจำกัดทางกฎหมายนั้น ๆ เอกสารฉบับนี้ไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อการเผยแพร่ การตีพิมพ์ หรือการแจกจ่าย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในหรือไปยังสหรัฐอเมริกา เอกสารฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้เข้าซื้อหลักทรัพย์ใด ๆ และไม่มีการเสนอขายหรือซื้อหลักทรัพย์ในประเทศหรือเขตอำนาจรัฐใดที่การเสนอขาย การชักชวนการเสนอซื้อ หรือการขายหลักทรัพย์นั้นขัดต่อกฎหมาย หลักทรัพย์ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ยังไม่ได้นำไปจดทะเบียนภายใต้กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ค.ศ.1933 รวมทั้งที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ("กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา") หรือกฎหมายของรัฐใด ๆ ในสหรัฐอเมริกา และจะไม่มีการเสนอขายหรือการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา เว้นแต่จะได้มีการจดทะเบียนหรือได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ไม่มีความประสงค์ที่จะจดทะเบียนไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดหรือว่าทั้งหมดของการเสนอขายหรือหลักทรัพย์ใด ๆ ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ในสหรัฐอเมริกา หรือดำเนินการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในสหรัฐอเมริกา ข้อความในเอกสารฉบับนี้ที่เป็นการคาดการณ์ของตลาดหรือแนวโน้มอุตสาหกรรมนอกเหนือจากที่เป็นข้อเท็จจริงในอดีต เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองในปัจจุบัน สมมติฐาน การประมาณการ อันมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน กรณีมิได้เป็นการรับประกันว่าเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่คาดการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงในสมมติฐานหรือปัจจัยต่าง ๆ อาจทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากการคาดการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ บุคคลใด ๆ ไม่ควรนำเอกสารฉบับนี้ไปใช้เพื่อเตรียมบทความสำหรับการเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา
  • All Around Plastics