“เอสซีจี เคมิคอลส์” หรือ SCGC มั่นใจในศักยภาพธุรกิจระยะยาว ยื่นไฟลิ่งเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายการเติบโตเสริมศักยภาพผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์แบบครบวงจร

“เอสซีจี เคมิคอลส์” หรือ SCGC มั่นใจในศักยภาพธุรกิจระยะยาว ยื่นไฟลิ่งเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายการเติบโตเสริมศักยภาพผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์แบบครบวงจร

วันที่: 27 เม.ย. 2565

บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ระดมทุนเสริมศักยภาพผู้นำด้านการผลิตเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน ชูศักยภาพเป็นผู้นำเพียงรายเดียวที่มีฐานการผลิตทั้งในไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน วางเป้าหมายขยายผลิตภัณฑ์กลุ่ม
พอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (GREEN POLYMER) พัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) มุ่งนำเสนอสินค้าและบริการตอบสนองอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ เดินหน้าโครงการ LSP คอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีแห่งแรกของประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งแรกของปี 2566

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC
 เปิดเผยว่า SCGC เป็น ผู้นำด้านการผลิตเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน” ที่มีประสบการณ์การดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์กว่า 40 ปี และบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) เพียงรายเดียวที่มีการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและขยายผลิตภัณฑ์กลุ่มพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (GREEN POLYMER) เป็น 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 พร้อมมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและโอกาสเติบโตที่ดี รวมถึงเน้นสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง โดยเน้น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์  การแพทย์และสุขภาพ และโซลูชันด้านพลังงาน เพื่อตอบสนองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก (Megatrends) และยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) เพื่อพัฒนานวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยแผนขยายการลงทุนโครงการต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมศักยภาพการขยายธุรกิจ ซึ่งจะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต”

“เรามีความมั่นใจในศักยภาพธุรกิจระยะยาว  ซึ่งความต้องการใช้สินค้าและนวัตกรรมเคมีภัณฑ์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์ที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน SCGC จึงเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อรองรับแผนการลงทุนที่จะสร้างการเติบโตในอนาคต” นายธนวงษ์ กล่าว

บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพอลิเมอร์ (polymer) ประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นสำหรับสินค้าที่มีอุปสงค์ขับเคลื่อนด้วยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก (Megatrends) เช่น การขยายตัวของเมือง ความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงาน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือกับลูกค้า มีการนำไปใช้งานต่าง ๆ ตั้งแต่สินค้าที่มีความแข็งแรงคงทนสำหรับการใช้งานในโครงสร้างพื้นฐาน บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ชิ้นส่วนที่ใช้ในกลุ่มยานยนต์ สินค้าและอุปกรณ์สำหรับกลุ่มการแพทย์และการดูแลสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทน โดยใช้ขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาที่ดีที่สุดของบริษัทฯ และความร่วมมือกับลูกค้ารายสำคัญ

ปัจจุบัน SCGC สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์โมโนเมอร์ต้นน้ำไปจนถึงผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ปลายน้ำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญเพื่อนำไปใช้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ (Olefins) พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) และเม็ดพีวีซี (PVC) รวม 6.9 ล้านตันต่อปี และบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผนึกกำลังร่วมกันระหว่างธุรกิจในกลุ่ม SCGC เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตที่ดี ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ทั้งนี้ SCGC อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการ LSP คอมเพล็กซ์ ปิโตรเคมี (Petrochemical Complex) แห่งแรกในประเทศเวียดนาม โดย Long Son Petrochemicals Co., Ltd. (LSP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGC ถือหุ้นร้อยละ 100 จะเพิ่มศักยภาพการผลิตในระดับภูมิภาค โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งแรกของปี 2566 ซึ่งจะทำให้ SCGC มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 เป็น 9.8 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ Chandra Asri Petrochemical (CAP) ผู้ดำเนินธุรกิจคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีแบบครบวงจรรายเดียวในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่ SCGC ถือหุ้นร้อยละ 30.57 ได้วางแผนขยายคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมี (โครงการ CAP 2) โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2569 ดังนั้น หลังจากการขยายกำลังผลิตในปี 2569 SCGC จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์ (Olefins) รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีส่วนแบ่งกำลังการผลิตโอเลฟินส์ (Olefins) ตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 15 และเป็นผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีส่วนแบ่งกำลังการผลิตพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ ร้อยละ 19

