เอสซีจี จัดงาน “SD Day 2019” ขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดตัวโครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” ผนึกพลังเครือข่ายความร่วมมือสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ใน จ.ระยอง

เอสซีจี จัดงาน “SD Day 2019” ขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดตัวโครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” ผนึกพลังเครือข่ายความร่วมมือสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ใน จ.ระยอง

วันที่: 29 พ.ย. 2562

ระยอง – 29 พฤศจิกายน 2562ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดงาน SD Day 2019 (Sustainable Development Day 2019) ภายใต้แนวคิด “Circular Economy หมุนเวียนกลับมาใช้ให้คุ้มค่า ร่วมมือกัน สร้างชุมชนยั่งยืน” ถ่ายทอดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทาง ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรม ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก เพื่อลดปริมาณขยะออกสู่สิ่งแวดล้อม พร้อมผนึกพลังเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดระยองอย่างยั่งยืน โดยเปิดตัวโครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” ภายใต้โมเดลการจัดการขยะในชุมชนที่เชื่อมต่อ “บ้าน–วัด–โรงเรียน–ธนาคารขยะ” นำแอปพลิเคชัน “คุ้มค่า” ของเอสซีจี มาช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิล และลดปริมาณขยะฝั่งกลบ โดยมีชุมชนระยองและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมงานกว่า 1,100 คน และได้รับเกียรติจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายยุทธพล องอาจอิทธิชัย เป็นประธานในพิธี นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่การผลิต การใช้ และการวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ (Make – Use – Return) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรของโลกได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการนำทรัพยากรมาใช้ใหม่ได้มากยิ่งขึ้น คือ การบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทาง มีการคัดแยกขยะ และทิ้งให้ถูกที่ โดยไม่หลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมและแม่น้ำลำคลอง “การบริหารจัดการขยะบกตั้งแต่ต้นทาง นอกจากจะได้วัสดุกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่แล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะในบ่อฝังกลบและขยะที่หลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อม เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ถือเป็นการแก้ไขปัญหาขยะทะเลที่ตรงจุด เนื่องจากขยะทะเลส่วนใหญ่เกิดจากการหลุดรอดของขยะจากบกถึงร้อยละ 80 นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดเก็บ ขนส่งและกำจัดขยะของภาครัฐ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้ที่คัดแยก ในขณะเดียวกันยังช่วยประหยัดพลังงานในการผลิต ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น” นายธนวงษ์กล่าว เอสซีจี ได้พัฒนา “บางซื่อโมเดล” ซึ่งเป็นโมเดลการบริหารจัดการขยะภายในสำนักงานใหญ่ เอสซีจี โดยเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจแก่พนักงาน และส่งเสริมพฤติกรรม “ใช้ให้คุ้ม” “แยกให้เป็น” และ “ทิ้งให้ถูก” โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การแยกขยะเปียกออกจากขยะแห้ง และแยกตามประเภทวัสดุ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขยะและสามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์ได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งนำระบบดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารจัดการ รวบรวม และคัดแยกขยะ โดยพัฒนาแอปพลิเคชัน “คุ้มค่า” เพื่อช่วยให้ผู้รับขยะหรือธนาคารขยะทำงานได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยแต่ละเดือนสามารถเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิลจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 45 ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 50 จากความสำเร็จของบางซื่อโมเดล เอสซีจีได้ขยายผลการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางสู่ชุมชนรอบโรงงานของเอสซีจี เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชุมชนบ้านรางพลับ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะสู่บ่อฝังกลบจนเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการชุมชนปลอดขยะ ปี 2562 จัดโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงชุมชน ต.บ้านสา และ ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง โรงเรียนและชุมชนมดตะนอย ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง และโรงเรียนและชุมชนรอบบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น สำหรับจังหวัดระยองซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและได้รับเลือกเป็นพื้นที่นำร่องด้านการบริหารจัดการขยะ โดยกลุ่มโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastic) ซึ่งธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นอกจากจะมีส่วนร่วมในการจัดตั้งโมเดลที่บ้านวังหว้า อ.