เอสซีจี ร่วมกับ AEPW โชว์ผลการดำเนินงานปี 2020

เอสซีจี ร่วมกับ AEPW โชว์ผลการดำเนินงานปี 2020

วันที่: 16 ก.ย. 2563

นิวยอร์ก – 2 กันยายน 2563 Alliance to End Plastic Waste (AEPW) เผยแพร่สรุปผลการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมา ขับเคลื่อน 14 โครงการเรือธงในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และแอฟริกา พร้อมสนับสนุนอีก 55 โปรเจกต์ มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงานฉบับปี 2020 นี้ นำเสนอรายละเอียดและเนื้อหาสำคัญของโครงการต่าง ๆ ที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัทสมาชิกทั้งหมด 55 บริษัท โดยเอสซีจีเป็นสมาชิกหนึ่งเดียวจากประเทศไทยและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง AEPW ตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์กรฯ พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างห่วงโซ่คุณค่า (Cross-value Chain) ที่ประกอบไปด้วยบริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และผู้ประกอบการพลาสติก บริษัทผลิตสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค บริษัทผู้ค้าปลีก บริษัทแปรรูปสินค้า และบริษัทจัดการขยะ รวมถึงเน้นย้ำกลยุทธ์การดำเนินงานของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ที่ตั้งอยู่บนรากฐานที่สำคัญ 4 ด้าน นั่นคือ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนานวัตกรรม การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วม รวมทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ในรายงานฉบับนี้ ยังกล่าวถึงแผนการดำเนินงานของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ปี 2025 ที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันให้เกิดเมืองปลอดขยะพลาสติก (Zero Plastic Waste City) กว่า 100 แห่งทั่วโลก ส่งเสริมให้ชุมชนมีสุขภาวะที่ดีผ่านการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการจัดการขยะอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และเร่งระดมเงินทุนให้มากขึ้นถึง 5 เท่า เพื่อนำมาใช้สนับสนุนโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของรายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงานของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ฉบับปี 2020 สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.scgsustainability.com/wp-content/uploads/2020/09/PlasticWasteProgressReport.pdf

___________________

เอสซีจี เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) เมื่อปี 2019 โดยมีธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดงานเปิดตัวองค์กรฯ ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในประเทศไทย ร่วมกับ Dow และ SUEZ เมื่อเดือนสิงหาคมในปีเดียวกัน ภายในงานมีเวทีเสวนา ที่มุ่งเน้นการจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทร

เอสซีจี ร่วมกับ กลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) และชุมชนหนองแฟบ จัดงานกฐินลดโลกร้อน ประจำปี 2563 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีและกิจกรรมทางศาสนาของชุมชน

เอสซีจี ร่วมกับ กลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) และชุมชนหนองแฟบ จัดงานกฐินลดโลกร้อน ประจำปี 2563 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีและกิจกรรมทางศาสนาของชุมชน

วันที่: 10 ต.ค. 2563

ระยอง - 10 ตุลาคม 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับกลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) จำกัด เทศบาลเมืองมาบตาพุด และชุมชนหนองแฟบ จัดงานกฐินสามัคคี ประจำปี 2563 โดยจัดเป็น ‘กฐินลดโลกร้อน’ ซึ่งให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะภายในงานเป็นการช่วยลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อช่วยลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมกิจกรรมทางด้านศาสนาและสืบสานประเพณีที่มีมายาวนาน โดยในงานมีผู้บริหารจากธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และกลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) ร่วมทำบุญและแห่องค์กฐิน นำโดย นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นายชลณัฐ ญาณารณพ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี, นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี, นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และนายสุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานจากธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และกลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) นำโดย นายสุทิน ประไพตระกูลผู้จัดการฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ นายนารินทร์ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และรัฐกิจสัมพันธ์ พร้อมด้วยสมาชิกชุมชนหนองแฟบ นำโดยนายอิทธิ แจ่มแจ้ง ประธานชุมชนหนองแฟบ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน ณ วัดหนองแฟบ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โดยธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และกลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) จำกัด ตลอดจนผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมสนับสนับสนุนปัจจัยในงานทอดกฐินครั้งนี้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,029,685 บาท สำหรับการจัดงานทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้เป็น ‘กฐินลดโลกร้อน’ โดยภาชนะที่นำมาใส่อาหารสำหรับผู้ที่มาร่วมทำบุญและร่วมกิจกรรมในวันทอดกฐินนั้นจะเป็นภาชนะที่ใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก งดการนำโฟมหรือภาชนะที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งมาใส่อาหาร และเนื่องด้วยหนองแฟบเป็นหนึ่งในวัดที่ได้เข้าร่วมโครงการ ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ ของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ภายในวัดจะมีถังคัดแยกขยะประเภทต่าง ๆ คัดแยกขยะเปียก แห้ง ตลอดจนคัดแยกตามประเภทของวัสดุเพื่อง่ายต่อการนำกลับมารีไซเคิล เพื่อลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง ปริมาณการฝังกลบลดลง ไม่มีการหลุดรอดของขยะออกสู่สิ่งแวดล้อม เมื่อลดปริมาณขยะก็สามารถลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนได้
เอสซีจี ร่วมผนึกกำลังพันธมิตร Big Brothers  จัดงานตลาดปันสุข เทศกาลความสุขคนระยอง ปีที่ 3