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์ต่าง ๆ ส่งผลให้มีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น เช่น ความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีน้ำหนักเบาเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การใช้นวัตกรรมเพื่อดูแลรักษาสุขภาพ การขยายตัวของเมือง การใช้พลังงานหมุนเวียน การดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น  SCGC จึงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุชนิดเดียวเพื่อรองรับการนำมารีไซเคิลได้ดียิ่งขึ้น โซลูชันโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่พัฒนาขึ้นเป็นรายแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2560 พร้อมทั้งได้เข้าลงทุนถือหุ้นร้อยละ 70 ในบริษัท Sirplaste-Sociedade Industrial de Recuperados de Plástico, S.A. (ซีพลาสต์) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงรายใหญ่ที่สุดในประเทศโปรตุเกส เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการรีไซเคิลพลาสติกและเพิ่มศักยภาพการตอบสนองเมกะเทรนด์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน SCGC มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการ ESG มุ่งเน้นความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เพื่อมุ่งสู่ “ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” โดยการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจนและวัดผลได้ เพื่อก้าวสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 ได้แก่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี 2573 (เทียบกับปี 2564 เป็นปีฐาน) ลดการใช้น้ำจากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2568 (เทียบกับปี 2557 เป็นปีฐาน) และลดการกำจัดของเสียให้ได้ร้อยละ 75 (เทียบกับปี 2557 เป็นปีฐาน) ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานในปี 2564 มีรายได้จากการขาย 238,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.3 จากปี 2563 และมีกำไรสุทธิ 43,164 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 129.4 จากปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากปริมาณและราคาขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนด้านการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ SCGC ยังประสบความสำเร็จจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้อายุ ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.75 ต่อปี ให้แก่ประชาชนทั่วไป มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อศักยภาพ SCGC  สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ช่วงไตรมาส ปี 2565 นั้น หากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน ยังไม่คลี่คลาย คาดว่าแนวโน้มราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบจะยังอยู่ในระดับสูง ซึ่ง SCGC ได้มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความคืบหน้าในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทฯ ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินจำนวน 3 ราย ประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทฯ คาดว่าจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 3,854,685,000 หุ้น (รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) อาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) โดยหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 25.2 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้น IPO เพื่อเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (Pre-Emptive Right) ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ผู้ลงทุนสถาบัน บุคคลที่มีความสัมพันธ์ และ/หรือ ผู้มีอุปการคุณของ SCGC และ/หรือ บริษัทย่อยของ SCGC และ/หรือ บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น และผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) (หากมี) โดยในเบื้องต้นบริษัทฯ คาดว่าจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ไปใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจในไทยและต่างประเทศ ชำระคืนเงินกู้ยืม และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของบริษัทฯ

__________________________
หมายเหตุ
การแจกจ่ายเอกสารฉบับนี้ไปยังประเทศหรือเขตอำนาจรัฐอื่น ๆ นอกจากประเทศไทย อาจเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ที่ได้รับเอกสารฉบับนี้ควรศึกษาและปฏิบัติตามข้อจำกัดทางกฎหมายนั้น ๆ เอกสารฉบับนี้ไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อการเผยแพร่ การตีพิมพ์ หรือการแจกจ่าย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในหรือไปยังสหรัฐอเมริกา

เอกสารฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้เข้าซื้อหลักทรัพย์ใด ๆ และไม่มีการเสนอขายหรือซื้อหลักทรัพย์ในประเทศหรือเขตอำนาจรัฐใดที่การเสนอขาย การชักชวนการเสนอซื้อ หรือการขายหลักทรัพย์นั้นขัดต่อกฎหมาย หลักทรัพย์ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ยังไม่ได้นำไปจดทะเบียนภายใต้กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ค.ศ.1933
 รวมทั้งที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ("กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา") หรือกฎหมายของรัฐใด ๆ ในสหรัฐอเมริกา และจะไม่มีการเสนอขายหรือการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา เว้นแต่จะได้มีการจดทะเบียนหรือได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ไม่มีความประสงค์ที่จะจดทะเบียนไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดหรือว่าทั้งหมดของการเสนอขายหรือหลักทรัพย์ใด ๆ ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ในสหรัฐอเมริกา หรือดำเนินการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในสหรัฐอเมริกา

ข้อความในเอกสารฉบับนี้ที่เป็นการคาดการณ์ของตลาดหรือแนวโน้มอุตสาหกรรมนอกเหนือจากที่เป็นข้อเท็จจริงในอดีต เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองในปัจจุบัน สมมติฐาน การประมาณการ อันมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน กรณีมิได้เป็นการรับประกันว่าเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่คาดการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงในสมมติฐานหรือปัจจัยต่าง ๆ อาจทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากการคาดการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ บุคคลใด ๆ ไม่ควรนำเอกสารฉบับนี้ไปใช้เพื่อเตรียมบทความสำหรับการเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา

SCGC เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ส่งต่อ Innovation That’s Real ให้วงการแพทย์

SCGC เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ส่งต่อ Innovation That’s Real ให้วงการแพทย์