แกลง แล้ว ล่าสุด ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังได้ร่วมกับจังหวัดระยอง เปิดตัวโมเดลการจัดการขยะภายในชุมชนที่เชื่อมโยงกันระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน และธนาคารขยะชุมชน ภายใต้โครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิล และลดปริมาณการฝังกลบขยะ โดยฉพาะอย่างยิ่งในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง “โครงการ ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” เกิดจากความร่วมมือระหว่างเอสซีจี ภาครัฐ และชุมชน เพื่อหาโมเดลที่เหมาะกับการจัดการขยะในพื้นที่ โดยพบว่าจังหวัดระยองมีปริมาณขยะสูงถึง 306,000 ตัน แต่นำไปรีไซเคิลเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น หากชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างถูกวิธี เชื่อมั่นว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิลได้อย่างแน่นอน” นายธนวงษ์กล่าว สำหรับโครงการ ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ ได้เริ่มทดลองใช้ใน 3 ชุมชนนำร่อง ได้แก่ ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ และชุมชนเขาไผ่ โดยมีชุมชนร่วมโครงการนำร่องกว่า 80 ครัวเรือน ซึ่งในระยะเริ่มต้นสามารถนำขยะสู่การรีไซเคิลได้กว่า 6,500 กิโลกรัม ซึ่งในปี 2563 มีแผนจะเพิ่มจำนวนอีก 700 ครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นอีก 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนอิสลาม ชุมชนวัดชากลูกหญ้า และชุมชนมาบชลูด-ชากกลาง โดยเอสซีจีจะส่งเสริมผู้นำชุมชนและธนาคารขยะชุมชนในการจัดการขยะอย่างยั่งยืนต่อไป “การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งสำคัญคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม ซึ่งเอสซีจีพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในผู้ขับเคลื่อน และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์และยั่งยืน” นายธนวงษ์กล่าวในตอนท้าย นายยุทธพล องอาจอิทธิชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า “จากการจุดประกายของเอสซีจี ทำให้ชาวระยองได้เริ่มรู้จักกับ “หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนให้กับชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สำหรับโครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” โมเดลการจัดการขยะโดยเอสซีจีร่วมกับจังหวัดระยอง และชุมชน ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือร่วมใจของพวกเรา ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน และธนาคารขยะ รวมไปถึงเทศบาล ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ทั้งในจังหวัดระยองและพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ” ทั้งนี้ ภายในงาน SD Day 2019 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้จัดเสวนาเรื่อง “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” รวมพลังความร่วมมือ เปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า โดยมี พระมหานักรบ อัคคธัมโม เจ้าอาวาสวัดโขดหิน คุณถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองมาบตาพุด ผอ.บุษบา ธนาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 และคุณภิรมย์ ชาลวัลย์ ประธานชุมชนและตัวแทนธนาคารขยะชุมชนเขาไผ่ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นอกจากนี้ ยังได้นำตัวอย่างความสำเร็จของบางซื่อโมเดล การให้ความรู้ชนิดของพลาสติกและการคัดแยกขยะเพื่อให้ขายได้ราคาดี ตลอดจนโครงการความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนต่าง ๆ มานำเสนอแก่ชุมชนและผู้ร่วมงาน อาทิ โครงการทุ่นกักขยะลอยน้ำ และ หุ่นยนต์เก็บขยะลอยน้ำ 4.0 โดยความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อลดการรั่วไหลของขยะจากแม่น้ำลงสู่ทะเล โครงการ “Recycled Plastic Road” โดยร่วมมือกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย พัฒนาต้นแบบถนนเส้นแรกที่นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล จ.ระยอง และขยายสู่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และโครงการหมู่บ้านจัดสรรของเอสซี แอสเสท โครงการ “Greenovative Lube Packaging” โดยร่วมมือกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำแกลลอนใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเพื่อขึ้นรูปเป็นแกลลอนใหม่ และความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่มประมงพื้นบ้าน ดำเนิน “โครงการบ้านปลา” เพื่อเปลี่ยนท่อ PE100 ที่เหลือจากกระบวนการทดสอบขึ้นรูป และต่อยอดด้วยการรวบรวมพลาสติกเหลือใช้ที่พบบริเวณชายหาดและแหล่งชุมชน เช่น ฝาขวดน้ำ ถุงพลาสติกหูหิ้ว มาเป็น “บ้านปลารีไซเคิล” เป็นต้น SD Day (Sustainable Development Day) เป็นกิจกรรมที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดขึ้นที่จังหวัดระยองเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึก รวมถึงสร้างความตระหนักในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทั้งนี้ ได้จัดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2548
เอสซีจี จับมือ มหิดล เปิดศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center”