เอสซีจี ร่วมผนึกกำลังพันธมิตร Big Brothers จัดงานตลาดปันสุข เทศกาลความสุขคนระยอง ปีที่ 3

วันที่: 3 ต.ค. 2563

ระยอง - 3 ตุลาคม 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นำโดย นายไพศาล เล็กสกุลไชย กรรมการผู้จัดการ บริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด พร้อมด้วย นางสาวน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม ร่วมพิธีเปิดและแถลงข่าวงานตลาดปันสุข เทศกาลความสุขคนระยอง ปีที่ 3 โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างจังหวัดระยอง และเครือข่ายพันธมิตร 12 องค์กร ได้แก่ เอสซีจี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาระยอง สมาคมเพื่อนชุมชน บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย บริษัทวีนิไทย จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร้านภัทรพัฒน์ (มูลนิธิชัยพัฒนา) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จัดงานแถลงข่าว “ผนึกกำลัง Big Brothers ตลาดปันสุข เทศกาลความสุขคนระยอง ปีที่ 3” ภายใต้ชื่อ “ตลาดปันสุข” โดยชุมชนจังหวัดระยอง เป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนนำสินค้ามาออกร้านที่เซ็นทรัล พลาซา ระยอง ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งในครั้งแรกของปีนี้เริ่มระหว่าง 2-8 ตุลาคม 2563 ณ ลานโปรโมชั่น 1 โซนหน้า (PD) ในตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายได้สนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้จากการผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการ โดยมีเป้าหมายของกิจการที่ชัดเจนในการนำรายได้และกำไรไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ กิจกรรมทางการศึกษา สิ่งแวดล้อม การปลูกป่า ความยากจน ยาเสพติด คุณภาพชีวิต เป็นต้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการพัฒนาชุมชนในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social enterprise, SE) ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในจังหวัดระยอง เป็นการยกระดับชุมชนให้มีความมั่นคง ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำและลดการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยภาคเอกชนทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง หรือ Big Brothers” สนับสนุนในเรื่องของความพร้อมและความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร วิชาการ เทคโนโลยี และการสนับสนุนด้านงบประมาณ บนพื้นฐานของความพร้อม ศักยภาพ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา ของชุมชน และได้เห็นรอยยิ้มและแววตาของความสุขของชุมชนที่เข้าร่วม เครือข่ายพันธมิตร 12 องค์กร เห็นว่า “ประเทศไทยควรใช้ Social Enterprise เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาตนเองและเป็นแม่แบบสำหรับชุมชนในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ”
SCG ร่วมกับ AVEVA ลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาดิจิทัลโซลูชันสำหรับการจัดการโรงงานอุตสาหกรรม

SCG ร่วมกับ AVEVA ลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาดิจิทัลโซลูชันสำหรับการจัดการโรงงานอุตสาหกรรม

