สินค้าและบริการ
เอสซีจี จัดงาน “SD Symposium 2018” ดึงทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เสนอต้นแบบความสำเร็จจากองค์กรชั้นนำ จุดประกายความยั่งยืนทรัพยากรโลก

เอสซีจี จัดงาน “SD Symposium 2018” ดึงทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เสนอต้นแบบความสำเร็จจากองค์กรชั้นนำ จุดประกายความยั่งยืนทรัพยากรโลก

วันที่: 11 ก.ค. 2561

เอสซีจี จัดงานสัมมนาระดับโลกในไทย “SD Symposium 2018” ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Future We Create” ดึงองค์กรชั้นนำระดับโลก ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ SME สตาร์ทอัพ ชุมชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและต้นแบบความสำเร็จเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริโภค จนถึงการนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบ สู่การเติบโตอย่างสมดุลของธุรกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตโลกที่ยั่งยืน งาน “SD Symposium 2018” เป็นงานสัมมนาทางวิชาการว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เอสซีจีจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 เพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเด็นต่างๆ ซึ่งปีนี้ได้ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ของภาครัฐในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ รวมทั้ง President and CEO จาก World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ที่มาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและสถานการณ์ในบริบทต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาถอดบทเรียนความสำเร็จจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการผลิตสินค้าและบริการที่ต้องมุ่งสร้างคุณค่ามากกว่าปริมาณ (Value Driven) โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการตาม Roadmap การพัฒนาประเทศเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายของทรัพยากรโลกที่ลดลง ด้วยการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ฟื้นฟูที่สมดุลกับการใช้ประโยชน์ โดยมีมาตรการสนับสนุน เช่น นโยบายส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อช่วยให้เกิดการแบ่งปันและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นโยบายส่งเสริมการจัดการขยะและของเสียอย่างเหมาะสม โดยการนำกลับมาใช้ประโยชน์ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้วยหลักธรรมาภิบาล รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการขับเคลื่อนของรัฐบาลแต่ภาคเอกชนและภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วย โดยภาคเอกชนควรนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ส่วนภาคประชาชนควรตระหนักถึงความสำคัญ และร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ขยะชนิดต่างๆ และสิ่งที่เป็นผลพวงจากการอุปโภคบริโภคได้หมุนเวียนกลับมาใช้เป็นทรัพยากร เพื่อช่วยสร้างประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนอย่างแท้จริง” ด้าน นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรของโลกในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เป็นเพียงการนำทรัพยากรมาผลิต และจบที่ใช้แล้วทิ้ง (Take-Make-Dispose) ให้เป็นการรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้มากที่สุด ด้วยการสร้างระบบที่เอื้อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนำสินค้าที่ใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อีก เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน เอสซีจี ในฐานะภาคธุรกิจ จึงขอเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ โดยจัดงาน SD Symposium 2018 ขึ้น ซึ่งในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากหลากหลายองค์กรชั้นนำมาร่วมเสนอตัวอย่างผลสำเร็จจากการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ เพื่อให้ผู้มาร่วมงานเกิดความตระหนักและเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับโลก และเกิดแรงบันดาลใจในการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปขับเคลื่อนและขยายผลให้เกิดขึ้นได้จริง” สำหรับการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในเอสซีจีนั้น มีการขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ หนึ่ง Reduced material use และ Durability คือ การลดใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต เช่น กระดาษลูกฟูก Green Carton ที่ใช้วัตถุดิบลดลงร้อยละ 25 แต่คงความแข็งแรงเท่าเดิม ทั้งยังทำให้ลูกค้าประหยัดต้นทุนในการขนส่งมากขึ้น และการลดการผลิตและการขาย single-use plastic ของเอสซีจี จากร้อยละ 46 เหลือร้อยละ 23 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการช่วยให้ลูกค้าลดการใช้พลังงาน เช่น Active AIRflowTM System ระบบระบายอากาศที่ทำให้บ้านเย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าว ประหยัดค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศ และการเพิ่มความแข็งแรงทนทานของสินค้า เช่น ปูนโครงสร้างทนน้ำทะเล ที่มีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น 2 เท่า สอง Upgrade และ Replace คือ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดิม ด้วยสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงหรือนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น เช่น เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนจากเทคโนโลยีใหม่ของเอสซีจีที่สามารถนำพลาสติกรีไซเคิลมาผสมได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และปูนโครงสร้างเอสซีจีสูตร Hybrid ที่ใช้ทดแทนปูนโครงสร้างสูตรเดิม ทำให้ใช้วัตถุดิบหินปูนที่ต้องเผาน้อยลง และสาม Reuse และ Recycle คือ การเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น โรงอัดกระดาษ (Paper Bailing Station) เพื่อรวบรวมเศษกระดาษกลับมารีไซเคิล การนำขวดแก้วใช้แล้วมาทดแทนทรายธรรมชาติในการผลิตฉนวนกันความร้อน การพัฒนา CIERRATM ซึ่งเป็น Functional Material ที่ช่วยปรับคุณสมบัติพลาสติกให้สามารถใช้พลาสติกเพียงชนิดเดียว (Single Material) แต่ให้คุณสมบัติที่หลากหลายกับบรรจุภัณฑ์ แทนการใช้วัสดุ หลายชนิด (Multi Material) ซึ่งยากต่อการนำไปรีไซเคิล และการนำขยะพลาสติกในทะเลและชุมชนมาเป็นส่วนประกอบสำหรับทำบ้านปลาเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล “นอกจากนี้ เอสซีจียังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ โดยล่าสุดได้ร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ในการนำพลาสติกรีไซเคิลมาเป็นส่วนผสมในการทำถนนยางมะตอย เพื่อช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในทะเลและชุมชน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของถนนจากคุณสมบัติของพลาสติก และช่วยลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการทำถนนได้ เอสซีจีหวังเป็นอย่างยิ่งว่างาน SD Symposium 2018 ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรม และกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นรากฐานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ได้ต่อไป” นายรุ่งโรจน์ กล่าวสรุป ด้าน Mr. Peter Bakker, President and CEO of World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) กล่าวเสริมว่า “แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นนวัตกรรม (Circular Innovation) ที่ปฏิวัติรูปแบบการผลิตและบริโภคครั้งใหญ่ของโลก ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกมีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการทำให้แนวคิดนี้แพร่หลายในวงการธุรกิจได้ จะต้องเริ่มจากจิตสำนึกของผู้บริหารและคนในองค์กรที่ต้องการขับเคลื่อน ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนก็ต้องตระหนักถึงปัญหาและร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมีทั้งความต้องการพัฒนาประเทศ การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตที่รองรับความต้องการของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ดังนั้น หากมีการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ก็จะช่วยให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรมที่สามารถใช้ทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้องค์กรลดต้นทุนจากการใช้ทรัพยากรและมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจทั่วโลกเติบโตได้ถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030 (จาก CEO Guide to the Circular Economy, WBCSD) นอกจากนี้ ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีผลทำให้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) รวมทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals, SDGs) บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้” เอสซีจี มุ่งเน้นให้การสัมมนา “SD Symposium 2018” ครั้งนี้ มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Event ด้วยการใช้วัสดุในการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ พร้อมปรับอุณหภูมิห้องจัดงานให้อยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ยังเชิญชวนผู้ร่วมงานให้มีส่วนร่วมลดภาวะโลกร้อน ด้วยการเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนสาธารณะและแต่งกายโดยไม่ใส่สูท จากนั้นจะเอสซีจีปลูกต้นไม้ควบคู่กับการใช้ Carbon Credit ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากลมร้อนเหลือทิ้งในโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ เพื่อชดเชยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการจัดงานครั้งนี้ให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral)
ก้าวสู่ปีที่ 7 เอสซีจีระดมจิตอาสากว่า 900 ชีวิต เดินหน้าสร้าง “บ้านปลา”

ก้าวสู่ปีที่ 7 เอสซีจีระดมจิตอาสากว่า 900 ชีวิต เดินหน้าสร้าง “บ้านปลา”

วันที่: 26 มิ.ย. 2561

ก้าวสู่ปีที่ 7 เอสซีจีระดมจิตอาสากว่า 900 ชีวิต เดินหน้าสร้าง “บ้านปลา” คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลชายฝั่งตะวันออก เสริมความแข็งแกร่งประมงพื้นบ้านไทยอย่างยั่งยืน เอสซีจี ร่วมกับภาครัฐและชุมชนประมงพื้นบ้าน จัดกิจกรรม“รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที... จิตอาสาสร้างบ้านปลาเอสซีจี” ณ สวนสาธารณะแหลมเจริญ จ.ระยอง โดยกิจกรรมในปีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที ของเอสซีจี ซึ่งมุ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตามพระราชปณิธานจาก “จากภูผา สู่มหานที” เพื่อเป็นแนวทางการดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ ผ่านการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน ในปีนี้ เอสซีจี ได้ระดมพล้งจิตอาสาจากทั่วประเทศกว่า 900 คน มาร่วมประกอบบ้านปลาจำนวน 50 หลัง เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนและวัยเจริญพันธุ์ใต้ท้องทะเล เพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรชายฝั่งทะเล พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน "โครงการบ้านปลาเอสซีจี" ริเริ่มขึ้นในปี 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน การดำเนินธุรกิจในจังหวัดระยองทำให้เอสซีจีได้ใกล้ชิดกับชุมชนและเล็งเห็นถึงปัญหาปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่มประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง จัดทำโครงการบ้านปลาเอสซีจีขึ้น โดยเอสซีจีได้นำท่อ PE 100 ที่เหลือจากการขึ้นรูปสำหรับทดสอบเม็ดพลาสติกภายในโรงงานมาใช้ประกอบเป็นบ้านปลา ซึ่งเป็นแนวทางการใช้ Waste ให้เกิดประโยชน์ตามหลักการ Circular Economy โดยท่อ PE100 ดังกล่าวมีความแข็งแรง ทนทาน อายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน โครงการบ้านปลาเอสซีจีย่างเข้าสู่ปีที่ 7 และได้จัดวางบ้านปลาลงสู่ใต้ท้องทะเลไปแล้วกว่า 1,400 หลัง ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และจันทบุรี เกิดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 35 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเครือข่ายกลุ่มประมงพื้นบ้านช่วยกันรักษาและดูแลให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สำหรับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนและวัยเจริญพันธุ์ นับตั้งแต่จัดวางบ้านปลาเป็นครั้งแรกในปี 2555 เอสซีจีได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ กลุ่มประมงพื้นบ้านและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลเพื่อศึกษาและติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยการสำรวจในเดือนธันวาคมปี 2560 พบว่าบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีการจัดวางบ้านปลามีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 172 ชนิด ประกอบด้วยกลุ่มสัตว์น้ำเศรษฐกิจ กลุ่มปลาสวยงาม กลุ่มสัตว์น้ำวัยอ่อน กลุ่มสัตว์เกาะติด และกลุ่มแพลงก์ตอน นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีได้ร่วมกับภาครัฐและชุมชนบริหารจัดการน้ำในจังหวัดระยองตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยวิธีการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่เขายายดา จนถึงปลายน้ำซึ่งเป็นโครงการบ้านปลา หัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่การวางบ้านปลาหรือการสร้างฝายเท่านั้น แต่เป็นความเข้มแข็งของชุมชนประมงพื้นบ้านที่ช่วยกันสร้างบ้านปลาและดูแลพื้นที่อนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พลังของจิตอาสาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบันมีจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมสร้างบ้านปลาแล้วกว่า 10,000 คน” “ขณะนี้เอสซีจีได้พัฒนาการวางบ้านปลาแบบใหม่ คือวางครั้งเดียวเป็นกลุ่ม 10 หลัง โดยผูกเข้าด้วยกันตั้งแต่อยู่บนบก และใช้แพจากทุ่นพลาสติกเพื่อขนส่งบ้านปลาทั้งหมดไปในบริเวณที่ต้องการวางบ้านปลา ระบบนี้ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้ในการวางบ้านปลา รวมถึงหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการวางบ้านปลาแบบเดิม นอกจากนี้ เอสซีจีกำลังอยู่ในขั้นตอนทดลองนำขยะพลาสติกจากทะเลและชุมชนมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำมาผลิตเป็นท่อสำหรับสร้างบ้านปลา ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย” นายชลณัฐ กล่าวเสริม นายธีรวัฒน์ สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า “วิถีประมงเรือเล็กพื้นบ้านเป็นอาชีพดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานและถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดระยอง และภาคอุตสาหกรรมคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด การได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของทั้งสองฝ่ายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างเช่นวันนี้ทำให้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และเชื่อว่าโครงการบ้านปลาเอสซีจีจะเป็นหนึ่งในโครงการที่ช่วยผลักดันการพัฒนาจังหวัดระยองให้ประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ ‘เมืองนวัตกรรมก้าวหน้า พัฒนาอย่างสมดุล บนพื้นฐานความพอเพียง’ และสามารถสนับสนุนการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเกื้อกูลกันและยั่งยืน” นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 กล่าวว่า “โครงการบ้านปลาเอสซีจีสอดคล้องกับภารกิจของ สบทช. ในการป้องกันและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลไปพร้อมกับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้นต้องอาศัยชุมชนที่เข้มแข็งซึ่งร่วมกันกำหนดกฎกติกาในการดูแลทรัพยากรไปจนถึงการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักในความสำคัญของการประมงเชิงอนุรักษ์ บ้านปลาที่เกิดจากความสามัคคีของชุมชนจึงเปรียบเสมือนธนาคารในทะเลที่กลุ่มประมงจะสามารถพึ่งพาเพื่อยังชีพตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน” นายไมตรี รอดพ้นประธานวิสาหกิจชุมชนชมรมประมงเรือเล็กพื้นบ้าน อ.เมือง และ อ.บ้านฉาง สามัคคี กล่าวว่า “การเข้าร่วมโครงการบ้านปลา นอกจากจะทำให้เรามีส่วนช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศของท้องทะเลแล้ว ยังทำให้เกิดความสามัคคีกันในกลุ่มชาวประมง เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง พวกเรามุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาและวิถีในการทำประมงเชิงอนุรักษ์นี้ต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อรักษาอาชีพประมงพื้นบ้านให้อยู่คู่ประเทศไทยสืบไป” เอสซีจีตั้งเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมกลุ่มประมงพื้นบ้านในบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกภายในปี 2563 โดยในปีหน้าจะจัดทำบ้านปลาเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 400 หลัง อ่านรายละเอียดโครงการบ้านปลาเอสซีจี เพิ่มเติมได้ที่www.scgchemicals.com/fishhome
ธุรกิจเคมิคอลส์ ในเอสซีจี ประกาศเจตนารมณ์ ร่วมกับองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม กว่า 20 หน่วยงาน ร่วมกันจัดการปัญหาขยะและการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในเอสซีจี ประกาศเจตนารมณ์ ร่วมกับองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม กว่า 20 หน่วยงาน ร่วมกันจัดการปัญหาขยะและการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน

วันที่: 6 มิ.ย. 2561

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัดร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน” ซึ่งริเริ่มโดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาชิกองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และหน่วยงานภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม ซึ่งภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนโครงการไปด้วยกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจัดการปัญหาขยะและส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2570 และมีพันธมิตรเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 20 หน่วยงาน โดยงานแถลงข่าวพิธีลงนามความร่วมมือครั้งนี้จัดขึ้นที่ลานอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2561
นิคมอุตสาหกรรม อาร์ไอ แอล ในเอสซีจี ได้รับการรับรองเป็น “ผู้นำนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco Excellence”  แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย

นิคมอุตสาหกรรม อาร์ไอ แอล ในเอสซีจี ได้รับการรับรองเป็น “ผู้นำนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco Excellence” แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย

วันที่: 5 มิ.ย. 2561

เมื่อเร็วๆ นี้นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล ในธุรกิจเคมิคอลส์ ในเอสซีจีได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรม ระดับ Eco-Excellenceจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรก และเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณดังกล่าว โดยมีนายพิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช (กลาง)Olefins Operation Directorบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด และนายฉกาจ พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม (ซ้าย) ร่วมดำเนินงานกลุ่มมาบตาพุดทำหน้าที่กำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล เป็นตัวแทนเข้ารับโล่และใบประกาศเกียรติคุณ จากนายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ขวา) การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล ในธุรกิจเคมิคอลส์ ในเอสซีจี ให้เป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศนั้น ถือเป็นหนึ่งในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เอสซีจีมุ่งมั่นมาโดยตลอดซึ่งที่ผ่านมา นิคมฯ อาร์ไอแอล ได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับEco-Championด้วยคะแนนสูงสุดติดต่อกัน3ปีซ้อน และได้พัฒนานิคมฯ อย่างต่อเนื่องจนได้ยกระดับเป็นEco-Excellenceในปี2560และพร้อมเดินหน้าสู่ระดับEco-World Classซึ่งเป็นระดับสูงสุดต่อไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการของ เอสซีจี เคมิคอลส์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการของ เอสซีจี เคมิคอลส์

วันที่: 22 พ.ค. 2561

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เข้าเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ (Operation Excellence Training CenterหรือOETC) ของเอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองโดยมีนายเจริญชัย ประเทืองสุขศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท อาร์ไอแอล 1996 จำกัดและบริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัดพร้อมด้วยคณะผู้บริหารให้การต้อนรับและนำชมศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ (OETC)และห้องปฏิบัติการต่างๆ ภายในศูนย์ฯ เอสซีจี เคมิคอลส์ ก่อตั้งศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ หรือOETCขึ้นในปี 2554 และดำเนินการภายใต้แนวคิด“แลกเปลี่ยนเรียนรู้ควบคู่การปฏิบัติจริง’’โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการฝึกอบรมบุคลากรทั้งภายในเอสซีจี เคมิคอลส์ และองค์กรภายนอก
เอสซีจี เคมิคอลส์ จับมือ สกว. และ จุฬาฯ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล และอุตสาหกรรมเอทานอล

เอสซีจี เคมิคอลส์ จับมือ สกว. และ จุฬาฯ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล และอุตสาหกรรมเอทานอล

วันที่: 21 พ.ค. 2561

เอสซีจี เคมิคอลส์ จับมือ สกว. และ จุฬาฯ สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล และอุตสาหกรรมเอทานอล ยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน เอสซีจี เคมิคอลส์ โดย ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ R&D Director and Emerging Businesses Director (ซ้ายสุด) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “โครงการชี้ทิศทางและสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมี สำหรับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล อุตสาหกรรมเอทานอลและอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” (CAT-REAC industrial project) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดย ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ (ที่ 4 จากซ้าย) ผอ. สกว. และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ. ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ (ที่ 5 จากซ้าย) อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมลงนาม โดยบันทึกความร่วมมือฯ ฉบับนี้มีภาคเอกชนร่วมเป็นสมาชิกตั้งต้นโครงการรวม 5 องค์กรด้วยกัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชนนี้จะช่วยสร้างองค์ความรู้เพื่อหาทิศทางที่เหมาะสมในการสร้างเทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมีให้กับอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและไบโอเอทานอล และอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ช่วยลดค่าใช้จ่ายของอุตสาหกรรมได้ปีละกว่า 100 ล้านบาทแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นของตนเองยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีสากลได้อย่างยั่งยืน