เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) เป็นผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ครบวงจรเพื่อความยั่งยืนรายใหญ่ของไทยและในภูมิภาคอาเซียน
ครอบคลุมการผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกหลักทั้ง 3 ประเภท คือ พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน และพอลิไวนิลคลอไรด์ รวมถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

SCGC GREEN POLYMER™ นวัตกรรมสินค้า High Barrier Coated MDOPE Film สำหรับบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชนิดเดียว (Mono-Material Packaging) เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

SCGC GREEN POLYMER™ นวัตกรรมสินค้า High Barrier Coated MDOPE Film สำหรับบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชนิดเดียว (Mono-Material Packaging) เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันที่: 25 เม.ย. 2565

เมื่อการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างเร่งมองหาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอบโจทย์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยหนึ่งในบรรจุภัณฑ์หลักที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันอย่างบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว หรือ flexible packaging นั้น มักจะผลิตจากวัสดุหลายชนิดเช่น ฟิล์มไนลอน (Nylon) ฟิล์มโพลีเอสเธอร์ (BOPET film) และฟิล์มพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (LLDPE film) โดยวัสดุแต่ละชั้นถูกเชื่อมกันด้วยกาว ทำให้รีไซเคิลได้ยาก การเปลี่ยนมาใช้วัสดุประเภทเดียวกันทั้งหมดก็จะส่งผลต่ออายุและคุณภาพของสินค้าภายในบรรจุภัณฑ์ SCGC เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาวัสดุพอลิเมอร์ที่จะช่วยให้ flexible packaging เหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบหมุนเวียนทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนายาวนานกว่าสามปี เทคโนโลยีสารเคลือบผิวฟิล์มเพื่อป้องกันการซึมผ่านของอากาศจากSCGC “BWO1501G” ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMER™ ได้รับการรับรองจากองค์กรรีไซคลาส (RecyClass) ให้เป็นสารเคลือบที่รองรับกระบวนการรีไซเคิลในปัจจุบันสำหรับพอลิเอทิลีนเป็นรายแรกในอาเซียน เพื่อให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์สามารถใช้งานสารเคลือบได้อย่างสะดวก SCGC ได้นำสาร “BWO1501G” มาเคลือบบนผิว MDOPE ฟิล์มเพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นชั้นพิมพ์ทดแทนการใช้ฟิล์มไนลอน (Nylon) และฟิล์มพอลิเอสเธอร์ (BOPET film) โดยยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันการซึมผ่านของน้ำและอากาศเทียบเท่าบรรจุภัณฑ์แบบเดิม ด้วยค่าอัตราการซึมผ่านออกซิเจนต่ำกว่า 10 ซีซี/ ตารางเมตร/ วัน (OTR, at 23 °C, 0% RH) และอัตราการซึมผ่านของไอน้ำ ต่ำกว่า 10 กรัม/ ตารางเมตร/ วัน (WVTR, 38°C, 90%RH) เหมาะสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับอาหารแช่เย็น อาหารแช่แข็ง อาหารแห้ง และซองบรรจุภัณฑ์ชนิดเติมสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและน้ำยาทำความสะอาด ทั้งนี้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้พลาสติกโพลิเอทิลีนเป็นองค์ประกอบหลัก โดยมี MDOPE ฟิล์มที่เคลือบด้วยสารป้องกันการซึมผ่านของอากาศเป็นส่วนประกอบในชั้นพิมพ์นั้น ได้รับการทดสอบแล้วว่าสามารถใช้ได้กับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตของโรงงานบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังผ่านการรับรองปริมาณสารตกค้างในอาหาร (migration test) ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นไปตามที่ FDA และ EU กำหนด การพัฒนาสินค้าในครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการบรรจุภัณฑ์ ที่จะช่วยให้การนำ flexible packaging กลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนทรัพยากรได้มากขึ้น โดยยังคงคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งาน อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมสร้างสรรค์โลกแห่งความยั่งยืน ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ foodbev_pkg@scg.com

SCGC เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ส่งต่อ Innovation That’s Real ให้วงการแพทย์

SCGC เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ส่งต่อ Innovation That’s Real ให้วงการแพทย์