วันที่: 28 ก.ย. 2563

กรุงเทพฯ - 28 กันยายน 2563 นายเจริญชัย ประเทืองสุขศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัทระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด ลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนา Digital Reliability Platform กับ AVEVA ผู้นําโลกด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์สำหรับงานอุตสาหกรรมโดยมี Dr. Ravi Gopinath, Chief Cloud Officer and Chief Product Office, AVEVA ประเทศสิงคโปร์ ลงนามร่วมผ่านการเซ็นสัญญาแบบ Virtual ภายในงานมีนายมงคล เฮงโรจนโสภณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และผู้บริหารจาก AVEVA ทั้งในและต่างประเทศร่วมแสดงความยินดี ความร่วมมือพัฒนา Digital Reliability Platform ครั้งนี้ เพื่อพัฒนาโซลูชันด้านการจัดการโรงงานอุตสาหกรรมแบบ end to end โดยนำดิจิทัลมาใช้เพื่อความแม่นยำ และรวดเร็ว ซึ่งพร้อมนำสู่ตลาดเพื่อให้บริการลูกค้าที่ต้องการปรับปรุงการบริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรแบบครบวงจร (Asset Performance Management หรือ APM) Digital Reliability Platform หรือ DRP ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลการทำงานของเครื่องจักร วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร และสามารถแจ้งเตือนเมื่อเครื่องจักรมีแนวโน้มที่จะเกิดความผิดปกติ รวมถึงแนะนำวิธีการแก้ไข และคาดการณ์อายุการใช้งาน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปแก้ไข และวางแผนการจัดการได้ทันท่วงที ช่วยลดความสูญเสีย และความเสียหายที่เกิดจากการที่ต้องหยุดการทำงานของเครื่องจักรแบบฉุกเฉินลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอสซีจี รับรางวัลธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ธงขาว-ดาวเขียว และ ธงขาว-ดาวทอง) ประจำปี 2563 จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เอสซีจี รับรางวัลธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ธงขาว-ดาวเขียว และ ธงขาว-ดาวทอง) ประจำปี 2563 จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

วันที่: 25 ก.ย. 2563

ระยอง - 25 กันยายน 256311 บริษัทในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เข้ารับรางวัลโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ประจำปี 2563 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัลแก่บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ที่อยู่ในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ณ ห้องประชุมสมเจตน์ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอ' โดยบริษัทที่ได้รับรางวัลธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยยอดเยี่ยม (ธงขาว-ดาวเขียว และธงขาว-ดาวทอง) ได้แก่ บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (site 1) บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (site 3) บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (site 7) บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด บริษัทไทยเอ็มเอฟซี จำกัด บริษัทไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด บริษัทแกรนด์ สยาม คอมโพสิต จำกัด บริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด บริษัทระยอง เทอร์มินัล จำกัด บริษัทมาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด และ บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ โครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย มีหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลใน 13 ด้าน ได้แก่ การจัดการพื้นที่สีเขียว ระบบระบายน้ำ การส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน การจัดการน้ำ การจัดการกากอุตสาหกรรมและลดปริมาณของเสีย การจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการไอระเหยของสารเคมี (เฉพาะโรงงานที่มีสาร VOC) ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน การจัดการอุบัติเหตุและอุบัติภัย ข้อร้องเรียนที่มีต่อโรงงานฯ นั้น ๆ คุณภาพชีวิตและสังคมของพนักงานในโรงงาน คุณภาพชีวิตและสังคมของชุมชนโดยรอบ และการบริหารจัดการโรงงาน
RIL Industrial Estate of Chemicals Business, SCG, Certified Eco-World Class for 2 Years in a Row, Moving Towards Advancing Industrial Real Estate to Improve Communities' Quality of Life and Environment

RIL Industrial Estate of Chemicals Business, SCG, Certified Eco-World Class for 2 Years in a Row, Moving Towards Advancing Industrial Real Estate to Improve Communities' Quality of Life and Environment

