สินค้าและบริการ
อมตะ-เอสซีจี-ดาว จับมือพัฒนาถนนพลาสติกรีไซเคิลเส้นแรกในนิคมฯอมตะซิตี้ชลบุรี เพิ่มมูลค่าขยะพลาสติก

อมตะ-เอสซีจี-ดาว จับมือพัฒนาถนนพลาสติกรีไซเคิลเส้นแรกในนิคมฯอมตะซิตี้ชลบุรี เพิ่มมูลค่าขยะพลาสติก

วันที่: 5 ต.ค. 2561

กรุงเทพฯ 4ตุลาคม 2561 –บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลเส้นแรกในนิคมอุตสาหกรรม ณ ต้นแบบเมืองอัจฉริยะอมตะซิตี้ชลบุรี ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าให้กับขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะภายในนิคมอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการตอบโจทย์นวัตกรรมถนนยางมะตอยที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในแต่ละปี ประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 1.5 ล้านตันที่ยังไม่ได้ถูกจัดการอย่างถูกวิธี ซึ่งบางส่วนอาจถูกพัดออกสู่มหาสมุทร ส่งผลต่อระบบนิเวศ โครงการถนนพลาสติกรีไซเคิล ณ ต้นแบบเมืองอัจฉริยะอมตะซิตี้ โดยความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างเอสซีจี และ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย มุ่งหวังที่จะเป็นแบบอย่างในการจัดการขยะพลาสติกจากภาคอุตสาหกรรมและภาคชุมชนได้อย่างยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างคุณค่าให้กับพลาสติกใช้แล้ว นำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้คุ้มค่าและยั่งยืน โดยโครงการนี้วางแผนที่จะทำถนนพลาสติกรีไซเคิลในพื้นที่นิคมฯอมตะรวมทั้งสิ้น 2,600 ตารางเมตร และคาดว่าจะใช้จำนวนพลาสติกรีไซเคิลประมาณ 1.3 ตัน หรือเทียบเท่ากับถุงพลาสติก จำนวนประมาณ 1 แสนใบ โดยคาดว่าการก่อสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลในครั้งนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 จากการทดสอบโดยภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปรียบเทียบคุณสมบัติของถนนยางมะตอยซึ่งใช้พลาสติกรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบ กับถนนยางมะตอยทั่วไป พบว่าถนนยางมะตอยซึ่งมีพลาสติกรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบนั้นมีคุณสมบัติดีขึ้นทั้งในด้านการเพิ่มความแข็งแรงคงทน ประมาณร้อยละ 15-33 และการเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนประมาณร้อยละ 6 นายวิวัฒน์ กรมดิษฐ์ ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาที่ดิน บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า ความร่วมมือ 3 ฝ่ายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการนำพลาสติกรีไซเคิลมาเป็นส่วนประกอบของการสร้างถนนในพื้นที่นำร่องภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรีเพื่อสร้างต้นแบบเมืองอัจฉริยะ(สมาร์ทซิตี้)แห่งแรกของไทย ซึ่งการสร้างถนนจากพลาสติกรีไซเคิลนอกจากจะมีความแข็งแรงทนทานและประสิทธิภาพสูงกว่ายางมะตอยทั่วไปแล้ว ยังช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรมส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อันจะนำมาซึ่งการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ “เบื้องต้นจะมีการนำพลาสติกรีไซเคิลมาสร้างถนน 2 จุดในนิคมฯอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งการดำเนินงานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการตอบโจทย์ของสมาร์ทซิตี้ คือ Smart Environment ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่วางเป้าหมายสนับสนุนให้เกิดสมาร์ทซิตี้โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และถือเป็นถนนพลาสติกรีไซเคิลเส้นแรกในนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่จะนำขยะพลาสติกมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างถนนที่ใช้งานได้จริง และยังเป็นโครงการนำร่องที่จะดำเนินการในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป"นายวิวัฒน์กล่าว นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President - Polyolefin and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม สำหรับความร่วมมือกับอมตะและดาว ในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งและมีอุดมการณ์เดียวกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงและยั่งยืน โดยเอสซีจีพร้อมที่จะร่วมมือและช่วยขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาถนนพลาสติกรีไซเคิล ณ นิคมฯ อมตะซิตี้ชลบุรี ให้เป็นถนนพลาสติกรีไซเคิลที่ใช้งานได้จริง และสามารถขยายโครงการนี้ต่อไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ในอนาคต ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลดปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “ดาว ได้ริเริ่มโครงการสร้างถนนยางมะตอยจากพลาสติกรีไซเคิลในประเทศอินเดียและอินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้และได้รับความสำเร็จอย่างดีโดยมีระยะความยาวของถนนรวมกว่า 40 กิโลเมตร นอกจากถนนพลาสติกรีไซเคิลจะช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของถนนยางมะตอยอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติของพลาสติกจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานและกันการกัดเซาะของพื้นผิวถนนได้ดีขึ้น ด้วยความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่ายในครั้งนี้จะทำให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบการรีไซเคิลพลาสติกให้เหมาะสมสำหรับการทำถนนในประเทศไทยได้ดีมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งของการลดปริมาณะพลาสติกที่ออกไปสู่ทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม” เกี่ยวกับบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) บริษัทอมตะคอร์ปอเรชันจำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.2532 โดยนายวิกรมกรมดิษฐ์ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งแรกในปีพ.ศ. 2540 บริษัทอมตะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งมีลูกค้าชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 1,200 ราย ภายใต้แนวคิด "POSSIBILITIES HAPPEN" ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2532 ปัจจุบันอมตะดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยทั้งหมด 2 แห่งได้แก่ อมตะซิตี้ชลบุรี (เดิมชื่อ อมตะนคร) และอมตะซิตี้ระยอง ซึ่งทั้งสองนิคมตั้งอยู่ในพื้นที่ของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) เกี่ยวกับ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกหลักทั้ง 3 ประเภท คือ พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน และพอลิไวนิลคลอไรด์ เอสซีจี ยังมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products and Services หรือ HVA) เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย เกี่ยวกับ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย เป็นบริษัทชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ประกอบไปด้วย กลุ่มบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย รวมถึงกลุ่มบริษัทร่วมทุน เอสซีจี-ดาว ทั้งนี้ ดาว ประเทศไทย นับเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของดาวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นผู้นำในด้านการนำเข้าเคมีภัณฑ์สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่หลากหลาย อาทิ บรรจุภัณฑ์ การคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ การแพทย์ และสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อธุรกิจและสังคม
เอสซีจี จัดงาน “SD Day 2018” จุดประกายการใช้ทรัพยากร อย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ เศรษฐกิจหมุนเวียนใน จ.ระยอง