วันที่: 13 พ.ค. 2565

โควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ มีการติดเชื้อค่อนข้างง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยค่อนข้างมาก“บางครั้งผู้ป่วยหลายท่านไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่ารับเชื้อมาแล้ว ทีมงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงต้องป้องกันด้วยPPE ต่าง ๆ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ที่ติดตั้งในเปลและรถเข็นผู้ป่วย”พี่ปุณณรัตน์ สรรพกิจชาญชัย หัวหน้างานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยสะท้อนภาพความเป็นจริงที่พบเจอทุกวัน แน่นอนว่า การป้องกันดีกว่าการรักษา ตั้งแต่เริ่มการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 เมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือSCGC ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ หรือ Mobile Isolation Unitเพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 โดยพัฒนาร่วมกับทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการระบาดระลอกแรก ทาง SCGC ได้พัฒนานวัตกรรมฯ หลายรูปแบบ โดยเน้นให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย และขนส่งไปยังพื้นที่ห่างไกลได้สะดวก เช่น แคปซูลสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งทางบก และทางอากาศ ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่สำหรับทำงานหัตถกรรมรักษาผู้ป่วย หรือห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นSCGC จึงร่วมหารืออย่างต่อเนื่องกับแพทย์ศิริราช เพื่อให้เข้าใจปัญหาของทีมแพทย์และผู้ป่วย จนกลายมาเป็น“นวัตกรรมป้องกันโควิด19 แบบเคลื่อนที่ 3 รุ่นล่าสุด”ซึ่งได้ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลศิริราชเพื่อใช้ป้องกันทีมบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยเพิ่มทวีคูณ… การป้องกันเชื้อฟุ้งกระจายยิ่งต้องให้ความสำคัญ นงนุช อิมทรัพย์ หัวหน้าหน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราชเล่าปัญหาที่พบว่า“ปัจจุบันนี้ หน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ของเรา พบผู้ติดเชื้อโควิด19 วันละ 2-3 ราย บางวันสูงสุดคือ 5 ราย แต่เรามีอุปกรณ์ป้องกันการฟุ้งกระจายเชื้อความดันลบไม่เพียงพอ หากเรามีอุปกรณ์นี้หลาย ๆ ตัวจะทำให้เราบริหารจัดการคนไข้กลุ่มเสี่ยงได้อย่างดีขึ้น” ขณะเดียวกัน เวลาที่เจ้าหน้าที่หรือหมอเวรต้องค้างคืนอยู่เวรนอนด้วยกัน ยิ่งในสภาพห้องที่เล็กและอากาศไม่ถ่ายเท ก็เสี่ยงติดโควิด 19 แต่หากใส่หน้ากากอนามัยนอนก็ยิ่งเพิ่มความอึดอัดหายใจไม่สะดวกน้องไดน่า วรเดชสิทธิชัยพยาบาลปฏิบัติการนวมินทรบพิตรฯ20 เหนือ โรงพยาบาลศิริราชเล่าความในใจว่า“รู้สึกกลัว ว่าเพื่อนร่วมงานในหอผู้ป่วยที่ทำงานร่วมกันเป็นโควิด19 แล้วเราจะเป็นไหม เพราะเราใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันใน Ward ถึงแม้เราจะมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่น เฟซชีลด์ หน้ากากอนามัย แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่ช่วงเวลาหนึ่งคือ เวลาพักผ่อน ต่อให้มีฉากกั้น เว้นระยะห่าง แต่อากาศในห้องมันไม่ระบาย ยังไงเราก็รู้สึกไม่ปลอดภัย” เข้าใจปัญหา ต่อยอดสู่นวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และรองผู้จัดการใหญ่New Business เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGCเปิดใจว่า“เราพูดคุยต่อเนื่องกับทางแพทย์ศิริราช มีการแยกแยะปัญหาที่ทางศิริราชยังพบอยู่ และสิ่งที่บุคลากรการแพทย์มีความต้องการจนกลายมาเป็นนวัตกรรมล่าสุด3 อย่างที่เราส่งมอบให้กับโรงพยาบาลศิริราชสำหรับปณิธานของSCGC คือต้องการพัฒนา Innovation That’s Real มุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันต่าง ๆ ที่แก้ปัญหาได้จริง เข้าถึงผู้คนได้จริง ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแพทย์และบุคลากร พร้อมช่วยให้ทุก ๆ ท่านที่เป็นนักรบเสื้อขาวของเราปลอดภัยแข็งแรง และปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น” สำหรับนวัตกรรมที่ทาง SCGC พัฒนาและมอบให้กับตัวแทนโรงพยาบาลศิริราช ได้แก่1) อุปกรณ์ครอบศีรษะป้องกันการฟุ้งกระจายเชื้อความดันลบ(Negative Pressure Isolation Hood)สำหรับป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อระหว่างรอการตรวจรักษา2)รถเข็นความดันลบ(Negative Pressure Isolation Wheelchair)ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย3) เต็นท์แยกป้องกันเชื้อความดันบวกแบบเคลื่อนที่(Positive Pressure Isolation Cocoon)เป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและพื้นที่ส่วนตัว โดยนวัตกรรม 3 รุ่นล่าสุดนี้ พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค ด้วยระบบปรับแรงดันอากาศพร้อมระบบกรองอากาศระดับ HEPA และแผ่นกรอง VAROGARD AC Filter เทคโนโลยีของ SCGC เคลือบสารยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รวมถึงเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการกรอง โครงสร้างถูกออกแบบให้ที่มีความแข็งแรง ทนทาน สามารถติดตั้งและถอดทำความสะอาดฆ่าเชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว ใกล้ชิด เห็นปัญหา ทำงานร่วมกัน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชเล่าลักษณะการทำงานให้ฟังว่า“จริง ๆ ศิริราชทำงานร่วมกับSCGC มานานกว่า 10 ปีแล้ว พอผมได้โจทย์มาจากอาจารย์แพทย์และพยาบาลที่ดูแลห้องแพทย์เวร ห้องตรวจ ห้องฉุกเฉินที่คนไข้มารอตรวจเป็นจำนวนมาก ผมก็นึกถึง SCGC เพราะเราเคยทำงานร่วมกัน ที่สำคัญคือ ลักษณะของการทำงานมันไม่ใช่เป็นลักษณะของการที่เราให้โจทย์ไปแล้วเอาคำตอบมา แต่เป็นการทำงานร่วมกัน ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พัฒนารูปแบบว่าจุดที่ต้องการจริง ๆ คืออะไร มีทางเลือกอย่างไร มีสิ่งอะไรที่จะทำให้มันดีขึ้น จนกระทั้งได้ Prototype ที่ 1, 2, 3 พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านการทดลอง ทดสอบมาหลายครั้งจนเป็นผลิตภัณฑ์ทุกวันนี้” ตราบใดที่โควิด 19 ยังคงอยู่ บุคลากรทางการแพทย์ยังต้องทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้ปลอดภัย SCGC พร้อมที่จะเดินเคียงข้างและร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยให้ทีมแพทย์และสังคมไทยผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปด้วยกันข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ติดต่อได้ที่medandwellness@scg.com
“เอสซีจี เคมิคอลส์” หรือ SCGC มั่นใจในศักยภาพธุรกิจระยะยาว ยื่นไฟลิ่งเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายการเติบโตเสริมศักยภาพผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์แบบครบวงจร

