Chemicals Business, SCG, is one of the largest integrated petrochemical companies in Asia and a key industry leader. We manufacture and supply a full range of petrochemical products ranging from upstream monomers to downstream polymers including polyethylene, polypropylene, polyvinyl chloride, polystyrene and MMA.

ถอดรหัสความสำเร็จ SCG Circular Way ทางออกวิกฤตปัญหาขยะ

ถอดรหัสความสำเร็จ SCG Circular Way ทางออกวิกฤตปัญหาขยะ

Date: 6 Aug 2020

งาน SD Symposium 10 Years Circular Economy: Collaboration for Action เมื่อเดือนกันยายนของปี 2019 คือบทพิสูจน์ความสำเร็จของ Circular Way แนวปฏิบัติที่เอสซีจีตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้เป็นต้นแบบของบริษัทในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในปัจจุบัน เอสซีจียังคงมุ่งมั่นผลักดันแนวคิดและแนวปฏิบัติดังกล่าวให้กับทุกฟังก์ชันขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้โมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโมเดลนี้ ได้รับการยอมรับมากขึ้นและถูกนำไปประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย ความท้าทายเรื่อง “ขยะมูลฝอย” ก็เป็นอีกหนึ่งวาระระดับประเทศที่เอสซีจีให้ความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาผ่านการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้เป็นฐานคิดและแนวปฏิบัติในการหาทางออกให้กับวิกฤตอย่างมีระบบและยั่งยืน เริ่มต้นในองค์กร ขยายผลสู่ชุมชน โครงการจัดการขยะภายในองค์กรที่มีชื่อว่า “บางซื่อโมเดล (Bang Sue Model)” คือสูตรสำเร็จของเอสซีจีในการประยุกต์ใช้หลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการหมุนใช้ทรัพยากรธรรมชาติในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสีย วัตถุดิบ สินค้าที่หมดอายุ และพลังงาน ให้กลับไปเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบด้วยกระบวนการที่เหมาะสม นอกจากนี้โมเดลดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ช่วยรองรับขยะที่เกิดขึ้นและนำกลับเข้าสู่วงจรการรีไซเคิล และที่สำคัญยังเอื้อต่อการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของพนักงานภายใต้แนวคิด ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก โครงการจัดการขยะภายในองค์กรของเอสซีจีนี้ประสบความเร็จในระดับน่าพอใจ เพราะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องทิ้งในบ่อฝังกลบ เพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิลได้อย่างต่อเนื่อง และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากความสำเร็จภายในองค์กรนำไปสู่การขยายผลกับชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง ได้แก่ ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ ชุมชนเขาไผ่ วัดโขดหิน โรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 และธนาคารขยะชุมชนเขาไผ่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่เอสซีจีได้เข้าไปพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยโครงการที่ต่อยอดมาสู่ชุมชนดำเนินงานภายใต้ชื่อ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” ที่เชื่อมโยงการจัดการขยะระหว่าง บ้าน-โรงเรียน-วัด-ธนาคารขยะ เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณการฝังกลบขยะ และมีแนวทางการดำเนินโครงการมุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านผู้นำชุมชน สู่สมาชิกของชุมชนในเรื่องของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการผลักดันและให้ความรู้ในด้านต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญของเอสซีจีโดยเฉพาะ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวดำเนินงานมาแล้วกว่า 1 ปี สามารถนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากถึง 6,500 กิโลกรัม และลดปริมาณขยะที่ถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบได้เป็นจำนวนมาก โดยเอสซีจีตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนชุมชนและครัวเรือนให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดระยองพัฒนาสู่เมืองไร้ขยะต่อไปในอนาคต นวัตกรรม: โซลูชันเพื่อความยั่งยืน นอกเหนือจากการเป็นองค์กรต้นแบบเรื่องความยั่งยืน ที่ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นพื้นฐานเพื่อการสร้างเสริมค่านิยมที่ดีให้กับบุคลากรและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงแล้ว เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการนำดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ “คุ้มค่า” (KoomKah) เว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธนาคารขยะแบบครบวงจร ซึ่งถูกนำมาบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการ “บางซื่อโมเดล (Bang Sue Model)” และโครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” โดยเครื่องมือดังกล่าวช่วยบันทึกจัดเก็บข้อมูลขยะและจำนวนยอดเงินจากการซื้อขาย มีระบบจะช่วยจัดเก็บข้อมูลสมาชิก รวมถึงประวัติการแลกแต้มสะสมคะแนน ช่วยจัดระเบียบข้อมูลสินค้าขยะแต่ละประเภท เงินทุนและแต้มสะสมจากการรับซื้อสินค้า ทำให้วางแผนกลยุทธ์การซื้อขายได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยจัดทำรายงานรับซื้อและขายขยะ (Report) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่วงเวลาประมวลผล และดาวน์โหลดไฟล์ออกมาในรูปแบบ Excel ซึ่งง่ายต่อการนำข้อมูลมาคำนวณในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ การคิดค้นและการพัฒนานวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ที่เอสซีจีประยุกต์ใช้ความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยประกอบไปด้วย ถังดักไขมันแบบ DIY ผลิตจากวัสดุที่หาซื้อได้ทั่วไป ราคาประหยัด สามารถประกอบได้ง่าย ติดตั้งได้ในครัวเรือนได้ทันที นำไปใช้กรองเศษอาหาร และช่วยแยกไขมันออกจากน้ำก่อนปล่อยน้ำทิ้งสู่ท่อระบายน้ำ Aquonic 600 ช่วยขจัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียจากห้องน้ำและน้ำเสียในครัวเรือนด้วยกระบวนการทางชีวภาพและเคมีไฟฟ้า ทำให้น้ำที่ได้ปราศจากเชื้อโรค สี และกลิ่น สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบสุขาปลอดเชื้อที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมพัฒนาขึ้นกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์ นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone ซึ่งพัฒนาขึ้นจากทุ่นดักขยะแบบแนวตรง (Oil Boom) ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้คิดค้นขึ้นเมื่อปี 2561 นวัตกรรมนี้ผลิตพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย นวัตกรรมทั้งสามชนิดนี้มีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งจากครัวเรือนก่อนปล่อยออกสู่คลองเปรมประชากร โดยก่อนหน้านี้มีการติดตั้งนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone จำนวน 24 จุด รวม 13 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถกักขยะได้กว่า 40 ตัน โดยเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเทศบาลในพื้นที่ ร่วมเก็บขยะและคัดแยกขยะเพื่อนำไปจัดการอย่างถูกต้องต่อไป สร้างความร่วมมือ ขยายผลแนวคิด แม้ว่าการปลูกฝังเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นกับทุกคนในองค์กร และการส่งผ่านแนวคิดนี้ไปให้กับชุมชนในพื้นที่ เป็นเรื่องที่เอสซีจีดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่กุญแจสำคัญของความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดที่เป็นมิตรกับธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยังรวมถึง Open Collaboration ด้วย การสร้างภาคีเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอสซีจีได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในระดับประเทศนั้น กรมทรัพยากรทางชายฝั่งทะเล (ทช.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานรัฐที่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอสซีจี และความร่วมมือในระดับนานาชาตินั้น เอสซีจีได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรต่าง ๆ อาทิ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแห่งเดียวในโลกที่มีสมาชิกประกอบไปด้วยบริษัทที่มาจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อแก้ปัญหาขยะในทะเลผ่านการสร้างโซลูชันที่ช่วยจัดการขยะ และ The Ocean Cleanup องค์กรสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมชั้นนำระดับโลก โดยร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในประเทศไทย เป็นต้น แม้ว่าปัญหาขยะในประเทศอาจจะยังไม่สามารถแก้ไขให้คลี่คลายและลดความรุนแรงลงได้โดยทันที แต่เอสซีจีคงมุ่งมั่นกับการรณรงค์และการปลูกฝังความรู้เรื่องการจัดการขยะให้กับทุกภาคส่วนผ่านโครงการต่าง ๆ การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานของโครงการ และการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายเพื่อหาโซลูชันทั้งในและนอกประเทศ โดยมีหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งเสริมให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

เอสซีจี ผนึกกำลัง สถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  วิจัยและพัฒนา Mosquito Trap แก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างยั่งยืน นำร่องทดสอบการใช้งานในพี้นที่ จ.ระยอง

เอสซีจี ผนึกกำลัง สถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิจัยและพัฒนา Mosquito Trap แก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างยั่งยืน นำร่องทดสอบการใช้งานในพี้นที่ จ.ระยอง

Date: 11 Aug 2020

ระยอง – 6 สิงหาคม2563 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับสถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “นวัตกรรมกับดักยุงลาย” หรือ “The Mosquito Trap” เพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้เลือดออกซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก โดยนวัตกรรมนี้จะช่วยลดปริมาณการแพร่พันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะสำคัญของโรค ส่งผลให้การระบาดของโรคไข้เลือดออกลดลง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเฉลี่ยปีละ 100,000 คน และเสียชีวิตกว่า 100 คน ทั้งนี้ งานวิจัยและพัฒนาดังกล่าวอยู่ในระหว่างการวิจัยภาคสนาม โดยทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานกับ “ยุงลายสวน” ในพื้นที่ จ.จันทบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่สวนป่าใกล้ชุมชน และทดสอบกับ “ยุงลายบ้าน” ในพื้นที่ จ. ระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีอัตราผู้ป่วยไข้เลือดออกมากเป็นอันดับสองของประเทศ โดยเอสซีจี ร่วมกับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง นำร่องทดสอบกับชุมชนกว่า 50 ครัวเรือนในชุมชนตลาดมาบตาพุดและชุมชนบ้านบน คาดว่าการทดสอบจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม และมีแผนจะขยายการใช้งานในวงกว้างภายในปี 2563 ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ดูแลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เปิดเผยว่า “นวัตกรรมกับดักยุงลาย หรือ The Mosquito Trap เป็นความร่วมมือระหว่างธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และสถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะหานวัตกรรมเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อนอย่างเอเชียและแอฟริกา ทั้งนี้ในประเทศไทย เราได้รับความร่วมมือจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในการทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกับดักยุงนี้ก่อนนำไปใช้อย่างแพร่หลายต่อไป” “นวัตกรรมกับดักยุงลาย เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เอสซีจีมุ่งมั่นพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพด้านสาธารณสุขและสุขภาพ ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนมากโดยเฉลี่ยถึงปีละ 100,000 คน โดยนวัตกรรมดังกล่าวมีการทำงานสองส่วนหลัก ๆ คือ ส่วน “กับดักยุง” ทำหน้าที่ดึงดูดยุงลายให้เข้ามาวางไข่ในกับดัก และ “สารเติมแต่งพิเศษที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยเอสซีจีพัฒนาต่อยอดการใช้สาร BTI (Bacillus thuringiensis israelensis) ซึ่งเป็นสารกำจัดลูกน้ำยุงลายที่ใช้กันอยู่เดิม โดยคิดค้นสารเติมแต่งเพื่อเสริมให้ BTI มีคุณสมบัติสามารถเกาะติดกับขายุงได้ดี เมื่อยุงลายบินไปเกาะในแหล่งน้ำแห่งใหม่ สารพิเศษที่ติดมากับขายุงจะละลายลงในน้ำ ช่วยกำจัดลูกน้ำยุงลายในแหล่งเพาะพันธุ์แหล่งใหม่ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในแหล่งน้ำนั้น ๆ” ล่าสุด เอสซีจี ได้นำร่องทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมกับดักยุงลาย ในส่วนของ “ยุงลายบ้าน” ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตชุมชนและครัวเรือน โดยได้รับความร่วมมือจากเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง ในการนำนวัตกรรมดังกล่าวไปทดสอบใช้งานจริงในพื้นที่ชุมชนตลาดมาบตาพุดและชุมชนบ้านบน จ.ระยอง จำนวนกว่า 50 ครัวเรือน ทั้งนี้จะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลรวม 3 เดือน เพื่อนำไปพัฒนากับดักยุงลายก่อนที่จะเผยแพร่ใช้งานต่อไป โดยก่อนหน้านี้ ได้ทดสอบการใช้งานนวัตกรรมกับดักยุงลายทั้งในห้องทดลองและภาคสนาม จำนวน 200 จุด โดยวิจัยภาคสนามที่ จ.