เอสซีจี จัดงาน “SD Day 2018” จุดประกายการใช้ทรัพยากร อย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ เศรษฐกิจหมุนเวียนใน จ.ระยอง

วันที่: 4 ต.ค. 2561

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดงาน SD Day 2018 (Sustainable Development Day 2018) ภายใต้แนวคิด “ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า ชุมชนยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ถ่ายทอดแนวทางการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตั้งแต่การผลิต การใช้ และวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ให้กับชุมชนระยอง และภาคส่วนต่างๆ กว่า 1,200 คน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียและขยะภายในชุมชน นอกจากนี้ เอสซีจียังส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดระยอง ล่าสุดได้เปิดตัว “ต้นแบบถนนพลาสติกรีไซเคิล” หรือ “Recycled Plastic Road” โดยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างเอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ซึ่งนำพลาสติกใช้แล้วจากการคัดแยกขยะภายใน เอสซีจี และชุมชนซึ่งรวบรวมโดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง มาใช้ในการทดสอบเพื่อสร้างถนนยางมะตอยภายในนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ และผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่การผลิต การใช้ และการวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ (Make – Use – Return) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทรัพยากรโลกไม่เพียงพอได้เป็นอย่างดีเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งสำคัญคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม ซึ่งเอสซีจีพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในผู้ขับเคลื่อน และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์และยั่งยืน เช่น การมีส่วนร่วมกับโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน การสร้างภาคีเครือข่ายการจัดการขยะในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อให้เกิดชุมชนเชิงนิเวศตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ในนำพลาสติกใช้แล้วมาเป็นส่วนผสมในการทำถนนยางมะตอย เป็นต้น “ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการนำทรัพยากรมาใช้ใหม่ได้มากยิ่งขึ้น คือ การมีระบบจัดการของเสียและขยะที่มีประสิทธิภาพ มีการคัดแยกและทิ้งขยะอย่างถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาขยะในชุมชนซึ่งเป็นผลพวงจากการอุปโภคบริโภคด้วย โดยทุกคนสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยการ “ใช้ให้คุ้ม” “แยกให้เป็น” และ “ทิ้งให้ถูก” เริ่มต้นที่บ้าน ชุมชน และขยายสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้เพื่อคุณภาพชีวิต และอนาคตโลกที่ยั่งยืน” นายชลณัฐกล่าว ภายในงาน SD Day 2018 ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำตัวอย่างนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมานำเสนอแก่ชุมชนและผู้ร่วมงาน เช่น การเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์ฟาร์มแบบลอยน้ำ แบบตั้งพื้นและหลังคา การเปลี่ยนกากตะกอนอินทรีย์เป็นปุ๋ยไส้เดือนดิน การนำก๊าซเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ การนำขยะพลาสติกในทะเลและชุมชนมาเป็นส่วนประกอบสำหรับทำบ้านปลาเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “ต้นแบบถนนพลาสติกรีไซเคิล” หรือ “Recycled Plastic Road” อีกหนึ่งนวัตกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างเอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ซึ่งได้นำพลาสติกใช้แล้ว อาทิ ถุงพลาสติกหูหิ้ว และถุงใส่อาหาร จากการคัดแยกขยะภายในเอสซีจีและครัวเรือนชุมชนซึ่งรวบรวมโดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง มาใช้ทดสอบเป็นส่วนผสมสำหรับสร้างถนนยางมะตอยภายในนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล จากการทดสอบพบว่าคุณสมบัติของพลาสติกช่วยให้ถนนแข็งแรงและต้านทานการกัดเซาะของน้ำได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นการสร้างคุณค่าให้กับพลาสติกใช้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ในงานยังจัดให้มีเสวนาเรื่อง “โลกยั่งยืน ชุมชนยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” โดยมีวิทยากรร่วมแบ่งปันมุมมองจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคธุรกิจ คุณศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President - Polyolefin and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ภาคหน่วยงานท้องถิ่น คุณสุรพล สุทธจินดา ที่ปรึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และภาคชุมชน คุณภิรมย์ ชาลวัลย์ ประธานชุมชนเขาไผ่ จังหวัดระยอง โดยมีคุณจีรนันท์ ชะอุ่มใบ ผู้อำนวยการสมาคมสร้างสรรค์ไทย หรือตาวิเศษ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ทั้งนี้ SD Day (Sustainable Development Day) เป็นกิจกรรมที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดขึ้นที่จังหวัดระยองเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึก รวมถึงสร้างความตระหนักในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทั้งนี้ ได้จัดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2548
เอสซีจี จัดทัพนวัตกรรมเม็ดพลาสติกและบริการครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้า ASEAN ในงาน A-PLAS 2018

เอสซีจี จัดทัพนวัตกรรมเม็ดพลาสติกและบริการครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้า ASEAN ในงาน A-PLAS 2018