เอสซีจี จับมือ มหิดล เปิดศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center”

วันที่: 7 พ.ย. 2562

กรุงเทพฯ – 7 พฤศจิกายน 2562ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center” เพื่อวิจัยและพัฒนา “นวัตกรรมพอลิเมอร์ชนิดพิเศษ” จากสารเร่งปฏิกิริยาที่ช่วยให้พลาสติกรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เร่งตอบโจทย์ตลาดโลกที่ต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อความยั่งยืน นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เปิดเผยว่า ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ HVA (High Value Added) โดยเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2561 ได้ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากว่า 2,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.1 ของรายได้จากการขายของธุรกิจเคมิคอลส์ ส่งผลให้ยอดขายสินค้า HVA มีมากถึงร้อยละ 53 มีสิทธิบัตรรวมทั้งสิ้นกว่า 1,200 ฉบับ เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากปีที่ผ่านมา โดยมีทิศทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เน้นให้วัสดุมีความแข็งแรงทนทาน (Durability) สามารถรีไซเคิลได้ง่าย (Recyclability) และมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ง่ายยิ่งขึ้น “สำหรับความร่วมมือระหว่างเอสซีจี และภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการจัดตั้งศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center” ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมกันพัฒนา “นวัตกรรมพอลิเมอร์ชนิดพิเศษ” จากสารเร่งปฏิกิริยาที่ช่วยให้พลาสติกรีไซเคิลง่ายขึ้น สามารถนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ เช่น สารที่ทำให้ชั้นฟิล์มทุกชั้นเป็นวัสดุชนิดเดียวกัน (Mono-Material Packaging) เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพและเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีมีสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น” รศ. ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของวงการวิจัยระดับชาติแบบ Public-Private Partnership แล้ว ยังเป็นการร่วมกันสร้างผู้เชี่ยวชาญและนวัตกรรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับประเทศ ผ่านโปรแกรมการศึกษาที่มาจากการทำงานร่วมกัน ถือเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ที่ประสานความเข้มแข็งขององค์กรพันธมิตรเข้าด้วยกัน ซึ่งนักศึกษาจะมีโอกาสในการร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในโครงการดังกล่าวกับนักวิจัยของศูนย์ฯ ด้วย ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดูแลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวว่า “ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 โดยในปีนี้ ได้จัดตั้งศูนย์วิจัย “SCG – MUSC Innovation Research Center” ขึ้น ณ ตึกเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินงานวิจัย โดยใช้องค์ความรู้พื้นฐานด้านเคมีและเครื่องมือวิเคราะห์โครงสร้างเคมีขั้นสูงจากภาคการศึกษา ผสมผสานกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากเอสซีจี ในการขยายผล (scale up) และการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน” ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและมหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ จะช่วยจุดประกายให้ทุกภาคส่วนและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ในประเทศให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาที่ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งยังช่วยส่งเสริมงานวิจัยเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ธุรกิจและโลกเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
เอสซีจี โชว์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนที่งาน K2019 เมืองดุสเซลดอร์ฟ เยอรมนี

เอสซีจี โชว์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนที่งาน K2019 เมืองดุสเซลดอร์ฟ เยอรมนี

