สินค้าและบริการ

เอสซีจี ร่วมกับ กปภ. นำร่องยกระดับมาตรฐานท่อประปาขนาดใหญ่ ด้วยนวัตกรรมพลาสติก PE112 ที่เกาะสมุยรายแรกของโลก

วันที่: 14 มี.ค. 2562

สุราษฎร์ธานี – 14 มีนาคม 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ยกระดับมาตรฐานการส่งน้ำประปาผ่านท่อขนาดใหญ่ลอดใต้ทะเลจาก อ. ขนอม จ. นครศรีธรรมราชไปยังเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยความยาวประมาณ 20 กิโลเมตร โดยได้นำนวัตกรรมเม็ดพลาสติก PE112 จากเอสซีจี รายแรกของโลกมาใช้ในการผลิตท่อส่งน้ำลอดใต้ทะเล ซึ่งให้คุณสมบัติพิเศษ คือ ทนแรงดันสูงขึ้นร้อยละ 10 เทียบกับเม็ดพลาสติก PE100 ที่ใช้ทั่วไปในตลาด จึงมั่นใจในคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัย สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด   ทั้งนี้ โครงการ “ก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุย” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคและบริโภคของชาวสมุย รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เปิดเผยว่า น้ำจืดสำหรับอุปโภคและบริโภคบนเกาะสมุย จ. สุราษฎร์ธานีมักขาดแคลนในช่วงหน้าแล้ง กปภ. ตระหนักถึงความต้องการของประชาชน จึงจัดทำ“โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุย” เพื่ออำนวยความสะดวกด้านน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภคอย่างทั่วถึง ในปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้แล้วเสร็จและเปิดจ่ายน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ความสำเร็จในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพัฒนานวัตกรรมวัสดุสำหรับผลิตท่อส่งน้ำประปาของภาคธุรกิจ  ซึ่ง กปภ. ได้เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง นวัตกรรมเม็ดพลาสติก PE112 จากเอสซีจี ที่มีความเหนียว แข็งแรง และทนต่อแรงดันใต้ทะเล สามารถเพิ่มเสถียรภาพในการวางท่อลอดใต้ทะเลได้ง่าย พิสูจน์ได้จากเหตุการณ์พายุโซนร้อนปาบึกเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่พายุไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อโครงการได้เลย นอกจากนี้ ท่อส่งน้ำยังสามารถรองรับผู้ใช้น้ำได้เพิ่มมากขึ้นอีกกว่า 64,000 คน ครอบคลุมพื้นที่จ่ายน้ำฝั่งสุราษฎร์ธานี อำเภอพุนพิน อำเภอเมือง อำเภอกาญจนดิษฐ์ และอำเภอดอนสัก และบนอำเภอเกาะสมุย

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President – Polyolefins and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่นวัตกรรมเม็ดพลาสติกของเอสซีจี ช่วยยกระดับมาตรฐานการส่งน้ำประปาผ่านท่อขนาดใหญ่ลอดใต้ทะเลได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ถือเป็นการนำนวัตกรรมมาช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับชาวสมุย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่เกาะสมุยนี้อีกปีละกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง

นวัตกรรม SCG™ HDPE H112PC เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนคอมพาวนด์สีดำ มาตรฐานระดับโลก คิดค้นและผลิตด้วยเทคโนโลยีของเอสซีจีที่ได้รับการจดสิทธิบัตร สามารถทนแรงดันได้สูงขึ้นร้อยละ 10 ด้วยวัสดุที่แข็งแรงกว่าเม็ดพลาสติก PE100 ที่ใช้ทั่วไปในตลาด ถือเป็นรายแรกของโลกที่สามารถทนแรงดันได้ในระดับนี้  จึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถ และความปลอดภัยให้กับโครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำที่มีข้อจำกัดในการติดตั้งและซ่อมแซมทำให้ประชาชนบนเกาะสมุยมีน้ำสะอาดใช้อย่างทั่วถึง    เอสซีจีจะมุ่งพัฒนานวัตกรรมพลาสติกเพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิต และพัฒนาความเจริญให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเอสซีจี พร้อมร่วมมือกับองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาโซลูชั่นที่เหมาะสม และตอบโจทย์โครงการ อื่น ๆ ในอนาคต นายศักดิ์ชัย กล่าวทิ้งท้าย