“เอสซีจี เคมิคอลส์” หรือ SCGC มั่นใจในศักยภาพธุรกิจระยะยาว ยื่นไฟลิ่งเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายการเติบโตเสริมศักยภาพผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์แบบครบวงจร

วันที่: 27 เม.ย. 2565

บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือSCGCยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ระดมทุนเสริมศักยภาพผู้นำด้านการผลิตเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน ชูศักยภาพเป็นผู้นำเพียงรายเดียวที่มีฐานการผลิตทั้งในไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน วางเป้าหมายขยายผลิตภัณฑ์กลุ่ม พอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (GREEN POLYMER)พัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม(High Value Added Products & Services–HVA)มุ่งนำเสนอสินค้าและบริการตอบสนองอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ เดินหน้าโครงการLSP คอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีแห่งแรกของประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งแรกของปี2566 นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือSCGCเปิดเผยว่าSCGC เป็น“ผู้นำด้านการผลิตเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน” ที่มีประสบการณ์การดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์กว่า40ปี และบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) เพียงรายเดียวที่มีการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและขยายผลิตภัณฑ์กลุ่มพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (GREEN POLYMER) เป็น 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573พร้อมมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและโอกาสเติบโตที่ดี รวมถึงเน้นสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง โดยเน้น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ และโซลูชันด้านพลังงาน เพื่อตอบสนองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก (Megatrends) และยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) เพื่อพัฒนานวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยแผนขยายการลงทุนโครงการต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมศักยภาพการขยายธุรกิจ ซึ่งจะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” “เรามีความมั่นใจในศักยภาพธุรกิจระยะยาว ซึ่งความต้องการใช้สินค้าและนวัตกรรมเคมีภัณฑ์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์ที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน SCGCจึงเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อรองรับแผนการลงทุนที่จะสร้างการเติบโตในอนาคต” นายธนวงษ์ กล่าว บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพอลิเมอร์ (polymer) ประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นสำหรับสินค้าที่มีอุปสงค์ขับเคลื่อนด้วยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก (Megatrends) เช่น การขยายตัวของเมือง ความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงาน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือกับลูกค้า มีการนำไปใช้งานต่าง ๆ ตั้งแต่สินค้าที่มีความแข็งแรงคงทนสำหรับการใช้งานในโครงสร้างพื้นฐาน บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ชิ้นส่วนที่ใช้ในกลุ่มยานยนต์ สินค้าและอุปกรณ์สำหรับกลุ่มการแพทย์และการดูแลสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทน โดยใช้ขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาที่ดีที่สุดของบริษัทฯ และความร่วมมือกับลูกค้ารายสำคัญ ปัจจุบัน SCGC สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์โมโนเมอร์ต้นน้ำไปจนถึงผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ปลายน้ำซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญเพื่อนำไปใช้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆโดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ (Olefins) พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) และเม็ดพีวีซี (PVC) รวม 6.9 ล้านตันต่อปี และบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผนึกกำลังร่วมกันระหว่างธุรกิจในกลุ่ม SCGC เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตที่ดี ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้ SCGC อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการ LSP คอมเพล็กซ์ ปิโตรเคมี (Petrochemical Complex) แห่งแรกในประเทศเวียดนาม โดย Long Son Petrochemicals Co., Ltd. (LSP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGC ถือหุ้นร้อยละ 100 จะเพิ่มศักยภาพการผลิตในระดับภูมิภาค โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งแรกของปี 2566 ซึ่งจะทำให้ SCGC มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 เป็น 9.8 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ Chandra Asri Petrochemical (CAP) ผู้ดำเนินธุรกิจคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีแบบครบวงจรรายเดียวในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่ SCGC ถือหุ้นร้อยละ 30.57 ได้วางแผนขยายคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมี (โครงการ CAP 2) โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2569 ดังนั้น หลังจากการขยายกำลังผลิตในปี 2569 SCGC จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์ (Olefins) รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีส่วนแบ่งกำลังการผลิตโอเลฟินส์ (Olefins) ตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 15 และเป็นผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีส่วนแบ่งกำลังการผลิตพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ ร้อยละ 19 สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์ต่าง ๆ ส่งผลให้มีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น เช่น ความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีน้ำหนักเบาเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การใช้นวัตกรรมเพื่อดูแลรักษาสุขภาพ การขยายตัวของเมือง การใช้พลังงานหมุนเวียน การดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น SCGC จึงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุชนิดเดียวเพื่อรองรับการนำมารีไซเคิลได้ดียิ่งขึ้น โซลูชันโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่พัฒนาขึ้นเป็นรายแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2560 พร้อมทั้งได้เข้าลงทุนถือหุ้นร้อยละ 70 ในบริษัท Sirplaste-Sociedade Industrial de Recuperados de Plástico, S.A. (ซีพลาสต์) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงรายใหญ่ที่สุดในประเทศโปรตุเกส เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการรีไซเคิลพลาสติกและเพิ่มศักยภาพการตอบสนองเมกะเทรนด์ดังกล่าว ขณะเดียวกัน SCGC มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการ ESG มุ่งเน้นความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เพื่อมุ่งสู่ “ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” โดยการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจนและวัดผลได้ เพื่อก้าวสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 ได้แก่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี 2573 (เทียบกับปี 2564 เป็นปีฐาน) ลดการใช้น้ำจากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2568 (เทียบกับปี 2557 เป็นปีฐาน) และลดการกำจัดของเสียให้ได้ร้อยละ 75 (เทียบกับปี 2557 เป็นปีฐาน) ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานในปี2564 มีรายได้จากการขาย 238,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.3 จากปี 2563 และมีกำไรสุทธิ 43,164 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 129.4 จากปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากปริมาณและราคาขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนด้านการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้SCGCยังประสบความสำเร็จจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้อายุ4ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ2.75ต่อปี ให้แก่ประชาชนทั่วไป มูลค่ารวม30,000ล้านบาท ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อศักยภาพSCGCสำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ช่วงไตรมาส2ปี2565นั้น หากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน ยังไม่คลี่คลาย คาดว่าแนวโน้มราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบจะยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งSCGCได้มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับความคืบหน้าในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทฯ ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินจำนวน3ราย ประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)และได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทฯ คาดว่าจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน3,854,685,000 หุ้น (รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) อาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) โดยหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 25.2 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้น IPO เพื่อเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (Pre-Emptive Right) ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ผู้ลงทุนสถาบัน บุคคลที่มีความสัมพันธ์ และ/หรือ ผู้มีอุปการคุณของ SCGC และ/หรือ บริษัทย่อยของ SCGC และ/หรือ บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น และผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) (หากมี) โดยในเบื้องต้นบริษัทฯ คาดว่าจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ไปใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจในไทยและต่างประเทศ ชำระคืนเงินกู้ยืม และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของบริษัทฯ __________________________ หมายเหตุ:การแจกจ่ายเอกสารฉบับนี้ไปยังประเทศหรือเขตอำนาจรัฐอื่น ๆ นอกจากประเทศไทย อาจเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ที่ได้รับเอกสารฉบับนี้ควรศึกษาและปฏิบัติตามข้อจำกัดทางกฎหมายนั้น ๆ เอกสารฉบับนี้ไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อการเผยแพร่ การตีพิมพ์ หรือการแจกจ่าย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในหรือไปยังสหรัฐอเมริกา เอกสารฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้เข้าซื้อหลักทรัพย์ใด ๆ และไม่มีการเสนอขายหรือซื้อหลักทรัพย์ในประเทศหรือเขตอำนาจรัฐใดที่การเสนอขาย การชักชวนการเสนอซื้อ หรือการขายหลักทรัพย์นั้นขัดต่อกฎหมาย หลักทรัพย์ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ยังไม่ได้นำไปจดทะเบียนภายใต้กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ค.ศ.1933รวมทั้งที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ("กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา") หรือกฎหมายของรัฐใด ๆ ในสหรัฐอเมริกา และจะไม่มีการเสนอขายหรือการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา เว้นแต่จะได้มีการจดทะเบียนหรือได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ไม่มีความประสงค์ที่จะจดทะเบียนไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดหรือว่าทั้งหมดของการเสนอขายหรือหลักทรัพย์ใด ๆ ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ในสหรัฐอเมริกา หรือดำเนินการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในสหรัฐอเมริกา ข้อความในเอกสารฉบับนี้ที่เป็นการคาดการณ์ของตลาดหรือแนวโน้มอุตสาหกรรมนอกเหนือจากที่เป็นข้อเท็จจริงในอดีต เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองในปัจจุบัน สมมติฐาน การประมาณการ อันมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน กรณีมิได้เป็นการรับประกันว่าเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่คาดการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงในสมมติฐานหรือปัจจัยต่าง ๆ อาจทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากการคาดการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ บุคคลใด ๆ ไม่ควรนำเอกสารฉบับนี้ไปใช้เพื่อเตรียมบทความสำหรับการเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา
  • All Around Plastics