วันที่: 13 พ.ค. 2565

โควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ มีการติดเชื้อค่อนข้างง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยค่อนข้างมาก“บางครั้งผู้ป่วยหลายท่านไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่ารับเชื้อมาแล้ว ทีมงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงต้องป้องกันด้วยPPE ต่าง ๆ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ที่ติดตั้งในเปลและรถเข็นผู้ป่วย”พี่ปุณณรัตน์ สรรพกิจชาญชัย หัวหน้างานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยสะท้อนภาพความเป็นจริงที่พบเจอทุกวัน แน่นอนว่า การป้องกันดีกว่าการรักษา ตั้งแต่เริ่มการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 เมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือSCGC ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ หรือ Mobile Isolation Unitเพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 โดยพัฒนาร่วมกับทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการระบาดระลอกแรก ทาง SCGC ได้พัฒนานวัตกรรมฯ หลายรูปแบบ โดยเน้นให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย และขนส่งไปยังพื้นที่ห่างไกลได้สะดวก เช่น แคปซูลสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งทางบก และทางอากาศ ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่สำหรับทำงานหัตถกรรมรักษาผู้ป่วย หรือห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นSCGC จึงร่วมหารืออย่างต่อเนื่องกับแพทย์ศิริราช เพื่อให้เข้าใจปัญหาของทีมแพทย์และผู้ป่วย จนกลายมาเป็น“นวัตกรรมป้องกันโควิด19 แบบเคลื่อนที่ 3 รุ่นล่าสุด”ซึ่งได้ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลศิริราชเพื่อใช้ป้องกันทีมบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยเพิ่มทวีคูณ… การป้องกันเชื้อฟุ้งกระจายยิ่งต้องให้ความสำคัญ นงนุช อิมทรัพย์ หัวหน้าหน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราชเล่าปัญหาที่พบว่า“ปัจจุบันนี้ หน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ของเรา พบผู้ติดเชื้อโควิด19 วันละ 2-3 ราย บางวันสูงสุดคือ 5 ราย แต่เรามีอุปกรณ์ป้องกันการฟุ้งกระจายเชื้อความดันลบไม่เพียงพอ หากเรามีอุปกรณ์นี้หลาย ๆ ตัวจะทำให้เราบริหารจัดการคนไข้กลุ่มเสี่ยงได้อย่างดีขึ้น” ขณะเดียวกัน เวลาที่เจ้าหน้าที่หรือหมอเวรต้องค้างคืนอยู่เวรนอนด้วยกัน ยิ่งในสภาพห้องที่เล็กและอากาศไม่ถ่ายเท ก็เสี่ยงติดโควิด 19 แต่หากใส่หน้ากากอนามัยนอนก็ยิ่งเพิ่มความอึดอัดหายใจไม่สะดวกน้องไดน่า วรเดชสิทธิชัยพยาบาลปฏิบัติการนวมินทรบพิตรฯ20 เหนือ โรงพยาบาลศิริราชเล่าความในใจว่า“รู้สึกกลัว ว่าเพื่อนร่วมงานในหอผู้ป่วยที่ทำงานร่วมกันเป็นโควิด19 แล้วเราจะเป็นไหม เพราะเราใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันใน Ward ถึงแม้เราจะมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่น เฟซชีลด์ หน้ากากอนามัย แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่ช่วงเวลาหนึ่งคือ เวลาพักผ่อน ต่อให้มีฉากกั้น เว้นระยะห่าง แต่อากาศในห้องมันไม่ระบาย ยังไงเราก็รู้สึกไม่ปลอดภัย” เข้าใจปัญหา ต่อยอดสู่นวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และรองผู้จัดการใหญ่New Business เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGCเปิดใจว่า“เราพูดคุยต่อเนื่องกับทางแพทย์ศิริราช มีการแยกแยะปัญหาที่ทางศิริราชยังพบอยู่ และสิ่งที่บุคลากรการแพทย์มีความต้องการจนกลายมาเป็นนวัตกรรมล่าสุด3 อย่างที่เราส่งมอบให้กับโรงพยาบาลศิริราชสำหรับปณิธานของSCGC คือต้องการพัฒนา Innovation That’s Real มุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันต่าง ๆ ที่แก้ปัญหาได้จริง เข้าถึงผู้คนได้จริง ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแพทย์และบุคลากร พร้อมช่วยให้ทุก ๆ ท่านที่เป็นนักรบเสื้อขาวของเราปลอดภัยแข็งแรง และปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น” สำหรับนวัตกรรมที่ทาง SCGC พัฒนาและมอบให้กับตัวแทนโรงพยาบาลศิริราช ได้แก่1) อุปกรณ์ครอบศีรษะป้องกันการฟุ้งกระจายเชื้อความดันลบ(Negative Pressure Isolation Hood)สำหรับป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อระหว่างรอการตรวจรักษา2)รถเข็นความดันลบ(Negative Pressure Isolation Wheelchair)ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย3) เต็นท์แยกป้องกันเชื้อความดันบวกแบบเคลื่อนที่(Positive Pressure Isolation Cocoon)เป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและพื้นที่ส่วนตัว โดยนวัตกรรม 3 รุ่นล่าสุดนี้ พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค ด้วยระบบปรับแรงดันอากาศพร้อมระบบกรองอากาศระดับ HEPA และแผ่นกรอง VAROGARD AC Filter เทคโนโลยีของ SCGC เคลือบสารยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รวมถึงเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการกรอง โครงสร้างถูกออกแบบให้ที่มีความแข็งแรง ทนทาน สามารถติดตั้งและถอดทำความสะอาดฆ่าเชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว ใกล้ชิด เห็นปัญหา ทำงานร่วมกัน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชเล่าลักษณะการทำงานให้ฟังว่า“จริง ๆ ศิริราชทำงานร่วมกับSCGC มานานกว่า 10 ปีแล้ว พอผมได้โจทย์มาจากอาจารย์แพทย์และพยาบาลที่ดูแลห้องแพทย์เวร ห้องตรวจ ห้องฉุกเฉินที่คนไข้มารอตรวจเป็นจำนวนมาก ผมก็นึกถึง SCGC เพราะเราเคยทำงานร่วมกัน ที่สำคัญคือ ลักษณะของการทำงานมันไม่ใช่เป็นลักษณะของการที่เราให้โจทย์ไปแล้วเอาคำตอบมา แต่เป็นการทำงานร่วมกัน ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พัฒนารูปแบบว่าจุดที่ต้องการจริง ๆ คืออะไร มีทางเลือกอย่างไร มีสิ่งอะไรที่จะทำให้มันดีขึ้น จนกระทั้งได้ Prototype ที่ 1, 2, 3 พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านการทดลอง ทดสอบมาหลายครั้งจนเป็นผลิตภัณฑ์ทุกวันนี้” ตราบใดที่โควิด 19 ยังคงอยู่ บุคลากรทางการแพทย์ยังต้องทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้ปลอดภัย SCGC พร้อมที่จะเดินเคียงข้างและร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยให้ทีมแพทย์และสังคมไทยผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปด้วยกันข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ติดต่อได้ที่medandwellness@scg.com
เอสซีจีซี ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม CIRCULAR MARK เป็นกลุ่มแรกของไทย จากนวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMERTM  ขับเคลื่อนเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน

เอสซีจีซี ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม CIRCULAR MARK เป็นกลุ่มแรกของไทย จากนวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMERTM ขับเคลื่อนเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน

วันที่: 6 พ.ค. 2565

กรุงเทพฯ – 6 พฤษภาคม 2565เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี ขับเคลื่อนธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ (SCGC GREEN POLYMER™) เม็ดพลาสติก HDPE จากเทคโนโลยี SMXTMและเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality Post-Consumer Resin: PCR) ผ่านการรับรอง CIRCULAR MARK เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย เป็นการรับประกันว่า มีการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้เกิดการหมุนเวียนของวัสดุ มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบบริหารจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียน มีคำแนะนำการใช้งาน ตลอดจนมีการรวบรวมและจัดการของเสียหลังหมดอายุการใช้งาน ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ช่วยสร้างความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมให้กับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นายนิวัฒน์ อธิวัฒนานนท์Technology & Product Development Director เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซีเปิดเผยว่า “เอสซีจีซี ได้พัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนภายใต้แบรนด์เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ (SCGC GREEN POLYMERTM) โดยเทคโนโลยี SMXTMคือหนึ่งในนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เรื่อง Reduce หรือ การลดใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน หรือ PE (Polyethylene) ที่มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น จนออกมาเป็นนวัตกรรมวัสดุที่ช่วยทำให้ลดความหนาของชิ้นงานลงได้ แต่ยังมีความแข็งแรงอยู่ดังเดิม ช่วยลดการใช้ทรัพยากร และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการขนส่งได้อีกทางหนึ่ง การผ่านการรับรอง CIRCULAR MARK ในครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน และการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการพัฒนาสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” เม็ดพลาสติก HDPE ที่ได้รับการรับรอง CIRCULAR MARK ล้วนเป็นเกรดที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SMXTMทั้งสิ้น ได้แก่ เกรด SMX551BU ใช้ผลิตถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ (IBC) ที่แข็งแรงพิเศษ ทนต่อสารเคมีได้ เกรด SX002J และ SX002JA สำหรับผลิตฝาขวดน้ำอัดลมที่เบาและบางลงได้ เกรด S111F ที่ใช้ผลิตฟิล์มเพื่อบรรจุภัณฑ์ในงานอุตสาหกรรมที่ต้องการความแข็งแรงและเหนียวเป็นพิเศษ เกรด S199F สำหรับผลิตฟิล์มในงานบรรจุภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค สามารถรับแรงกระแทกได้มากกว่าฟิล์มเกรดทั่วไป โดยทั้งหมดคือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (TPE) ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี และอีกหนึ่งนวัตกรรมจาก เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ (SCGC GREEN POLYMERTM) ที่ได้รับการรับรองในครั้งนี้คือ นวัตกรรมเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality PCR) ที่ตอบโจทย์เรื่อง Recycle หรือ การนำกลับมาใช้ใหม่ ผลิตโดยบริษัท ทีมพลาส เคมีคอล จำกัด คู่ธุรกิจด้านการรีไซเคิลพลาสติก ที่มีเครือข่ายในการรวบรวมขยะจากครัวเรือน รวมถึงนวัตกรรมด้านการรีไซเคิล และด้วยสูตรเฉพาะของเอสซีจีซี ทำให้สามารถเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้ว ให้กลายเป็นเม็ดพลาสติก PCR ชนิด HDPE คุณภาพสูง ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปสู่แหล่งที่มาของพลาสติกใช้แล้วที่ถูกนำมาใช้ได้ สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลกอย่าง Global Recycle Standard (GRS) นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ทดแทนเม็ดพลาสติกใหม่ได้ตั้งแต่ 25% – 100% ตอบโจทย์นโยบายความยั่งยืนของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ทั้งนี้ เอสซีจีซี มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ (SCGC GREEN POLYMER™) ประกอบด้วยโซลูชันพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ (1) REDUCE ลดการใช้ทรัพยากรและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (2) RECYCLABLE การออกแบบเพื่อให้รีไซเคิลได้ (3) RECYCLE การนำกลับมาใช้ใหม่ และ (4) RENEWABLE โซลูชันเพื่อให้เกิดพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และพลาสติกจากทรัพยากรหมุนเวียน ภายในงาน นายศุภศักดิ์ แก้ววิชิต ผู้จัดการส่วนผลิต HDPE บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด และนายณัฐกร อติชาดศรีสกุลรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือทีมพลาส เคมีคอล เป็นตัวแทนขึ้นรับประกาศนียบัตรดังกล่าว โดยเอสซีจีซี เป็น 1 ใน 30 บริษัทและ 376 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการรับรอง CIRCULAR MARK เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย โดยมีการพิจารณาข้อกำหนดที่ครอบคลุมประเด็นปัญหาการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง การเกิดขยะ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ โดยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ มุ่งเป้าส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หมุนเวียนในระบบเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดปริมาณขยะ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ ช่วยสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยและประชาคมโลก ____________________ เกี่ยวกับCIRCULAR MARK ​CIRCULAR MARK พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นเครื่องมือการตลาดผลิตภัณฑ์หมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์สินค้า และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมกับหน่วยงานภาคี ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่ม PPP Plastics
‘วินด์เซอร์’ เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่าง  เปิดตัวนวัตกรรม “WINDSOR Curtain Wall” สำหรับงานอาคารสูง  ตอบครบ จบทุกความต้องการเรื่องประตูหน้าต่าง

‘วินด์เซอร์’ เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่าง เปิดตัวนวัตกรรม “WINDSOR Curtain Wall” สำหรับงานอาคารสูง ตอบครบ จบทุกความต้องการเรื่องประตูหน้าต่าง

วันที่: 1 พ.ค. 2565

‘วินด์เซอร์’(WINDSOR)ผู้นำตลาดประตูหน้าต่างไวนิล ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี(SCGC)เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่าง รุกงานอาคารสูง ล่าสุด ในงานสถาปนิก’65 ได้เปิดตัวนวัตกรรม“WINDSOR Curtain Wall ระบบผนังกระจกไวนิลวินด์เซอร์”ตอบโจทย์งานออกแบบอาคารทั้งด้านฟังก์ชันการใช้งานและดีไซน์ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับงานอาคารหรือสำนักงานขนาดใหญ่ที่ต้องการความโอ่โถง สูงโปร่งเป็นพิเศษ หรือนำไปใช้งานติดตั้งเป็นบ้านกระจก (Glass House) หรือหลังคากระจก (Skylight) โดยยังคงคุณสมบัติเด่นของไวนิลวินด์เซอร์ที่ช่วยป้องกันการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ช่วยประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ครบครันทั้งโซลูชันประตูหน้าต่างสำหรับอาคารสูงทั้งในส่วนที่พักอาศัยและพื้นที่ส่วนกลาง โดยมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างครบวงจร เพื่องานที่ปลอดภัย และตรงตามความต้องการของลูกค้าทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน คุณอภิชาติ พรวรนันท์ ผู้จัดการธุรกิจ Profilesบริษัทนวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด ในเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี(SCGC)กล่าวว่า ““WINDSOR Curtain Wall หรือระบบผนังกระจกไวนิลวินด์เซอร์เป็นนวัตกรรมล่าสุดจาก แบรนด์ WINDSOR ด้วยระบบผนังกระจกไวนิลวินด์เซอร์จึงสามารถติดตั้งได้แม้เป็นอาคารสูง ซึ่งสามารถเพิ่มความสูงตามหน้างานได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างครบวงจร เพื่องานที่ปลอดภัย และตรงตามความต้องการของลูกค้าทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน” นอกจากนี้ ภายในงานฯ วินด์เซอร์ ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างไวนิล วินด์เซอร์ หลากสีสัน ทั้งลวดลายไม้ธรรมชาติ ด้วยสีไม้อ่อนอย่างสีทีค (Amber Teak) มอบอารมณ์เรียบหรู อบอุ่น หรือจะเป็นสีวอลนัท (Dark Walnut) มาในโทนสีไม้เข้ม ในสไตล์ทรอปิคอล และยังมีประตูหน้าต่างสีดำ (Brilliant Black) สีเทา (Modern Grey) และสีคลาสสิกอย่าง สีขาว (Glorious White) ให้ชมกันในงานอีกด้วย พร้อมทั้งยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยไปอีกขั้น ด้วย WINDSOR Advance Vinyl ไวนิลสูตรพิเศษเฉพาะของวินด์เซอร์ ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานในสภาวะอากาศร้อนชื้นสูงอย่างเมืองไทยโดยเฉพาะ รวมทั้งคุณสมบัติ Ultimate Protection ช่วยปกป้องสิ่งรบกวนภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการลดเสียงรบกวนได้ดีกว่าอะลูมิเนียมทั่วไปถึง 40% การป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าภายในตัวบ้าน รวมถึงลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร ช่วยประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบครบ จบทุกความต้องการเรื่องประตูหน้าต่างทั้งแนวราบและอาคารสูง เชิญสัมผัสประสบการณ์การใช้งานสินค้า พร้อมรับโปรโมชันพิเศษ ได้ที่บูทวินด์เซอร์ ในงานสถาปนิก’65 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี บูทหมายเลข S307 เสา 40 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2565 สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าและบริการจากวินด์เซอร์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.windsor.co.th Facebook:https://www.facebook.com/WindsorpageLine Official Account: @windsorofficial หรือhttps://lin.ee/pfrYE1aรวมถึงขอรับคำปรึกษาได้ที่เบอร์ 02 555 0333 E-mail:windsor@scg.comนอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ ของเอสซีจีได้ที่https://scgnewschannel.com/Facebook: scgnewschannel / Twitter:@scgnewschannelหรือ Line@:@scgnewschannel
เอสซีจีซี ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการรีไซเคิล ล่าสุด เปิดตัว “นวัตกรรมสารเคลือบชั้นฟิล์มป้องกันการซึมผ่านของอากาศ” ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิลให้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติก รับรองมาตรฐานสากลรายแรกในอาเซียน โดย RecyClass พร้อมตอบโจทย์ตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเพื่