จันทบุรี ซึ่งมี “ยุงลายสวน” ชุกชุมตลอดปี เนื่องจากเป็นพื้นที่สวนป่าใกล้ที่พักอาศัย ซึ่งได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ดร.อภิวัฏ ธวัชสิน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในปัญหาสาธาณสุขของไทยที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะ จ.ระยอง ที่อัตราผู้ป่วยสูงเป็นอันดับสองของประเทศ ดังนั้น ชุมชนจึงควรมุ่งเน้นการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกล่วงหน้า โดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน โดยมุ่งเน้นดำเนินการควบคุมอย่างเข้มข้นในพื้นที่เสี่ยงสูงและในช่วงฤดูฝน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ออกมาตรการในการป้องกันควบคุมไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง อาทิ การวิจัยพัฒนาสารดึงดูดให้ยุงลายมาวางไข่ และการใช้สารกำจัดลูกน้ำยุงลายชนิดใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนานวัตกรรมกับดักยุงลายจากเอสซีจี และสถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส ถือว่าช่วยตอบโจทย์ด้านการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก หากสามารถนำไปใช้แพร่หลายในชุมชน เชื่อมั่นว่าจะช่วยยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เห็นความสำคัญของการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกแก่ประชาชน โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ออกให้ความรู้กับประชาชนถึงวิธีป้องกันและกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เป็นพาหะไข้เลือดออก สำหรับครั้งนี้ ขอขอบคุณที่ทางเอสซีจี มอบ “นวัตกรรมกับดักยุงลาย” โดยเลือกนำร่องทดลองที่ชุมชนตลาดมาบตาพุด และชุมชนบ้านบนจำนวนกว่า 50 ครัวเรือน นับเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก” ประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากไข้เลือดออกโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยมากกว่า 1 แสนรายต่อปี และอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 100 รายต่อปี ในปี 2563 มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกทั่วประเทศกว่า 25,000 ราย เสียชีวิต 15 ราย โดย 5 จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ ชัยภูมิ ระยอง ขอนแก่น แม่ฮ่องสอน และนครราชสีมา ทั้งนี้ผู้สนใจนวัตกรรมกับดักยุงลาย (The Mosquito Trap) สามารถสอบถามข้อมูลนวัตกรรมกับดักยุงลายเพิ่มเติมได้ที่ medandwellness@scg.com
SCG Joins Hands with Marine and Coastal Resources Administration Office 1 and Rayong in Tree Planting Event to Reduce Global Warming, Marking the 68th Birthday Anniversary of HM King

SCG Joins Hands with Marine and Coastal Resources Administration Office 1 and Rayong in Tree Planting Event to Reduce Global Warming, Marking the 68th Birthday Anniversary of HM King

Date: 22 Jul 2020

Rayong – 22 July 2020Chemicals Business, SCG, led by Mr. Pichet Tangpanyarat, Managing Director of Rayong Olefins Company Limited, teamed up with the Marine and Coastal Resources Administration Office 1, and Rayong, hosting a tree planting event to celebrate the 68th birthday anniversary of His Majesty the King and counter global warming. The tree planting activity was held at Prasae-Phang Rat National Forest Reserve in Ban Tha Kong, Phang Rat Sub-district, Klaeng District, Rayong, to raise awareness of green space conservation. The event was attended by government officials, SCG executives, and employees, students, volunteers; the group collectively planted 10,550 trees. Over the past three years, Chemicals Business, SCG, has transformed a 118-rai degraded area in Prasae river mouth into a mangrove forest of Rayong province and put continuous efforts to maintain a healthy condition in collaboration with local officials and communities. The mangrove forest can help absorb 3,830 tons of carbon per year, contributing to a sustainable and healthy environment.
  • All Around Plastics