วันที่: 28 ต.ค. 2562

ดุสเซลดอร์ฟ, เยอรมนี –24 ตุลาคม 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนา มุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเปิดตัวพลาสติกเกรดพิเศษที่สามารถเพิ่มสัดส่วนรีไซเคิล โดยยังคงคุณสมบัติการใช้งาน ช่วยลดการใช้พลาสติกและทรัพยากร ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่เน้นความยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเจ้าของแบรนด์สินค้าและลูกค้า ล่าสุด ระดมนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนออกแสดงในงาน K2019 งานแสดงนวัตกรรมพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ประเทศเยอรมนี นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added) หรือ HVA เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของเอสซีจี ซึ่งมีงานวิจัยและพัฒนาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยในปี 2561 เอสซีจีได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 4,600 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจเคมิคอลส์ ได้ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากว่า 2,400 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 53 ของเอสซีจี และคิดเป็นร้อยละ 1.1 ของรายได้จากการขายของธุรกิจเคมิคอลส์ มีบุคลากรด้าน R&D กว่า 690 คน ปัจจุบันมีสิทธิบัตรรวมทั้งสิ้นกว่า 1,200 ฉบับ เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีแนวทางการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนาในหลายรูปแบบ ได้แก่ การคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง การร่วมมือกับคู่ค้าในเชิงลึกเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เป็นต้น ส่งผลให้ยอดขายสินค้า HVA มีมากถึงร้อยละ 53 ในปี 2561 สำหรับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนนั้น ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีนโยบายลดสัดส่วนการผลิตเม็ดพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียว (single-use) มาอย่างต่อเนื่อง โดยลดจากร้อยละ 46 ในปี 2551 และมีเป้าหมายลดลงเหลือร้อยละ 20 ภายในปี 2563 ขณะเดียวกันได้เพิ่มสัดส่วนเม็ดพลาสติกประเภทคงทน (durable plastic) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้า HVA โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากจะเป็นโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเจ้าของแบรนด์สินค้าและลูกค้าแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีกว่าวัสดุประเภทอื่น ๆ อีกด้วย นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนมาจัดแสดงในงานนิทรรศการ K2019 ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมสินค้าพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกและองค์กรสถาบันชั้นนำระดับโลกกว่า 3,300 ราย มาร่วมจัดแสดง ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการกำหนดแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรมพลาสติกและยาง ทั้งนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำแนวคิด “Passion for a Better World” มาเป็นคอนเซ็ปต์ของบูท ซึ่งเรามั่นใจว่า นวัตกรรมพลาสติกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เราคัดสรรมาจัดแสดงในครั้งนี้ จะเป็นโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน สำหรับไฮไลท์ที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนจากเทคโนโลยี SMX™ ของเอสซีจีที่มีความโดดเด่นด้านความแข็งแรง สามารถลดความหนาของชิ้นงาน ทำให้ลดการใช้เม็ดพลาสติกโดยยังคงคุณสมบัติการใช้งานเดิม นำมาใช้กับงานได้หลากหลายชนิด เช่น SMX™ 551BU เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนสำหรับถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ (IBC) SCG™ HDPE S111F เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ประเภทฟิล์มที่มีความยืดหยุ่น สามารถทนต่อแรงกระแทกและแรงเจาะทะลุได้ดีเป็นพิเศษ และ SCG™ HDPE SX002JA เม็ดพลาสติกสำหรับผลิตฝาน้ำอัดลม รุ่นน้ำหนักเบาและใช้วัสดุน้อยลงแต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี SMX™ ของเอสซีจี มาพัฒนาท่อก๊าซ ท่อเหมือง และท่อที่รับแรงดันสูงในอนาคตอีกด้วย ประเด็นที่น่าสนใจของงานในปีนี้อีกประเด็นหนึ่ง คือ แนวโน้มของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เน้นการนำกลับมา รีไซเคิลได้ทั้งหมด ซึ่งในงาน K2019 ครั้งนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีได้นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมที่สามารถทดแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท Flexible Packaging ที่ประกอบด้วยชั้นฟิล์มหลายชั้นประกบกัน ซึ่งยากต่อการนำมารีไซเคิล โดยเอสซีจีได้พัฒนาให้ชั้นฟิล์มทุกชั้นเป็นวัสดุชนิดเดียวกัน (Mono-Material Packaging) เพื่อให้บรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย โดยใช้สารเพิ่มประสิทธิภาพ CIERRA® - Barrier ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เอสซีจีพัฒนาขึ้นสำหรับทดแทนการเคลือบชั้นฟิล์มด้วยโลหะ เพื่อป้องกันอากาศและความชื้น นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอเม็ดพลาสติกที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนที่พัฒนามาจากสูตรการผสมเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษของเอสซีจี กับ พลาสติกชนิด Post-Consumer Recycled Resin (PCR) เหมาะสำหรับการผลิตสินค้าพลาสติกประเภท ถุง ขวดบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภค และ ฝาขวดน้ำอัดลม นอกเหนือจากนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังได้นำโซลูชั่นด้านการบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งด้านวัสดุ การออกแบบ การขึ้นรูป รวมถึงการต่อยอดเครือข่ายทางธุรกิจมาแนะนำแก่ลูกค้า เจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้สนใจอีกด้วย โดยมีทีมงานผูเชี่ยวชาญที่พร้อมจะพัฒนาสินค้า และหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจและโลกไปพร้อม ๆ กัน
เอสซีจี ผนึกกำลัง The Ocean Cleanup วิจัยและพัฒนาขยะจากแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งแก้ไขปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน

เอสซีจี ผนึกกำลัง The Ocean Cleanup วิจัยและพัฒนาขยะจากแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งแก้ไขปัญหาขยะทะเลอย่างยั่งยืน

วันที่: 25 ต.ค. 2562

กรุงเทพฯ – 25ตุลาคม 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดย ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดูแลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ The Ocean Cleanup องค์กรสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร โดย โบยาน สลาต Founder and CEO ลงนามในข้อตกลงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ท่านเคส ปีเตอร์ ราเดอ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธี ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยความร่วมมือในการวิจัยครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลเรื่องขยะในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งไหลลงสู่ทะเลที่ชัดเจนและถูกต้อง เพื่อนำมาศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดการขยะและนำมาสร้างประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อไป ทั้งนี้ The Ocean Cleanup ได้ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย จัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการติดตั้ง InterceptorTM เพื่อป้องกันขยะจากแม่น้ำไหลลงสู่ทะเลในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับปัญหาขยะทะเลเป็นปัญหาที่ทั่วโลกตระหนักและมุ่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อสิ่งแวดล้อมในทะเล ประเทศไทยมีขยะในทะเลเป็นอันดับ 6 ของโลก ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ขยะทะเลส่วนใหญ่มาจากชุมชน ร้านค้า อุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ การท่องเที่ยวตามชายหาด และหลุมฝังกลบที่จัดการไม่ถูกต้อง ดังนั้น การแก้ไขปัญหาขยะทะเลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการขยะจากบกเพื่อป้องกันไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล ในขณะเดียวกันการเก็บขยะทะเล (cleanup) ก็ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเช่นกัน โบยาน สลาต Founder and CEO, The Ocean Cleanup กล่าวระหว่างเดินทางมากรุงเทพฯ ว่า “ขยะในมหาสมุทรมีที่มาจากบนบกโดยไหลผ่านแม่น้ำลำคลอง โดยมีแม่น้ำประมาณ 1,000 แห่งทั่วโลกที่ปล่อยขยะลงสู่ทะเลในปริมาณมาก คิดเป็นร้อยละ 80 ของขยะในมหาสมุทรทั้งหมด ซึ่ง The Ocean Cleanup ตั้งเป้าที่จะจัดการปัญหานี้ โดยพุ่งเป้าไปที่แม่น้ำที่มีปริมาณขยะสูง 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2568 และคาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทรได้ร้อยละ 80 และในการจะกำจัดขยะทะเลนั้น นอกจากการเก็บขยะทะเลแล้ว การป้องกันไม่ให้ขยะไหลลงสู่ทะเลก็สำคัญอย่างยิ่ง เราต้องปิดกั้นไม่ให้รั่วไหล โดยเราจะร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชนทั่วโลกเพื่อช่วยกันแก้ปัญหานี้ ด้วยนวัตกรรม InterceptorTM ที่จะเป็นโซลูชันของปัญหาขยะทะเล ปัจจุบันได้ทำการทดลองติดตั้งแล้ว 2 แห่งในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย และอยู่ระหว่างการติดตั้งแห่งที่ 3 ในเวียดนาม โดยมีแผนที่จะติดตั้งเพิ่มเติมที่สาธารณรัฐโดมินิกัน ที่ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยเป็นลำดับถัดไป สำหรับการร่วมงานกับเอสซีจีนั้น เราได้เห็นถึงความทุ่มเทและมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมให้ดียิ่งขึ้น และมั่นใจว่า passion ของเอสซีจีในการแก้ไขปัญหาขยะทะเลจะช่วยผลักดันให้เราทำตามเป้าหมายให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว” ท่านเคส ปีเตอร์ ราเดอ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศเนเธอร์แลนด์มีความเชี่ยวชาญในการนำหลัก Circular Economy และเทคโนโลยี รวมถึงมองหาแนวทางใหม่ ๆ มาใช้ในการจัดการกับปัญหาขยะ สถานทูตเนเธอร์แลนด์มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนของไทยอย่างเอสซีจี ภาครัฐ และ The Ocean Cleanup ซึ่งเราจะร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะทะเลเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดูแลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวว่า “ปัญหาขยะในแม่น้ำและทะเลในปัจจุบันกว่าร้อยละ 80 มาจากขยะจากบกซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมทางทะเล การแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ตรงจุดที่สุด คือ การบริหารจัดการขยะจากบกให้มีประสิทธิภาพ มีการคัดแยกขยะและทิ้งให้ถูกที่ โดยไม่เกิดการหลุดรอดลงสู่แม่น้ำลำคลองอย่างไรก็ตามการนำขยะจากแม่น้ำขึ้นมาจัดการให้ถูกต้องก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งการนำ R&D มาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อดักจับขยะในแหล่งน้ำเป็นอีกวิธีที่จะช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลจากแม่น้ำลงสู่ทะเลและมหาสมุทร ความร่วมมือด้านการวิจัยกับองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญอย่าง The Ocean Cleanup ในครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเอสซีจีพร้อมอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการเก็บข้อมูลขยะในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำขยะมาสร้างประโยชน์สูงสุดต่อไป” The Ocean Cleanup องค์กรพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อกำจัดปัญหาขยะทะเลโลก ก่อตั้งเมื่อปี 2556 โดย Boyan Slat ปัจจุบันมีวิศวกรและนักวิจัยกว่า 90 คน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แทนที่จะตามเก็บขยะทะเลด้วยเรือและตาข่าย ซึ่งใช้เวลาหลายพันปีและเม็ดเงินมหาศาลในการจัดการ The Ocean Cleanup คิดค้นเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อดักจับขยะในมหาสมุทร โดยทำหน้าที่เหมือนแนวชายฝั่งเทียม และใช้ประโยชน์จากการไหลเวียนของกระแสน้ำ โดยมีเป้าหมายในการกำจัดขยะในแพขยะมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Garbage Patch) ให้ได้ 50% ในทุก ๆ 5 ปี ซึ่งเป็นแหล่งสะสมขยะพลาสติกที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทร หลังจากการสำรวจและทดสอบระบบเป็นที่เรียบร้อย The Ocean Cleanup ได้ปล่อยระบบลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งแรกในปี 2561 และ 2562 ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติการและเก็บรวบรวมข้อมูลขยะที่เก็บได้ และระบบนี้จะถูกนำไปใช้แบบเต็มรูปแบบ โดย The Ocean Cleanup กำลังทำงานร่วมกับ partner ต่าง ๆ เพื่อร่วมกันออกแบบกระบวนการและศึกษาการนำพลาสติกที่เก็บได้มาสร้างประโยชน์ใหม่ โดยล่าสุดได้เปิดตัว InterceptorTM อีกหนึ่งนวัตกรรมเพื่อป้องกันการรั่วไหลของขยะจากแม่น้ำก่อนลงสู่ทะเล
เอสซีจี คว้า 2 รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ  ในงาน Innovation Thailand Expo 2019

เอสซีจี คว้า 2 รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ในงาน Innovation Thailand Expo 2019