ก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุย
เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดของเกาะสมุย จ. สุราษฎร์ธานี ในช่วงฤดูแล้งได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน กปภ.จึงได้ดำเนินการก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อขยายเขตจำหน่ายน้ำ ไปยังเขตพื้นที่จ. สุราษฏร์ธานี ผ่าน อำเภอดอนสัก อำเภอขนอม จ. นครศรีธรรมราช และเดินท่อลอดใต้ทะเลไปยัง อำเภอเกาะสมุย งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท  ขณะนี้ งานก่อสร้างวางท่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งสามารถรองรับผู้ใช้น้ำได้เพิ่มมากขึ้นอีก 64,000 ราย แยกเป็นพื้นที่จ่ายน้ำฝั่งสุราษฎร์ธานี 45,000 ราย ในอำเภอพุนพิน อำเภอเมือง อำเภอกาญจนดิษฐ์ และอำเภอดอนสัก และพื้นที่จ่ายน้ำบนอำเภอเกาะสมุย 18,900 ราย

สำหรับการศึกษาด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น กปภ. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ทำการศึกษาผลกระทบก่อนสิ่งแวดล้อมก่อนการดำเนินโครงการ ผลสำรวจแสดงว่าแนวท่อประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมากและไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดความเสียหาย โดยการดำเนินงานดังกล่าว เมื่อแล้วเสร็จก็จะสามารถขยายพื้นที่การให้บริการน้ำประปาแก่ 3 อำเภอของ จ. สุราษฎร์ธานี และอีก 1 อำเภอ ของ จ. นครศรีธรรมราช เพื่อรองรับจำนวนประชากร และนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ ยั่งยืนต่อไป

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับ ซีพี ออลล์ และ ดาว ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสร้างถนนรีไซเคิลจากขยะพลาสติก ในโครงการ "7 Go Green Recycled Plastic Road"

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับ ซีพี ออลล์ และ ดาว ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสร้างถนนรีไซเคิลจากขยะพลาสติก ในโครงการ "7 Go Green Recycled Plastic Road"

วันที่: 13 มี.ค. 2562

กรุงเทพฯ – 13 มีนาคม 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดยนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President - Polyolefin and Vinyl Business ร่วมกับซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย และ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ สร้างถนนรีไซเคิลจากขยะพลาสติก ในโครงการ 7 Go Green Recycled Plastic Road โดยมี คุณสกล เตชะสถาพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) คุณวิเชียร จึงวิโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และคุณฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ร่วมลงนามในพิธีดังกล่าว 7 Go Green Recycled Plastic Road เกิดจากความร่วมมือส่งเสริมแนวทางการจัดการขยะพลาสติก ให้สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดเพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเปิดใช้งานบริเวณโดยรอบร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อให้เกิดประโยชน์หมุนเวียนกลับมาสู่ชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นร้านสะดวกซื้อแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้ถนนพลาสติกรีไซเคิล ในระยะแรกทดลอง 2 สาขา ได้แก่ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาสายไหม ซอย 3 และ เซเว่น อีเลฟเว่น สาขาราษฎร์พัฒนา ซอย 24 โดยจะพัฒนาและขยายในสาขาต่อ ๆ ไปในอนาคต
เอสซีจี ชูแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ให้กับผู้ประกอบการพลาสติก ในงาน “SCG Chemicals Digest 2019”

เอสซีจี ชูแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ให้กับผู้ประกอบการพลาสติก ในงาน “SCG Chemicals Digest 2019”

วันที่: 28 ก.พ. 2562

กรุงเทพฯ – 28 กุมภาพันธ์2562 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดงานสัมมนาลูกค้า SCG Chemicals Digest 2019 ภายใต้หัวข้อ “Circular Economy: The Better Way” ดึงภาครัฐ และองค์กรธุรกิจชั้นนำระดับโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อจุดประกายให้ผู้ประกอบการพลาสติกกว่า 400 คนได้ตระหนักและสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไปปรับใช้ในธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การผลิต การบริโภค จนถึงการนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้กับธุรกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตโลกที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ดร. สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ของภาครัฐในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมพลาสติก นอกจากนี้ยังได้ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) มาแลกเปลี่ยนเรื่องการพัฒนานวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด Circular Economy เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง สถาบันพลาสติกที่ได้เปิดมุมมองให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกวางแผนและออกแบบสินค้าให้หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า ดร. สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มลภาวะทางน้ำและอากาศ ตลอดจนการจัดการขยะ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วโลก กระทรวงฯ จึงเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Circular Economy โดยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ล่าสุดกระทรวงฯ ได้ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industry Transformation Center: ITC) เพื่อวิจัยและพัฒนาการเปลี่ยนขยะหรือของเสียให้กลับมาเป็นวัตถุดิบหรือพลังงานทดแทน ลดปัญหาขยะและปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด Circular Economy อย่างเป็นรูปธรรม แน่นอนว่า การพัฒนาสินค้าพลาสติกจากแนวคิด Circular Economy ไม่ใช่เรื่องของการทำ CSR หรือการกุศล แต่คือการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าตั้งแต่เริ่มออกแบบผลิตภัณฑ์ และสามารถนำสินค้ากลับมาใช้ใหม่อีกครั้งในอีกรูปแบบที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์การแข่งขันในเชิงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President - Polyolefins and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจี เล็งเห็นว่ากระบวนการ Circular Economy จะสมบูรณ์ได้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาสังคม นอกจากนวัตกรรมและการออกแบบสินค้าให้คงทนถาวร ใช้งานได้ยาวนานแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การบริหารจัดการขยะ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมา เอสซีจี ได้ร่วมมือกับหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศเพื่อผลักดันให้เกิดการนำแนวคิด Circular Economy ไปใช้ให้แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ ยังริเริ่มโครงการเพื่อ ลดปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน เช่น ถนนพลาสติกรีไซเคิล เส้นแรกที่นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล จ. ระยอง จากความร่วมมือทางเทคโนโลยี ระหว่างเอสซีจีและดาว เคมิคอล โครงการ Greenovative Lube Packaging นวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลจากแกลลอนน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเพื่อผลิตเป็นแกลลอนใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและบางจาก คอร์ปอเรชั่น โครงการ Circular Life ซึ่งเน้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า คัดแยกขยะอย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นที่พนักงานเอสซีจี ภายในสำนักงานใหญ่ บางซื่อ ด้วยเวลาเพียง 3 เดือนสามารถเพิ่มปริมาณขยะที่หมุนเวียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์จาก 5% เป็น 35% ซึ่งทุกโครงการที่กล่าวมา เอสซีจี ตั้งใจที่จะขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และต่อยอด (Scale Up) เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด จุฑาภัทร บุณย์วงศกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากพีแอนด์จีมีความมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว พีแอนด์จียังตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จึงได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าตามแนวคิด Circular Economy ที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียในกระบวนการผลิต ตลอดจนกระบวนการจัดการสินค้าที่สิ้นอายุการใช้งาน แบบ End to End ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในส่วนของต้นน้ำ พีแอนด์จีได้คิดค้นให้สินค้ามีความเข้มข้นขึ้นเพื่อประหยัดการใช้ลงแต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งาน หรือปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลงเพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง เป็นต้น ในส่วนของปลายน้ำ พีแอนด์จี ได้ร่วมกับ Startup ในสหรัฐฯ นำของเสียจากการผลิตต่าง ๆ กลับมารีไซเคิล ความท้าทายของปลายน้ำจึงอยู่ที่การนำของเสียกลับมาหมุนเวียนในวงจรการผลิตใหม่ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า Circular Economy จะช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการพลาสติกของไทยอย่างแน่นอน ดร. เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกควรนำมาพิจารณาเพื่อประกอบธุรกิจตามแนวคิด Circular Economy คือ ในอนาคตการออกแบบสินค้าคงจบที่เป็นสินค้าไม่ได้ แต่ต้องคิดถึง End of Life ของสินค้าที่ไม่เป็นภาระของโลก นี่จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ การบ้านที่สถาบันพลาสติกต้องทำคือ สร้างความรู้ในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง และการจัดการขยะให้ถูกวิธี ซึ่งตอนนี้ได้ร่วมกับโครงการความร่วมมือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management) และภาคเอกชนอีกหลายแห่ง และเชื่อว่าแนวคิด Circular Economy จะเป็นโอกาสที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจใหม่ได้ต่อไป ทั้งนี้งานสัมมนาลูกค้า “SCG Chemicals Digest เป็นงานสัมมนาวิชาการที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าของธุรกิจ เคมิคอลส์ เอสซีจี ในด้านการตลาด เศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ปิโตรเคมี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกิจของลูกค้าให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน
เอสซีจีจับมือศศินทร์จัด "SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2019" ต่อยอดแนวคิดคนรุ่นใหม่ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

เอสซีจีจับมือศศินทร์จัด "SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2019" ต่อยอดแนวคิดคนรุ่นใหม่ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

วันที่: 15 ก.พ. 2562

กรุงเทพฯ – 11 กุมภาพันธ์ 2562 เอสซีจีและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันแถลงข่าวประกาศการจัดงาน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2019 การแข่งขันแผนธุรกิจสตาร์ทอัพ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 13.30 – 15.30 ณ ห้องรอยัลฮอลล์ สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ กลับมาอีกครั้ง SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2019 การแข่งขันสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกของนักศึกษาบัณฑิตศึกษาเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่จะจัดขึ้น ณสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ในระหว่างวันที่ 21 – 23 กุมภาพันธ์ 2562 ภายใต้แนวคิด “Scaling Impact Through Innovation” สร้างความสนใจให้กับนักศึกษาธุรกิจและสาขาอื่น ๆ ทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขันอย่างท่วมท้น โดยในปีนี้ มีผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 71 ทีม จาก 40 สถาบันศึกษา ใน 19 ประเทศ รวมถึง 14 ทีมจาก 10 สถาบันศึกษาในประเทศไทย ซึ่งผู้ที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ 19 ทีม จะได้รับเลือกให้แข่งขันเพื่อชิงรางวัลเกียรติคุณพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร ประจำปี 2562 และรางวัลเกียรติคุณพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้ ยังมีรางวัลเงินสดรวมมูลค่ากว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย ในปีนี้ความท้าทายสำหรับผู้เข้าแข่งขันทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ภายใต้โจทย์ที่จะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จด้วยการรวมความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจของพวกเขา ซึ่งโครงการที่เสนอทั้งหมดเป็นโครงการอิสระ (Independent) และเป็นสตาร์ทอัพที่ระดมทุนระดับ Seed-Stage โดยภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้รายละเอียดการจัดงานและข้อมูลที่น่าสนใจ 5 ท่าน ได้แก่ ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ R&D Director and Emerging Business Director ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับทุกภาคส่วนรวมถึงเครือข่ายสตาร์ทอัพจากทั่วโลก เพื่อขยายผลความสำเร็จของงานวิจัยไปสู่ธุรกิจว่า “ งาน Bangkok Business Challenge @ Sasin เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผลงานด้านการวิจัยและพัฒนาที่คิดค้นขึ้นภายในศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจได้ โดยธีมการแข่งขันในปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับผลงานของนักคิดรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานด้วยการผสานนวัตกรรมรวมกับโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้เร็ว เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่า” คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับประโยชน์ของการแบ่งปันความรู้ (Knowledge-Sharing) สำหรับนักศึกษาที่เข้าร่วมแข่งขันว่า “ในปีนี้มีผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ อินเดีย แคนาดา และตุรกี รวมถึงประเทศไทย เครือข่ายทั่วโลกนี้สร้างแพลตฟอร์มสากลที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งประเมินค่ามิได้สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทสู่การพัฒนาที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งการเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนี้จะยังดำเนินต่อไปในอนาคตเกินกว่าการแข่งขันอีกด้วย” พิรชัย เบญจรงคกุล Investment Director บริษัท บีซีเอช เวนเจอร์ส จำกัด ในกลุ่มบริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง กล่าวว่า “Bangkok Business Challenge @ Sasin เปิดโอกาสให้เยาวชนจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ร่วมแข่งขันนำเสนอโครงการต่างๆ ที่มีศักยภาพพัฒนาในอนาคต พร้อมโชว์เคสให้กับผู้สนใจ ทั้งนักลงทุน , องค์กร Venture Capitals ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมกลยุทธ์ทางธุรกิจให้แข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่ง BCH Ventures มองหาพันธมิตรที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพของ Digital Infrastructure และ Digital Solution ตามเป้าหมายกลุ่มบริษัทฯ เพื่อเป็นผู้นำการให้บริการทั้งในประเทศไทยและในอาเซียน และเปิดกว้างกับทุกธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่สามารถผนึกกำลังยกระดับธุรกิจหลักของบริษัทได้ โดยการแข่งขันครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้เราเข้าถึงไอเดียใหม่ๆทั่วโลก แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับสากลอีกด้วย ปิดท้ายด้วยการแชร์ประสบการณ์ของ นรภัทร เผ่านิ่มมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Eden Agritech ผู้บุกเบิกฟิล์มบริโภคได้ที่ใช้กับผักผลไม้สด นวัตกรรมการแก้ปัญหาทางธรรมชาติสำหรับผักและผลไม้สด เพื่อชะลอและควบคุมการไหลเข้า-ออกของก๊าซและน้ำ ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตของจุลินทรีย์ลดลง ฟิล์มชนิดนี้หนากว่ากระดาษเพียงเล็กน้อยซึ่งมองไม่เห็นและสัมผัสได้ยาก และให้อายุการเก็บรักษาที่ยาวนานกว่า ซึ่งการเดินทางของธุรกิจ Eden เริ่มต้นที่งาน Bangkok Business Challenge ในปี 2015 นั่นเอง ดังนั้นเขาจึงรู้ถึงความสำคัญของการแข่งขันครั้งนี้เป็นอย่างดี สำหรับรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศของ Thailand Track Round, H.R.H Princess Maha Chakri Sirindhorn’s Sustainability Award และ H.M The King's Cup รอบสุดท้ายของการแข่งขัน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2019 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ 2562 ณ​ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ หลังจบการแข่งขันผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้ร่วมทัวร์เยี่ยมชมวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ชมอีกด้วย ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bbc.sasin.edu และ/หรือยืนยันเข้าร่วมงานกรุณาลงทะเบียนที่ https://bbc2019.eventbrite.com
เอสซีจี ร่วมกับ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ ฉมา ภูมิสถาปนิก โชว์แนวคิด 'Innovative Floating Park' ต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ในงาน Bangkok Design Week 2019

เอสซีจี ร่วมกับ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ ฉมา ภูมิสถาปนิก โชว์แนวคิด 'Innovative Floating Park' ต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ในงาน Bangkok Design Week 2019

วันที่: 30 ม.ค. 2562

กรุงเทพฯ – 30 มกราคม 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ ฉมา บริษัทภูมิสถาปนิก โชว์แนวคิด “Innovative Floating Park” ต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้นำ นวัตกรรม “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” จากเอสซีจี มาผสมผสานกับ “สวนลอยน้ำ” เพื่อตอบโจทย์ Urban Solution ทั้งด้านพลังงานทางเลือก การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในแม่น้ำ โดยจัดแสดงต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในงาน Bangkok Design Week 2019 ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ R&D Director และ Emerging Business Director ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เผยว่า โครงการ “Innovative Floating Park” ไม่เพียงแต่จะช่วยพลิกฟื้น และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกจากโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำอีกด้วย ทำให้การใช้พื้นที่บนผิวน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด “ทางฉมา ได้ประยุกต์การออกแบบโดยใส่เรื่องพืชบำบัดน้ำที่จะช่วยฟื้นฟูระบบน้ำ รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เรามองว่าสิ่งนี้เป็น Urban Solution ที่จะทำให้คนกลับเข้ามาหาแม่น้ำมากขึ้น ในอนาคตโครงการนี้จะต่อยอดโดยผนวกเรื่องสถานที่พักผ่อน ที่นั่งเล่น “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” จึงนับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเรื่องพลังงานสะอาด ระบบนิเวศ และช่วยในการฟื้นฟูคุณภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งยังเป็นแหล่งพักผ่อนของคนเมืองได้ในอนาคต” ยศพล บุญสมDirector บริษัท ฉมา จำกัด ภูมิสถาปนิกที่มีบทบาทในการออกแบบภูมิทัศน์ โครงการ “Innovative Floating Park”กล่าว โธมัส ฟัน เลียเว่น ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูต หัวหน้าแผนกการเมืองและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตเนเเธอร์แลนด์ประจําประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาสถานทูตเนเธอร์แลนด์ กับ เอสซีจี มีความร่วมมือทางการวิจัยและพัฒนามาโดยตลอด สำหรับในงาน Bangkok Design Week 2019 นี้ เรามีโครงการนำร่อง “Innovative Floating Park” ที่เป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีที่ต่างกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและแม่น้ำ รวมทั้งการฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำให้สะอาดอย่างยั่งยืน สำหรับผู้สนใจชม Innovative Floating Park ต้นแบบสวนบนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ สามารถเข้าชมได้ในงาน Bangkok Design Week 2019 บริเวณท่าเรืออาคาร กสท. บางรัก ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 11:00 น. – 21:00 น. ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก และย่านเจริญกรุง ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลาฟาร์มลอยน้ำได้ที่https://www.scgchemicals.com/th/products-services/technology-service-solutions/floating-solar-solution