วันที่: 24 ก.ย. 2563

กรุงเทพฯ - 24 กันยายน 2563 บริษัทอาร์ไอแอล 1996 จำกัด ได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-World Class ระดับสูงสุดด้วยคะแนนสูงสุด จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นนิคมฯ แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน ตอกย้ำความเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมที่ใส่ใจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีพี่อิ๊ว สุวิทย์ วิศิษฏ์วรณัฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอาร์ไอแอล 1996 จำกัด และนายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม ร่วมดำเนินงานกลุ่มมาบตาพุด เป็นตัวแทนรับประกาศเกียรติคุณ จาก ดร.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในงานสัมมนาวิชาการ “ECO Innovation Forum 2020” ที่ไบเทค บางนา นายสุวิทย์ วิศิษฏ์วรณัฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอาร์ไอแอล 1996 จำกัด กล่าวว่า “ที่ผ่านมาโรงงานภายในนิคมฯ อาร์ไอแอล ได้รับการรับรองเป็น Eco-Factory ทุกโรงงาน 100% และมีโรงงาน ปิโตรเคมีได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 (ระดับสูงสุด) ถึง 2 โรงงาน ด้วยการดำเนินงานเป็นเครือข่าย จึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสม่ำเสมอระหว่างเอสซีจีและจีซี ผนวกกับมีเทคโนโลยีเพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เป็นสากล มีการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน และให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่ม ภายในงานยังมี 4 โรงงานในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้แก่ บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด ได้รับประกาศเกียรติคุณในการสนับสนุนข้อมูลและส่งเสริมให้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้รับรองเป็น Eco-World Class ในปีนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการร่วมกันส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนได้ก้าวสู่การพัฒนาที่ให้ความสมดุลในการดำเนินธุรกิจ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตในสังคม และการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อไปสู่การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน การรับรองนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ECO-Champion ระดับที่ 2 ECO-Excellence และระดับที่ 3 ECO-World Class (ระดับสูงสุด) และโรงงานสนับสนุนข้อมูลการดำเนินงานพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมทั้งการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย โรงงานเชิงนิเวศ (Eco Factory) อีกด้วย
‘คุ้มค่า’ (KoomKah) เดินหน้าลุยจังหวัดเลย อบรมและติดตั้งเว็บแอปพลิเคชันให้กับผู้แทนอปท.และชุมชนกว่า 101 แห่ง

‘คุ้มค่า’ (KoomKah) เดินหน้าลุยจังหวัดเลย อบรมและติดตั้งเว็บแอปพลิเคชันให้กับผู้แทนอปท.และชุมชนกว่า 101 แห่ง

วันที่: 23 ก.ย. 2563

เลย - 23 กันยายน 2563ทีมงาน ‘คุ้มค่า’ (KoomKah) ได้รับเชิญจาก สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเลย ให้เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และวิธีการใช้งานเว็บแอปพลิเคชัน ‘คุ้มค่า’ (KoomKah) ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมการนำแอปพลิเคชันกับกิจกรรมธนาคารวัสดุรีไซเคิลและตลาดนัดรีไซเคิลจังหวัดเลย ซึ่งเป็นจังหวัดระดับกลางที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ “จังหวัดสะอาด” 2 ปีซ้อน พ.ศ. 2561 และ 2562 โดยผู้เข้ารับการอบรมป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้แทนชุมชน กว่า 101 แห่ง นายโสภณ สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า “การอบรมในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะในชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เข้ากับยุคสมัยของผู้บริโภคในปัจจุบันมาปรับใช้ ให้มีการจัดเก็บข้อมูลปริมาณวัสดุรีไซเคิลได้อย่างเป็นระบบ สามารถเรียกดูข้อมูลในรูปแบบรายงานได้อย่างรวดเร็ว และจัดเก็บข้อมูลร้านรับซื้อและชุมชนที่มีการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เว็บแอปพลิชัน “คุ้มค่า” พัฒนาโดยธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ซึ่งเป็นโซลูชันด้านดิจิทัลแบบครบวงจร เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารขยะสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้เกิดกระบวนการรีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และยังช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย ปัจจุบันถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งในระดับธนาคารขยะที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก หน่วยงานภายในชุมชน สถานศึกษา ห้างร้าน หรือโครงการต่าง ๆ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่กำลังจะนำไปปรับใช้อย่างนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ผู้ที่สนใจ ‘คุ้มค่า’ (KoomKah) สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก : KoomKah และไลน์ : @KoomKah