วันที่: 11 ต.ค. 2562

กรุงเทพฯ – 5 ตุลาคม 2562ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2562 ประเภทองค์กรนวัตกรรมดีเด่น ประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ และรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคม ประเภทหน่วยงานจากภาคเอกชน จากผลงาน “ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในไทย” หรือ ไซโคลนิก (ZyclonicTM) ในงาน Innovation Thailand Expo 2019 จาก ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมี ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ Vice President - CTO - Innovation and Technology ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นตัวแทนรับรางวัล ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ Vice President - CTO - Innovation and Technology ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ (R&D to Commercialization) ภายใต้การทำงานแบบ Open Collaboration ร่วมกับหน่วยงานและองค์กรวิจัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เราสามารถผลักดันสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA: High Value Added Products and Services) เพื่อตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ บนฐานงานวิจัยขั้นสูง ผ่านกระบวนการวิจัยพัฒนา และมีรูปแบบการบริหารจัดการโครงการวิจัยที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development) เช่น SCG™ HDPE H112PC เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนคอมพาวนด์สีดำ คิดค้นและผลิตด้วยเทคโนโลยีของเอสซีจีที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มีคุณสมบัติที่เหนือกว่ามาตรฐานท่อ PE100 ทั่วไป และ SMX™ Technology เทคโนโลยีการผลิตพอลิเมอร์ที่เอสซีจีคิดค้นขึ้นเพื่อผลิตเม็ดพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีนเกรดพิเศษที่มีความแข็งแรงมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกให้บางลงแต่ยังคงความแข็งแรง นำไปผลิตได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น โดยในปี 2561 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จดสิทธิบัตรรวม 180 สิทธิบัตร ซึ่งเป็นสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 2,480 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 53 ของงบวิจัยและพัฒนาทั้งหมดของเอสซีจี และคิดเป็นร้อยละ 1.1 ของรายได้จากการขายของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นอกจากนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมุ่งให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้น ซึ่งรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคม ประเภทหน่วยงานจากภาคเอกชน ที่ได้รับในครั้งนี้มาจากผลงาน “ต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในไทย” หรือ ไซโคลนิก (ZyclonicTM) โดยร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาโซลูชันด้านระบบสุขาภิบาลโลก ช่วยยกระดับสุขอนามัยที่ยั่งยืนเพื่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่ห่างไกล และในพื้นที่สาธารณะที่ประสบปัญหาด้านสุขอนามัยจากการขาดแคลนห้องน้ำและระบบบำบัดที่เหมาะสม โดยมีจุดเด่นที่ ระบบบำบัดกากของเสียที่สามารถฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียแบบครบวงจร แยกน้ำและกากของเสียออกจากกันได้ 100% โดยไม่ปล่อยของเสียออกสู่ระบบระบายน้ำและแม่น้ำลำคลอง จึงช่วยลดโอกาสการเกิดโรคติดต่อ สามารถหมุนเวียนน้ำที่ใช้ในระบบกลับมาใช้ได้อีก และยังนำกากของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในลักษณะสารปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรได้ “สำหรับต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อแห่งแรกในไทย หรือ ไซโคลนิก (ZyclonicTM) เอสซีจียังร่วมมือกับองค์กรระดับโลกในอุตสาหกรรมสุขาภิบาล เพื่อนำสุขาภิบาลที่ถูกสุขลักษณะไปสู่ประชากรโลกอีกราวร้อยละ 40 (2.5 พันล้านคน) ที่ยังขาดแคลนระบบสุขาภิบาลที่สะอาดปลอดภัย” ดร.สุรชา กล่าวทิ้งท้าย
นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี  ขึ้นแท่น Eco-World Class ระดับสูงสุดแห่งแรกในไทย

นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ขึ้นแท่น Eco-World Class ระดับสูงสุดแห่งแรกในไทย

วันที่: 4 ต.ค. 2562

กรุงเทพฯ–23 กันยายน 2562นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-World Class จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นระดับสูงสุดแห่งแรกในประเทศไทย โดยมีนายเจริญชัย ประเทืองสุขศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด (REPCO) เป็นตัวแทนรับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจากนายธีระยุทธ วานิชชัง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกลุ่มมาบตาพุด ร่วมแสดงความยินดี ในงานสัมมนาวิชาการ Eco Innovation Forum 2019 การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอลในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ให้เป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ถือเป็นหนึ่งในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เอสซีจีมุ่งมั่นโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา นิคมฯ อาร์ไอแอล ได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับEco-Champion ด้วยคะแนนสูงสุดติดต่อกัน 3 ปีซ้อน และได้พัฒนานิคมฯ อย่างต่อเนื่องจนได้ระดับEco-Excellence ในปี 2560 และในปี 2562 ได้รับการยกระดับเป็น Eco-World Class ซึ่งเป็นระดับสูงสุดแห่งแรกของไทย ตอกย้ำถึงความสำเร็จของการเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมที่ใส่ใจและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดระยองให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมต่อไป