เอสซีจีซี ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการรีไซเคิล ล่าสุด เปิดตัว “นวัตกรรมสารเคลือบชั้นฟิล์มป้องกันการซึมผ่านของอากาศ” ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิลให้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติก รับรองมาตรฐานสากลรายแรกในอาเซียน โดย RecyClass พร้อมตอบโจทย์ตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเพื่

วันที่: 18 เม.ย. 2565

กรุงเทพฯ – 18 เมษายน 2565เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในหลากหลายมิติ โดยมุ่งแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ล่าสุด เอสซีจีซี ได้เปิดตัว “นวัตกรรมสารเคลือบชั้นฟิล์มป้องกันการซึมผ่านของอากาศ” (Barrier Coating Technology) ช่วยให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน อาทิ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับอาหารแช่เย็น อาหารแช่แข็ง อาหารแห้ง และซองบรรจุภัณฑ์ชนิดเติมสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและน้ำยาทำความสะอาด สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเดิมบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้เมื่อผ่านการใช้งานแล้ว จะนำมารีไซเคิลได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากประกอบด้วยชั้นฟิล์มจำนวนหลายชั้น และมีวัสดุในแต่ละชั้นต่างชนิดกัน (Multi-Material) นวัตกรรมสารเคลือบชั้นฟิล์มฯ ดังกล่าวจะช่วยทดแทนการใช้วัสดุที่หลากหลายโดยเหลือเพียงพลาสติกประเภทเดียวกันทั้งชิ้นงาน (Mono-Material) จึงสามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคงคุณสมบัติในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายในได้ดีเหมือนเดิม ทั้งนี้ นวัตกรรมสารเคลือบชั้นฟิล์มของเอสซีจีซี ได้ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานสากลจากรีไซคลาส (RecyClass)ถือเป็นรายแรกในอาเซียน และพร้อมตอบโจทย์ตลาดบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซีเผยว่า “เอสซีจีซี ขับเคลื่อนองค์กรสู่ “ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” (Chemicals Business for Sustainability) โดยดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งนี้หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การพัฒนานวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามหลักเศรษกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการนำพลาสติกใช้แล้วหมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าใหม่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เช่น นวัตกรรมเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality Post-Consumer Recycled Resin: PCR) ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMER™ และล่าสุดที่เอสซีจีซีได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลจากรีไซคลาส (RecyClass) คือ นวัตกรรมสารเคลือบชั้นฟิล์มป้องกันการซึมผ่านของอากาศ ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนที่จำเป็นต้องใช้วัสดุหลายชนิดในการขึ้นรูปซึ่งรีไซเคิลได้ค่อนข้างยาก สามารถมีทางเลือกใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน นั่นคือ สามารถนำสารเคลือบชั้นฟิล์มฯ จากเอสซีจีซี ทดแทนวัสดุชั้นอื่นที่ทำหน้าที่ป้องกันการผ่านของอากาศ ทำให้บรรจุภัณฑ์นั้นผลิตจากพลาสติกประเภทเดียวกันทั้งหมด (Mono-Material) ช่วยให้การรีไซเคิลหลังการใช้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันยังคงคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ได้ดีเช่นเดิม ทั้งนี้ เอสซีจีซีพร้อมที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการ และเจ้าของแบรนด์ที่สนใจพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเพิ่มการรีไซเคิล และร่วมสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน” นายธนวงษ์ กล่าว ทั้งนี้ เอสซีจีซี มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์(SCGC GREEN POLYMER™)ประกอบด้วยโซลูชันพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ (1) REDUCE ลดการใช้ทรัพยากรและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (2) RECYCLABLE โซลูชันเพื่อเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากฟิล์มที่ประกอบด้วยชั้นของวัสดุหลายประเภท ให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์จากพลาสติก PE หรือ PP เพียงชนิดเดียวเพื่อให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) RECYCLE โซลูชันเพื่อนำพลาสติกใช้แล้วจากครัวเรือนมารีไซเคิลช่วยลดปริมาณขยะและลดการใช้ทรัพยากร และ (4) RENEWABLE โซลูชันเพื่อให้เกิดพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และพลาสติกจากทรัพยากรหมุนเวียน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ________________________ ​เกี่ยวกับRecyClass RecyClass เป็นองค์กรในยุโรปที่รับรองความสามารถในการรีไซเคิลและการตรวจสอบย้อนกลับของวัสดุรีไซเคิลสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยมีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ได้แนวปฏิบัติในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน ซึ่งมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของทวีปยุโรปอยู่อย่างสม่ำเสมอ
SCGC ปิดดีลซื้อหุ้น ซีพลาสต์ โปรตุเกส ลุยขยายกำลังการผลิตฝั่งยุโรป  พร้อมรับความเติบโตของตลาดพลาสติกรีไซเคิล

SCGC ปิดดีลซื้อหุ้น ซีพลาสต์ โปรตุเกส ลุยขยายกำลังการผลิตฝั่งยุโรป พร้อมรับความเติบโตของตลาดพลาสติกรีไซเคิล

วันที่: 7 เม.ย. 2565

กรุงเทพฯ – 7 เมษายน 2565เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) ตอกย้ำทิศทางบริษัทฯ ที่มุ่งสู่การเป็น “ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” ฉลองความสำเร็จในการปิดดีลซื้อหุ้นกว่าร้อยละ 70 ของบริษัท ซีพลาสต์ (Sirplaste) ผู้นำด้านพลาสติกรีไซเคิลในประเทศโปรตุเกส ผนึกกำลังเพิ่มกำลังการผลิตพร้อมปรับปรุงคุณภาพ เดินหน้ารุกตลาดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality Post-Consumer Recycled Resin: PCR) ในโปรตุเกสและยุโรป ภายใต้แบรนด์เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ (SCGC GREEN POLYMER™) รองรับความเติบโตของตลาดพลาสติกรีไซเคิลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของเอสซีจีซี ที่จะผลิตสินค้า เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 โดยเอสซีจีซี ได้ดำเนินการผ่านบริษัท SCG Chemicals Trading (Singapore) Pte, Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเอสซีจีซี ในการเข้าซื้อหุ้นกว่าร้อยละ 70 ของบริษัท Sirplaste-Sociedade Industrial de Recuperados de Plástico, S.A. (Sirplaste) เพื่อตอบรับการขยายตัวของตลาดพลาสติกรีไซเคิลในยุโรป และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โดยมีการใช้พลาสติกประเภทนี้เกือบ 3.7 ล้านตันในปี 2564 และคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี จะมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 10.6 ต่อปี (อ้างอิงข้อมูลจาก NexantECA) นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซี เผยว่า “การตัดสินใจลงนามในสัญญาซื้อหุ้นบริษัท ซีพลาสต์ (Sirplaste) ถือเป็นก้าวสำคัญของเอสซีจีซี ในการมุ่งสู่การเป็น “ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” โดยดำเนินการด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป็นหนึ่งในก้าวที่ยิ่งใหญ่สู่การบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของเอสซีจีซี ในการผลิตสินค้า เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ (SCGC GREEN POLYMER™) ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และยังเป็นการส่งเสริมให้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ เอสซีจีซี กรีนพอลิเมอร์ ได้ขยายตัวไปสู่ระดับนานาชาติอีกด้วย โดยซีพลาสต์ ถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติกรีไซเคิลของโปรตุเกส ที่ประกอบธุรกิจมายาวนานกว่า 40 ปี ทำให้สามารถต่อยอดแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีที่วิจัยร่วมกัน พร้อมทั้งยังสร้างโอกาสทางธุรกิจจากฐานลูกค้าเดิมของซีพลาสต์ ซึ่งมีทั้งในโปรตุเกสและประเทศต่าง ๆ ในยุโรป โดยมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตของซีพลาสต์ให้มากขึ้นจากปัจจุบัน 36,000 ตันต่อปี เพื่อตอบรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดพลาสติกรีไซเคิล” “นอกจากนี้ เอสซีจีซี ยังมีข้อได้เปรียบอย่างเม็ดพลาสติกที่ผลิตจากเทคโนโลยี SMX™ ที่มีความแข็งแรงมากกว่าเม็ดพลาสติกทั่วไป จึงสามารถนำมาต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพลาสติกรีไซเคิลได้อย่างมาก และเมื่อทั้งสององค์กรได้นำจุดเด่นของตนมาผสานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และเพิ่มโอกาสในการบุกตลาดยุโรปได้เหนือคู่แข่งรายอื่นอีกด้วย” นายธนวงษ์ กล่าว นายริคาโด เพอร์เรียรา กรรมการผู้จัดการใหญ่ซีพลาสต์ กล่าวว่า “เอสซีจีซี และซีพลาสต์ ต่างมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกัน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด การได้ดำเนินงานร่วมกันจะช่วยเพิ่มศักยภาพของพลาสติกรีไซเคิลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยซีพลาสต์ได้มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง ให้กับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกมาอย่างยาวนาน และมีการลงทุนกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย และยังผ่านการรับรองมาตรฐาน EuCertPlast ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรปที่รับรองแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้นผลิตจากพลาสติกใช้แล้วซึ่งมีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน ช่วยลดปัญหาขยะ และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพลาสติกใช้แล้ว สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและโลกใบนี้อย่างแท้จริง” การซื้อหุ้นของบริษัทซีพลาสต์ในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมทัพที่สำคัญให้กับธุรกิจของเอสซีจีซี ในด้านเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งนับเป็นหนึ่งสินค้าหลักภายใต้แบรนด์ เอสซีจีซี กรีน พอลิเมอร์ (SCGC GREEN POLYMER™) ที่ประกอบไปด้วยโซลูชันพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ (1) REDUCE ลดการใช้ทรัพยากรและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (2) RECYCLABLE โซลูชันเพื่อเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากฟิล์มให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) RECYCLE โซลูชันเพื่อนำพลาสติกใช้แล้วจากครัวเรือนมารีไซเคิลช่วยลดปริมาณขยะและลดการใช้ทรัพยากร และ (4) RENEWABLE โซลูชันเพื่อให้เกิดพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และพลาสติกจากทรัพยากรหมุนเวียน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เอสซีจีซี และ เอสซีจี มอบทองคำหนัก 20 บาท ร่วมยินดี ‘โปรจีน’ ‘โปรเมียว’ คว้าแชมป์แรกแอลพีจีเอ

เอสซีจีซี และ เอสซีจี มอบทองคำหนัก 20 บาท ร่วมยินดี ‘โปรจีน’ ‘โปรเมียว’ คว้าแชมป์แรกแอลพีจีเอ

วันที่: 29 มี.ค. 2565

เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี(SCGC) และเอสซีจี (SCG) ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ร่วมแสดง ความยินดีเป็นกำลังใจให้ ‘โปรจีน’ อาฒยา ฐิติกุล หลังคว้าแชมป์แรกในแอลพีจีเอทัวร์ รายการ JTBC Classic presented by Barbasol ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และ‘โปรเมียว’ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ ที่คว้าแชมป์แรกแอลพีจีเอทัวร์ ในรายการ “ISPS HANDA World Invitational” ที่ไอร์แลนด์เหนือ เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมอบทองคำหนักคนละ 10 บาท ให้โปรจีนและโปรเมียว รวมเป็นทองคำหนัก 20 บาท นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจีกล่าวว่า “เอสซีจีขอแสดงความยินดีกับโปรจีน และโปรเมียว ที่คว้าแชมป์แอลพีจีเอทัวร์มาครองได้สำเร็จ ด้วยเป้าหมายและความมุ่งมั่น ขอขอบคุณที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุข ผมเชื่อว่าโปรจีน และโปรเมียว จะประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้เช่นเดียวกับสองพี่น้อง โปรเม เอรียา และโปรโม โมรียา จุฑานุกาล ซึ่งจะนำความภาคภูมิใจมาให้คนไทยและแฟนกอล์ฟทั่วโลกได้อีกในอนาคต” นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี(SCGC)ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนเปิดเผยว่า “ทั้งโปรจีนและโปรเมียว เป็นตัวอย่างของเยาวชนไทยที่มีความฝัน และกล้าที่จะทำฝันให้เป็นจริง พร้อมจะฝ่าฟันทุกอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อ เอสซีจีซี ชื่นชมกับความสำเร็จนี้ และพร้อมเป็นกำลังใจให้โปรสาวไทยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในทุกการแข่งขัน ทั้งนี้ ‘โปรจีน’ อาฒยา ฐิติกุล วัย 19 ปี 25 วัน เป็นแชมป์อายุน้อยที่สุดของแอลพีจีเอทัวร์ในรอบ 6 ปี ย้อนกลับไปในปี 2017 โปรจีนในวัย 14 ปี 4 เดือน 19 วัน คว้าแชมป์รายการ Ladies European Thailand Championship โดยทำสถิติเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่คว้าแชมป์รายการอาชีพ และอีก 2 ปีต่อมายังคว้าแชมป์ รายการอาชีพ Ladies European Thailand Championship 2019 ในขณะที่เป็นนักกอล์ฟสมัครเล่นอีกด้วย และยังเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่เคยได้รางวัลมือหนึ่งของยูโรเปี้ยนทัวร์ด้วยวัย 18 ปี 9 เดือน 8 วัน ในปี 2020 โปรจีนได้เทิร์นโปร และคว้าตำแหน่งนักกอล์ฟมือ 1 ของไทย และแอลพีจีเอทัวร์ และเมื่อปีที่ผ่านมา ยังคว้ารางวัลมากมาย ได้แก่ รางวัลนักกอล์ฟมือหนึ่ง (Race to Costa del Sol) นักกอล์ฟดาวรุ่งยอดเยี่ยม (Rookie of the Year) และนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปีของเลดี้ส์ ยูโรเปี้ยน (Player of the Year) ​สำหรับโปรเมียว ปาจรีย์ อนันต์นฤการ เป็นนักกอล์ฟหญิงไทยคนที่ 5 ที่คว้าแชมป์แอลพีจีเอทัวร์ได้ จากรายการ ISPS Handa World Invitational 2021 และมีผลงานดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนโปรจีนเป็นนักกอล์ฟหญิงไทยคนที่ 6 ที่ได้แชมป์แอลพีจีเอทัวร์ เช่นเดียวกับ โปรเม’ เอรียา – ‘โปรโม’ โมรียา จุฑานุกาล ได้คว้าแชมป์แอลพีจีเอทัวร์มาให้คนไทยได้ภาคภูมิใจ ภายใต้การสนับสนุนของ เอสซีจี เอสซีจีซี เอสซีจีพี และ คอตโต้