วันที่: 21 ก.ย. 2561

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมสินค้าและบริการครบวงจร ในงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมพลาสติกแห่งอาเซียน หรือ A-PLAS 2018 จัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เพื่อเชื่อมโยงประชาคมอาเซียนและเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ โดยเอสซีจี ได้นำนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ HVA (High Value Added Products and Services) มาร่วมจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Your Complete Solutions Provider” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในอาเซียนที่ต้องการเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงสำหรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมทั้งการบริการที่ช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ลูกค้าสามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ Vice President - Polyolefin and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้พัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงโซลูชั่นต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า โดยเริ่มต้นจากมุมมองและความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยในงาน A-PLAS 2018 เอสซีจีได้ถ่ายทอดแนวคิด “Your Complete Solutions Provider” ซึ่งนอกเหนือจากนวัตกรรมพลาสติกที่หลากหลาย รวมถึงนวัตกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว เอสซีจียังพร้อมให้บริการด้านต่างๆ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เช่น การเลือกและคิดค้นสูตรพัฒนาวัสดุ การพัฒนารูปแบบการนำไปใช้ โซลูชั่นด้านการ ออกแบบและวิศวกรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” สำหรับไฮไลท์นวัตกรรมพลาสติกที่นำมาจัดแสดงภายในงาน เช่น เม็ดพลาสติก SCG™ PE คุณภาพสูง ผลิตจาก SMX TechnologyTM ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเม็ดพลาสติกดีขึ้น จึงใช้ปริมาณวัสดุในการผลิตน้อยลง แต่ยังคงความแข็งแรง หรือเพิ่มอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น เม็ดพลาสติก SCG™ PE112 คอมพาวนด์สีดำ (PE112 Black HDPE Compound) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ปริมาณวัสดุในการขึ้นรูปน้อยลงแต่ยังคงความแข็งแรง ทนแรงขีดข่วน และทนต่อแรงดันสูง เม็ดพลาสติก SCG™ PP สำหรับผลิตแก้วเครื่องดื่มที่มีความใสพิเศษและคงรูปทรงได้ดีขึ้น ตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ต้องการนำเสนอสินค้าแบบพรีเมียมทั้งรูปลักษณ์และความสะดวกในการใช้งาน เป็นต้น สำหรับผู้สนใจ สามารถสัมผัสนวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจีได้ที่งาน A-PLAS 2018 ระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา บูท B1 ฮอลล์ 103 – 104
ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี คว้า 5 รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี คว้า 5 รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

วันที่: 12 ก.ย. 2561

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นำโดยนายมงคล เฮงโรจนโสภณ Vice President - Olefins and Operations เข้ารับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ประจำปี 2561 จากนางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยในปีนี้ บริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด หรือ MOC ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 และมีบริษัทในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 ประจำปี 2561 อีกจำนวน 2 บริษัท 4 โรงงาน ได้แก่ บริษัท ไทยโพลีเอททีลีน จำกัด (3 โรงงาน) และ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมาพัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการโรงงาน ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายสีเขียวตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้โรงงานอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรกในเวียดนาม

เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรกในเวียดนาม

วันที่: 6 ส.ค. 2561

เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรกในเวียดนาม ล่าสุด ลงนามสัญญาเงินกู้มูลค่ากว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐกับ 6 สถาบันการเงินชั้นนำ คาดว่าจะดำเนินการผลิตในปี 2566 เอสซีจี เดินหน้าโครงการปิโตรเคมีครบวงจรรายแรก ในประเทศเวียดนาม ล่าสุดได้ลงนามในสัญญาเงินกู้จำนวนกว่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 110,000 ล้านบาท) กับ 6 สถาบันการเงินชั้นนำ โดยจะเริ่มการก่อสร้างในไตรมาสที่สาม ปี 2561 และคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 เพื่อรองรับความต้องการภายในเวียดนามที่ปัจจุบันสูงถึงปีละ 2.3 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในระดับสูง นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “โครงการ Long Son Petrochemicals หรือ LSP เป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรขนาดใหญ่ระดับ World Scale มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนหลักของเอสซีจีในปัจจุบัน การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในธุรกิจเคมิคอลส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบสูงทำให้ได้เปรียบทางการแข่งขัน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาคิดค้นนวัตกรรมเพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น” การลงนามในสัญญาเงินกู้เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐกับ 6 สถาบันการเงินชั้นนำได้แก่ ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น ธนาคารมิซูโฮ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มีวงเงินจำนวนกว่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 110,000 ล้านบาท) และมีระยะเวลาเงินกู้ประมาณ 14 ปี โดยมีธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน LSP ตั้งอยู่ที่เมือง Ba Ria – Vung Tau ห่างจากนครโฮจิมินห์ประมาณ 100 กิโลเมตร มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.6 ล้านตันต่อปี สำหรับผลิตเม็ดพลาสติกชนิด HDPE LLDPE และ PP โดยโครงการมีการดำเนินงานอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมของเวียดนามได้อย่างยั่งยืน
เอสซีจี จับมือ กฟผ. ร่วมพัฒนาระบบยึดโยงโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าของกฟผ.

เอสซีจี จับมือ กฟผ. ร่วมพัฒนาระบบยึดโยงโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าของกฟผ.

วันที่: 25 ก.ค. 2561

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ต่อยอดโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในรูปแบบโซลูชั่นครบวงจร ล่าสุดได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาระบบยึดโยงสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำเพื่อนำไปปรับใช้บนพื้นที่อ่างเก็บน้ำและเขื่อนของกฟผ. ต่อไป นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “พลังงานหมุนเวียนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 25% โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซล่าร์เซลล์ที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด ซึ่งการทำโซล่าร์ฟาร์มขนาดใหญ่โดยทั่วไปนั้นต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่ กฟผ.และกระทรวงพลังงานจึงมีแนวคิดในการพัฒนาโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำ ประกอบกับเอสซีจีที่มีความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาทุ่นลอยน้ำสำหรับการผลิตไฟฟ้าโดยเซลล์แสงอาทิตย์ และมีชื่อเสียงด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับโลก จึงเป็นที่มาของความร่วมมือเพื่อศึกษาพัฒนาระบบยึดโยงที่มีประสิทธิภาพสำหรับใช้งานในพื้นที่อ่างเก็บน้ำและเขื่อนของกฟผ. ที่มีอยู่หลายแห่ง โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นงานวิจัยด้านพลังงานแสงอาทิตย์โดยคนไทย เพื่อคนไทยอย่างแท้จริง” นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช Senior Vice President ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “งานวิจัยระบบโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำนับเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของทั้งเอสซีจี และกฟผ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบยึดโยงที่มีประสิทธิภาพสำหรับการวางโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำบนพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิศาสตร์ ทั้งคลื่นลมและความลึก ซึ่งแตกต่างจากโซล่าร์ฟาร์มของเอสซีจีที่ผ่านมา ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถของบุคลากรทั้งสองฝ่าย จะสามารถพัฒนาระบบยึดโยงที่มีประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน และความท้าทายนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของไทยให้ก้าวสู่พลังงานสะอาดต่อไป” ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ให้บริการ โซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำ ในรูปแบบโซลูชั่นครบวงจรเป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ การติดตั้ง การขออนุญาต การต่อระบบไฟ และการดูแลบำรุงรักษา โดยมีจุดเด่นที่ตัวทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งง่าย ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่าทุ่นลอยน้ำแบบอื่น ๆ โดยทุ่นลอยน้ำเอสซีจีผลิตจากเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเกรดพิเศษ แข็งแรง ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี เทียบเท่าอายุการใช้งานของแผงโซล่าร์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงก่อนที่แผงโซล่าร์จะหมดอายุการใช้งาน ภาพหลักจากซ้ายไปขวา นางศรีววรณ บูรณโชคไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช Senior Vice President ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นายธรรมนูญ ศรีมารดากุล Energy Business Manager ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี