SCGC GREEN POLYMER™ นวัตกรรมสินค้า High Barrier Coated MDOPE Film สำหรับบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชนิดเดียว (Mono-Material Packaging) เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันที่: 25 เม.ย. 2565

เมื่อการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างเร่งมองหาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอบโจทย์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยหนึ่งในบรรจุภัณฑ์หลักที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันอย่างบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว หรือ flexible packaging นั้น มักจะผลิตจากวัสดุหลายชนิดเช่น ฟิล์มไนลอน (Nylon) ฟิล์มโพลีเอสเธอร์ (BOPET film) และฟิล์มพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (LLDPE film) โดยวัสดุแต่ละชั้นถูกเชื่อมกันด้วยกาว ทำให้รีไซเคิลได้ยาก การเปลี่ยนมาใช้วัสดุประเภทเดียวกันทั้งหมดก็จะส่งผลต่ออายุและคุณภาพของสินค้าภายในบรรจุภัณฑ์

SCGC เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาวัสดุพอลิเมอร์ที่จะช่วยให้ flexible packaging เหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบหมุนเวียนทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนายาวนานกว่าสามปี เทคโนโลยีสารเคลือบผิวฟิล์มเพื่อป้องกันการซึมผ่านของอากาศจากSCGC “BWO1501G” ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMER™  ได้รับการรับรองจากองค์กรรีไซคลาส (RecyClass) ให้เป็นสารเคลือบที่รองรับกระบวนการรีไซเคิลในปัจจุบันสำหรับพอลิเอทิลีนเป็นรายแรกในอาเซียน

เพื่อให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์สามารถใช้งานสารเคลือบได้อย่างสะดวก SCGC ได้นำสาร “BWO1501G” มาเคลือบบนผิว MDOPE ฟิล์มเพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นชั้นพิมพ์ทดแทนการใช้ฟิล์มไนลอน (Nylon) และฟิล์มพอลิเอสเธอร์ (BOPET film)  โดยยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันการซึมผ่านของน้ำและอากาศเทียบเท่าบรรจุภัณฑ์แบบเดิม ด้วยค่าอัตราการซึมผ่านออกซิเจนต่ำกว่า 10 ซีซี/ ตารางเมตร/ วัน (OTR, at 23 °C, 0% RH) และอัตราการซึมผ่านของไอน้ำ ต่ำกว่า 10 กรัม/ ตารางเมตร/ วัน (WVTR, 38°C, 90%RH)  เหมาะสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับอาหารแช่เย็น อาหารแช่แข็ง อาหารแห้ง และซองบรรจุภัณฑ์ชนิดเติมสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและน้ำยาทำความสะอาด

ทั้งนี้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้พลาสติกโพลิเอทิลีนเป็นองค์ประกอบหลัก โดยมี MDOPE ฟิล์มที่เคลือบด้วยสารป้องกันการซึมผ่านของอากาศเป็นส่วนประกอบในชั้นพิมพ์นั้น ได้รับการทดสอบแล้วว่าสามารถใช้ได้กับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตของโรงงานบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังผ่านการรับรองปริมาณสารตกค้างในอาหาร (migration test) ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นไปตามที่ FDA และ EU กำหนด

การพัฒนาสินค้าในครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการบรรจุภัณฑ์ ที่จะช่วยให้การนำ flexible packaging กลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนทรัพยากรได้มากขึ้น โดยยังคงคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งาน อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมสร้างสรรค์โลกแห่งความยั่งยืน ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  foodbev_pkg@scg.com

เสียงสะท้อนจากบุคลากรทางการแพทย์  ต่อยอดสู่ “นวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่” รุ่นล่าสุด รับมือผู้ติดเชื้อหลังสงกรานต์

เสียงสะท้อนจากบุคลากรทางการแพทย์ ต่อยอดสู่ “นวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่” รุ่นล่าสุด รับมือผู้ติดเชื้อหลังสงกรานต์

วันที่: 27 เม.ย. 2565

ช่วงโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ เกิดการระบาดทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยค่อนข้างเยอะ “บางครั้งผู้ป่วยหลายท่านไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่ารับเชื้อมาแล้ว ทีมงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงต้องป้องกันด้วย PPE ต่าง ๆ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ที่ติดตั้งในแปลและรถเข็นผู้ป่วย” พี่ปุณณรัตน์ สรรพกิจชาญชัย หัวหน้างานเคลื่อนย้ายผู้ป่วย สะท้อนภาพ แน่นอนว่า การป้องกันดีกว่าการรักษา เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC จึงใช้ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ หรือ Mobile Isolation Unit ที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 ซึ่งพัฒนาร่วมกับทีมแพทย์ต่อเนื่องมากว่า 2 ปีแล้ว ตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ทาง SCGC ได้พัฒนานวัตกรรมหลายแบบ เช่น แคปซูลสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เต็นท์ความดันลบสำหรับทำงานหัตถกรรมรักษาผู้ป่วย หรือตู้ Swab เคลื่อนที่ เป็นต้น SCGC ได้ร่วมหารือต่อเนื่องกับแพทย์ศิริราช เพื่อเข้าใจปัญหาของทีมแพทย์ รวมทั้งสิ่งที่ต้องการเพิ่มเติม จนกลายมาเป็นนวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ จำนวน 3 รุ่นล่าสุดที่ส่งมอบให้กับศิริราชเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด 19 หลังสงกรานต์นี้ ผู้ป่วยเพิ่มทวีคูณ… เสียงสะท้อนของบุคลากรทางการแพทย์ ช่วงโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ เกิดการระบาดทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยค่อนข้างเยอะ “บางครั้งผู้ป่วยหลายท่านไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่ารับเชื้อมาแล้ว ทีมงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงต้องป้องกันด้วย PPE ต่าง ๆ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ที่ติดตั้งในแปลและรถเข็นผู้ป่วย” พี่ปุณณรัตน์ สรรพกิจชาญชัย หัวหน้างานเคลื่อนย้ายผู้ป่วย สะท้อนภาพ พี่นงนุช อิมทรัพย์ หัวหน้าหน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เล่าปัญหาที่พบว่า “ปัจจุบันนี้ หน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ของเรา พบผู้ติดเชื้อโควิด 19 วันละ 2-3 ราย บางวันพีคสุดคือ 5 ราย แต่เรามีอุปกรณ์ป้องกันการฟุ้งกระจายเชื้อความดันลบไม่เพียงพอ หากเรามีอุปกรณ์นี้หลาย ๆ ตัวจะทำให้เราบริหารจัดการคนไข้กลุ่มเสี่ยงได้อย่างดีขึ้น” ขณะเดียวกัน เวลาที่เจ้าหน้าที่หรือหมอเวรต้องค้างคืนอยู่เวรนอนด้วยกัน ยิ่งในสภาพห้องที่เล็กและอากาศไม่ถ่ายเท ก็เสี่ยงติดโควิด 19 แต่หากใส่หน้ากากอนามัยนอนก็ยิ่งเพิ่มความอึดอัดหายใจไม่สะดวก น้องไดน่า วรเดชสิทธิชัย พยาบาลปฏิบัติการนวมินทรบพิตรฯ 20 เหนือ โรงพยาบาลศิริราช เล่าความในใจว่า “รู้สึกกลัว ว่าเพื่อนร่วมงานในหอผู้ป่วยที่ทำงานร่วมกันเป็นโควิด 19 แล้วเราจะเป็นไหม เพราะเราใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันใน Ward ถึงแม้เราจะมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่น เฟซชีลด์ หน้ากากอนามัย แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่ช่วงเวลาหนึ่งคือ เวลาพักผ่อน ต่อให้มีฉากกั้น เว้นระยะห่าง แต่อากาศในห้องมันไม่ระบาย ยังไงเราก็รู้สึกไม่ปลอดภัย” เข้าใจปัญหา ต่อยอดสู่นวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และรองผู้จัดการใหญ่ New Business บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) เปิดใจว่า “เรามีการพูดคุยต่อเนื่องกับทางแพทย์ศิริราช มีการแยกแยะปัญหาที่ทางศิริราชยังพบอยู่ และสิ่งที่บุคลากรการแพทย์มีความต้องการจนกลายมาเป็นนวัตกรรมล่าสุด 3 อย่างที่เราส่งมอบให้กับโรงพยาบาลศิริราช สำหรับปณิธานของ SCGC คือต้องการพัฒนา Innovation That’s Real มุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันต่าง ๆ ที่แก้ปัญหาได้จริง เข้าถึงผู้คนได้จริง ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแพทย์และบุคลากร พร้อมช่วยให้ทุก ๆ ท่านที่เป็นนักรบเสื้อขาวของเราปลอดภัยแข็งแรง และปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น” สำหรับนวัตกรรมที่ทาง SCGC พัฒนาและมอบให้กับตัวแทนโรงพยาบาลศิริราช ได้แก่ 1) อุปกรณ์ครอบศีรษะป้องกันการฟุ้งกระจายเชื้อความดันลบ (Negative Pressure Isolation Hood) สำหรับป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อระหว่างรอการตรวจรักษา 2) รถเข็นความดันลบ (Negative Pressure Isolation Wheelchair) ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 3) เต็นท์แยกป้องกันเชื้อความดันบวกแบบเคลื่อนที่ (Positive Pressure Isolation Cocoon) เป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและพื้นที่ส่วนตัว โดยนวัตกรรม 3 รุ่นล่าสุดนี้ พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค ด้วยระบบปรับแรงดันอากาศพร้อมระบบกรองอากาศระดับ HEPA และแผ่นกรอง VAROGARD AC Filter เทคโนโลยีของ SCGC เคลือบสารยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รวมถึงเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการกรอง โครงสร้างถูกออกแบบให้ที่มีความแข็งแรง ทนทาน สามารถติดตั้งและถอดทำความสะอาดฆ่าเชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว ใกล้ชิด เห็นปัญหา ทำงานร่วมกัน รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เล่าลักษณะการทำงานให้ฟังว่า “จริง ๆ ศิริราชทำงานร่วมกับ SCGC มานานกว่า 10 ปีแล้ว พอผมได้โจทย์มาจากอาจารย์แพทย์และพยาบาลที่ดูแลห้องแพทย์เวร ห้องตรวจ ห้องฉุกเฉินที่คนไข้มารอตรวจเป็นจำนวนมาก ผมก็นึกถึง SCGC เพราะเราเคยทำงานร่วมกัน ที่สำคัญคือ ลักษณะของการทำงานมันไม่ใช่เป็นลักษณะของการที่เราให้โจทย์ไปแล้วเอาคำตอบมา แต่เป็นการทำงานร่วมกัน ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พัฒนารูปแบบว่าจุดที่ต้องการจริง ๆ คืออะไร มีทางเลือกอย่างไร มีสิ่งอะไรที่จะทำให้มันดีขึ้น จนกระทั้งได้ Prototype ที่ 1, 2, 3 พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านการทดลอง ทดสอบมาหลายครั้งจนเป็นผลิตภัณฑ์ทุกวันนี้” ตราบใดที่ปัญหาโควิด 19 ยังอยู่ และเสียงสะท้อนของบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่หมดไป ทาง SCGC ขอเป็นกำลังใจให้ทีมแพทย์ และเราพร้อมที่จะร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ เพื่อช่วยให้ทีมแพทย์และสังคมไทยผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปด้วยกันได้สำหรับผู้สนใจนวัตกรรมป้องกันโควิด 19 แบบเคลื่อนที่ รุ่นล่าสุด สามารถติดต่อได้ที่อีเมลmedandwellness@scg.com
ไขคำตอบ “สตาร์ตอัป-ปังหรือพัง” ขึ้นอยู่กับอะไร  แบ่งปันมุมมองจาก “Defire” ทีมชนะเลิศ  ในเวที SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 – Thailand Competition Round

ไขคำตอบ “สตาร์ตอัป-ปังหรือพัง” ขึ้นอยู่กับอะไร แบ่งปันมุมมองจาก “Defire” ทีมชนะเลิศ ในเวที SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 – Thailand Competition Round

วันที่: 18 เม.ย. 2565

“ลองนึกภาพการวิ่งมาราธอนกลุ่มที่ร้อยเชือกทุกคนไว้ด้วยกัน เจอหลุมทุก ๆ50 เมตร แต่ต้องลุกขึ้นมาให้ได้พร้อม ๆ กับทีม ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้จากการล้มทุกครั้งด้วยว่า ล้มแล้วมันเจ็บยังไง มีเทคนิคยังไงที่เจอหลุมครั้งถัดไปแล้วเหนื่อยน้อยกว่าเดิม ที่สำคัญเราจะช่วยพาทีมให้ผ่านไปด้วยกันได้ยังไง ให้ผ่านไปถึงเส้นชัยด้วยกัน”นิยามสตาร์ตอัปในมุมมองของธีธัช รังคสิริ(เอิ๊ก), CEO, Defire จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT) –ทีมสตาร์ตอัปชนะเลิศจากเวทีการประกวดSCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 ในรอบประเทศไทย ช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการสตาร์ตอัปไทยเติบโตขึ้นอย่างมาก เกิดสตาร์ตอัประดับ “ยูนิคอร์น” สัญชาติไทยอย่าง แฟลช กรุ๊ป และ Bitkub เป็นแรงกระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาหลายคนเดินเข้าสู่เส้นทางนี้ แต่กว่าจะผ่านแต่ละด่านและยืนหยัดมาได้ ต้องมีแรงผลักอะไรบ้างวันนี้ทีมDefire จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT)ทีมชนะเลิศการแข่งขันSCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 ในรอบประเทศไทย ซึ่งเป็นการแข่งขันสตาร์ตอัปสำหรับนักศึกษาระดับโลกที่ดำเนินมายาวนานที่สุดในเอเชีย จัดโดยเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซี (SCGC)ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะมาแบ่งปันประสบการณ์จริง เพื่อปลุกไฟให้รุ่นน้องพร้อมก้าวสู่เส้นทางสตาร์ตอัปอย่างมืออาชีพ รวมทักษะที่หลากหลาย แต่เป้าหมายเดียวกัน ส่วนผสมที่ลงตัวของสตาร์ตอัป Defire ทีมที่มาเข้าแข่งขันในการประกวด SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 หลัก ๆ มีด้วยกัน 3 คน คือธีธัช รังคสิริ (เอิ๊ก), Chief Executive Officer(CEO), Defire ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง (พัตเตอร์), Chief Business Development Officer (CBDO), Defireดูแลด้านการพัฒนาธุรกิจและวสันชัย วงศ์สันติวนิช (วิว)Chief Technology Officer(CTO), Defireมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขององกค์กร โดยมีศ.โนเพีย ซาซากิเป็นที่ปรึกษา เริ่มจากการที่พวกเราสนใจเรื่องของปัญหาสังคมและปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเราโฟกัสไปที่เรื่องฝุ่นควัน ปัญหามลพิษในเมืองจริง ๆ มันมีเบื้องลึกกว่าที่เราเห็น เราจึงอยากลองขุดลงไปว่าจริง ๆ แล้ว ต้นตอของปัญหามันคืออะไรนี่จึงเป็นที่มาของDefire แพลตฟอร์ม Carbon Credit เพื่อลดการเผาไร่ Stop Hunger Stop Fire… แก้ปัญหาปากท้อง ทางออกสิ่งแวดล้อม “Stop Hunger Stop Fire เราหวังว่าเมื่อชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นแล้ว เขาจะสามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาได้ดียิ่งขึ้น”ฟังดูอาจเป็นประโยคที่เรียบง่าย แต่นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทีมสตาร์ตอัป Defire ทุกคนตื่นขึ้นมาทำโปรเจกต์นี้ “เราเชื่อว่าถ้าจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการเผาไร่ เราจำเป็นต้องกลับไปแก้ไขเรื่องปากท้องของชาวบ้านก่อน ตราบใดที่ท้องเค้ายังหิว หรือยังหาเช้ากินค่ำ เค้าจะแคร์สิ่งแวดล้อมเหรอ ลองคิดกลับกัน เราจะแคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมมากกว่าเรื่องครอบครัว หรือเรื่องค่าเทอมลูกไหม นี่เป็นสิ่งที่เราต้องย้ำเตือนตัวเองเสมอตอนทำDefire”ธีธัช รังคสิริ (เอิ๊ก), CEO, Defire วสันชัย วงศ์สันติวนิช (วิว), CTO, Defire มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขององค์กร แชร์ให้ฟังว่า “โมเดลธุรกิจของ Defire มันมีความ Unique ทั้งในเชิงธุรกิจและเทคโนโลยี เรานำเรื่อง Carbon Credit หรือเรื่องของการลดมลภาวะ โดยใช้เป็นเครื่องมือที่ให้ Incentive กับเกษตรกรในการเลิกเผาไร่” เป้าหมายสุดท้ายของโมเดลธุรกิจDefire คือ ทำยังไงให้ Stop Hunger หรือให้เกษตรมีชีวิตที่ดีก่อน แล้วท้ายที่สุดเราเชื่อว่าเขาจะกลับไปทำให้การเกษตรของเขาดีต่อเรื่อง Climate Change หรือปัญหาโลกร้อน ค้นหาวิธีลัด ทำให้ธุรกิจโตแบบก้าวกระโดด เรามองกว่า Defire คอนเซ็ปต์มันชัด แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนคือเรื่องของธุรกิจ เราคิดว่าการเข้ามาร่วมการแข่งขัน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้โมเดลธุรกิจโตขึ้นแบบ Exponential รวดเร็วกว่าที่คุณไปเรียนรู้ด้วยตัวเองข้างนอก “ยอมรับว่าสิ่งที่ได้จากการแข่งขันSCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 เกินความคาดหวังไปมาก เดิมทีเราคิดว่าการแข่งขันนี้จะทำให้โมเดลธุรกิจของเรามันชัดเจนขึ้น แต่ที่ได้มากกว่านั้นคือ ได้ในเรื่องของ Technical, Feasibility ในด้านต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาเป็นกรรมการ คือกรรมการของการแข่งขันนี้ มีองค์ความรู้ที่ไม่เฉพาะเรื่องของธุรกิจ แต่มีองค์ความรู้ที่หลากหลายทำให้ทีมได้ Feedback ที่หลากหลาย และช่วยทำให้เราโตไปได้ไกลขึ้น โตไปได้เร็วขึ้น”ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง (พัตเตอร์),CBDO, Defire สตาร์ตอัปจะปังหรือพัง ขึ้นอยู่กับอะไร “สตาร์ตอัป เป็นองค์กรที่Fail Fast Learn Fast และมีไอเดียที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นก่อน”ซึ่งในมุมมองของทีม Defire มองว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยประสบความสำเร็จมีหลัก ๆ อยู่ 2 ปัจจัย อย่างแรกคือFounderเพราะสตาร์ตอัปเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความทุ่มเท ต้องเป็นทั้ง “Thinker” และเป็น “Doer” คือเป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติ นั่นคือการคิดตลอดเวลาและยังต้องทำตลอดเวลา ซึ่งมันท้าทายมาก แต่ถ้าคุณเป็น Founder คุณต้องมีความมุ่งมั่นและมี Passion กับการทำเรื่องนั้นจริง ๆ คุณถึงจะทำมันได้สำเร็จ ส่วนที่2 คือ ความสำเร็จจะมาเมื่อคุณเรียนรู้จากความล้มเหลว เรียนรู้จาก Comments ต่าง ๆ แล้วคุณจะโตขึ้น“การเป็นสตาร์ตอัปคุณจะต้องผ่านมาสักสนามหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสนามนักลงทุน หรือสนามแข่งขันใช่ไหม มันจะต้องโดนตีตก จะต้องโดนปฏิเสธ ต้องโดนตำหนิ หรืออะไรสักอย่าง แต่ถ้าคุณไปจมปลักกับความผิดหวังตรงนั้น มันจะก้าวออกไปไม่ได้”ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง (พัตเตอร์),CBDO, Defire อยากฝากอะไรถึงทีมผู้เข้าแข่งขันSCG Bangkok Business Challenge @ Sasin ในปีหน้า “ในมุมผมPassion กับความตั้งใจ และ Focus ในสิ่งที่ทำเป็นสิ่งสำคัญ ทีมที่สมัครเข้ามาแข่งขันหากเชื่อจริง ๆ ในสิ่งที่นำเสนอและพร้อมพิสูจน์ว่าเป็นไปได้ ผมอยากให้ลองมาสมัคร แทนที่เราจะนั่งคิดคนเดียว การแข่งขันก็เหมือนเรามาพิสูจน์ว่าไอเดียที่เราคิดมันโอเครึเปล่าในมุมมองของคนอื่น มันไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ได้กับได้”วสันชัย วงศ์สันติวนิช (วิว)CTO, Defire ทิ้งท้าย สำหรับนิสิตนักศึกษาที่อยากเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่สนามสตาร์ตอัปอย่างทีม Defire – Sustainable นี้ ลองแวะเข้าไปดูข้อมูลโครงการต่าง ๆ เพิ่มเติมจากเวที SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin ได้ที่https://bbc.sasin.edu/2022 _______________________ เกี่ยวกับDefire Defire เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้คาร์บอนเครดิตส่งเสริมให้ชาวนาเลิกเผาพื้นที่เพาะปลูกและเศษซากพืชผล แพลตฟอร์ม Defire ผสมผสานปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง และเทคโนโลยีการตรวจจับระยะไกล เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนเมื่อมีการเผา Defire เน้นใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาการเผาไร่นาอย่างยั่งยืนเพื่อลดมลพิษและภาวะโลกร้อนโดยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาควบคู่ไปด้วยกัน
“Bio-Compostable Compound” จาก SCGC GREEN POLYMER™ ทางเลือกใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีต่อเรา ดีต่อโลก

“Bio-Compostable Compound” จาก SCGC GREEN POLYMER™ ทางเลือกใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีต่อเรา ดีต่อโลก

วันที่: 25 มี.ค. 2565

“No one is too small to make a better world” เพราะการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ ’ทุกคน’ สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ ในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า โลกเกิดภาวะวิกฤตทางธรรมชาติต่าง ๆ มากมาย ดังที่ปรากฏในข่าวเรื่อยมา สิ่งเหล่านี้ทำให้พิสูจน์แล้วว่า ภาวะโลกร้อนได้ขยับเข้ามาใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่คิด ซึ่งเป็นผลพวงจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและทุกชีวิตบนโลก ทำให้เกิดคำถามว่า เราจะสามารถดูแลโลกของเรา เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่สู่คนรุ่นลูก รุ่นหลาน ได้อย่างไร ? ในฐานะผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีมาอย่างยาวนาน จึงเกิดการพัฒนานวัตกรรม พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ในเวลาไม่นาน และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ คืออะไร ? ย่อยสลายอย่างไร ? การแก้ไขปัญหาด้านการจัดการกับพลาสติกใช้แล้วที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ด้วยการลดปริมาณการใช้งานลงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อีกหนึ่งทางเลือกที่ควรทำควบคู่กันเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาคือ การทำให้พลาสติกใช้แล้วสามารถย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยการเลือกใช้พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากพลาสติกทั่วไป พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Bio-Compostable Compound) คือ พลาสติกที่หลังจากผ่านกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ และกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ สารประกอบอินทรีย์ และมวลชีวภาพ ภายใต้อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณออกซิเจนที่เหมาะสม โดยไม่ทิ้งสิ่งตกค้างที่เป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ หากอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็จะสามารถย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ โดยสิ่งที่หลงเหลืออยู่สามารถนำมาใช้ในการปลูกต้นไม้ได้เลย โดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด อนาคตกับพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มีคุณสมบัติการใช้งานได้เทียบเคียงกับพลาสติกรูปแบบเดิม ทำให้ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงมากขึ้นในวงกว้าง พร้อมกันนี้ในแต่ละประเทศได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีการออกระเบียบข้อบังคับใช้ภายในประเทศ เช่น ประเทศจีนที่ประกาศให้ถุงพลาสติก shopping bag ต้องเป็นพลาสติกแบบย่อยสลายได้ โดยเริ่มบังคับใช้จริงในปี 2021 ที่ผ่านมา นำร่องใน 5 เมืองใหญ่ และขยายผลบังคับใช้ทั่วประเทศภายในปี 2023 การออกข้อบังคับเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ทั้งในสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวไปเป็นเพียงบทบทเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคต ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ จะมีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของแต่ละประเทศแล้ว ความมุ่งมั่นในการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต จะทำให้พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพกลายมาเป็นส่วนสำคัญของโลกที่ช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน นวัตกรรมเม็ดพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มาตรฐานระดับโลก จาก SCGC SCGC ที่มีภารกิจสำคัญ คือ มุ่งสู่การเป็น ‘ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน’ และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยล่าสุด SCGC ได้พัฒนาเม็ดพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Bio-Compostable Compound Resin) เกรด BIOC01FN ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMERTM ซึ่งเป็นสูตรผสมสำเร็จเฉพาะ ที่มีคุณสมบัติพิเศษพร้อมให้นำไปขึ้นรูปฟิล์มสำหรับผลิตสินค้าจำพวกถุงย่อยสลายได้ ใช้งานในทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เพิ่มความสะดวกสบายและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้เป็นอย่างดี พร้อมกับคุณสมบัติที่ครบเครื่องตามความต้องการของผู้ผลิตและผู้ใช้งาน สำหรับนวัตกรรมเม็ดพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพของ SCGC ผ่านการรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกอย่าง DIN CERTCO ประเทศเยอรมันนี ว่าสามารถย่อยสลายทางชีวภาพในอุตสาหกรรม (Industrial compostable) ได้จริง ภายใต้สภาวะอุณหภูมิที่ 60 °C โดยจะแปรสภาพเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และสารชีวมวล ภายใน 180 วัน โดยไม่ทิ้งสารตกค้างในสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยังสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ในเชิงนิเวศได้อย่างสมบูรณ์ นับเป็นนวัตกรรมพลาสติกอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่จะตอบโจทย์ผู้ผลิตและผู้ใช้งาน และจะช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี นอกจากนี้ หากทุกฝ่ายเข้าใจถึงคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด เลือกใช้ให้เหมาะสม และมีการจัดการที่ถูกวิธี ก็จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในการจัดการพลาสติกได้อย่างยั่นยืน พร้อมคืนโลกที่น่าอยู่สู่คนรุ่นหลังต่อไป สนใจผลิตภัณฑ์หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่greenpolymer@scg.com Source:https://www.stou.ac.th/Schools/sst/main/KM/KM%20Post/57/BioPlastic.pdf
ฝาขวดน้ำอัดลมน้ำหนักเบาพิเศษ ลดปริมาณการใช้พลาสติก เพื่อเรา เพื่อโลก

ฝาขวดน้ำอัดลมน้ำหนักเบาพิเศษ ลดปริมาณการใช้พลาสติก เพื่อเรา เพื่อโลก

วันที่: 4 มี.ค. 2565

ในปัจจุบันนี้ พลาสติกมีบทบาทสำคัญสำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำอัดลมที่มีการผลิตมากกว่าสามล้านล้านขวดต่อปี ด้วยจำนวนการใช้งานที่มหาศาลเช่นนี้เอง การลดปริมาณพลาสติกที่ใช้ในการขึ้นรูปฝาขวดแม้เพียง 5 - 10% ก็สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศได้มาก ทิศทางการปรับตัวในเรื่องของการใช้พลาสติกของเจ้าของแบรนด์ต่าง ๆ ก็มุ่งเน้นการลดการใช้พลาสติกลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนในระยะยาวด้วยเช่นกัน โดยได้มีการพัฒนาฝารูปแบบใหม่ ๆ ที่ลดปริมาณพลาสติกที่ใช้ลงไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน น้ำหนักของฝาน้ำอัดลมในหลาย ๆ ประเทศลดเหลือเพียง 2 กรัมเท่านั้น โดยในการที่จะสามารถผลิตฝาที่ทั้งน้ำหนักเบาแต่ยังคงประสิทธิภาพในการใช้งานได้เหมือนเดิมได้นั้น จะต้องใช้เม็ดพลาสติกที่มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการต้านทานต่อการแตกร้าวของความเครียดจากสิ่งแวดล้อม (Environmental Stress Cracking Resistance) เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) จึงได้คิดค้นเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMERTM เกรด SX002J และ SX002JA จากเทคโนโลยี SMXTM ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์สินค้าได้ ทั้งในแง่ความแข็งแรงทนทานแม้ลดปริมาณการใช้พลาสติกลง และสามารถกักเก็บแก๊สเพื่อให้น้ำอัดลมไม่สูญเสียความซ่าไปได้ โดยเม็ดพลาสติก SX002JA นี้ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของ Coca-Cola ว่าสามารถใช้ผลิตฝาขวดน้ำอัดลมขนาด 2 กรัมได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายก็เริ่มมีการเปลี่ยนโมเดลของฝาน้ำอัดลมที่มีน้ำหนักลดลง เช่น จาก 2.15 กรัมเหลือเพียง 2.0 กรัมเท่านั้น ซึ่งเม็ดพลาสติก SX002J และ SX002JA ก็สามารถตอบโจทย์ฝาขวดน้ำอัดลมน้ำหนักเบาพิเศษได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้ว ยังผ่านการรับรองจาก SCG Green Choice ฉลากสินค้ารักษ์โลก ในด้านการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและยืดอายุการใช้งาน (Circularity) อีกด้วย ด้วยการผลิตฝาขวดน้ำอัดลมกว่าเจ็ดล้านตันในแต่ละปี หากสามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกลงได้แม้เพียงแค่ 5% ก็จะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 458,500 ตันต่อปี ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดวิกฤตภาวะโลกร้อนให้กับโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่สนใจที่จะพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตามแนวคิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี สามารถติดต่อได้ที่ foodbev_pkg@scg.com
เอสซีจี เคมิคอลส์ จับมือกับคาร์กิลล์ ผลิตบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชนิดเดียว (Mono-Material Packaging)  สำหรับแบรนด์ PlantEver

เอสซีจี เคมิคอลส์ จับมือกับคาร์กิลล์ ผลิตบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชนิดเดียว (Mono-Material Packaging) สำหรับแบรนด์ PlantEver

วันที่: 10 ม.ค. 2565

เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมมือกับ คาร์กิลล์ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากวัสดุเพียงชนิดเดียว (Mono-Material Packaging) สำหรับผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชภายใต้ชื่อแบรนด์ PlantEverTM ซึ่งได้เปิดตัวไปในเดือนธันวาคม 2564 โดยทั่วไปแล้ว บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว หรือ Flexible Packaging ที่มักพบเห็นในท้องตลาดนั้น เกิดจากแผ่นฟิล์มที่มีการรวมตัวกันของวัสดุหลากชนิด (Multi-Material) โดยนำมาเรียงประกบกันแล้วเชื่อมด้วยชั้นกาว โดยวัสดุแต่ละชนิดที่มีคุณสมบัติต่างกันเพื่อตอบคุณสมบัติที่หลากหลายในการใช้งาน แต่วัสดุหลายชนิดนั้นมีจุดหลอมเหลวต่างกัน และไม่สามารถแกะหรือดึงแยกออกจากกันได้ จึงเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างจำกัด เอสซีจี เคมิคอลส์ ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน จึงได้คิดค้นพัฒนาเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเพื่อการผลิตฟิล์มแบบดึงยืด 1 ด้าน (MDOPE film) ที่มีคุณสมบัติพิเศษในด้านการทนความร้อนได้สูง จึงสามารถใช้เป็นชั้นพิมพ์ในบรรจุภัณฑ์ Mono-Material เพื่อการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ และผ่านการทดสอบว่าตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี ความร่วมมือของเอสซีจี เคมิคอลส์ และ คาร์กิลล์ ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเพื่อตอบโจทย์การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าสู่วิถีแห่งการบริโภคอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คุณวัชรพล ประสพเกียรติโภคา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคาร์กิลล์ โปรตีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “คาร์กิลล์มุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายในการผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงโลกใบนี้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบและยั่งยืน ที่ผ่านมา เราได้มีการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องและนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อช่วยให้สายการผลิตและจัดจำหน่ายของเรามีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนมากที่สุด เช่น ลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ร่วมมือกับคู่ค้าและคู่ธุรกิจเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของโครงการนี้ ซึ่งช่วยส่งเสริมเป้าหมายด้านความยั่งยืนของคาร์กิลล์ทั่วโลก อีกทั้งยังสนับสนุนจุดยืนของผลิตภัณฑ์ PlantEver™ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจเกี่ยวกับสุขภาพและคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” คุณรุ่งทิพย์ จงสืบโชค Food and Beverage Business Director เอสซีจี เคมิคอลส์ เปิดเผยว่า “เอสซีจี เคมิคอลส์ มีความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมสร้างสรรค์โลกแห่งความยั่งยืน ผ่านการพัฒนาสินค้าและนำเสนอโซลูชันร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้แบรนด์ SCG GREEN POLYMERTM โดยมีโซลูชันสำหรับบรรจุภัณฑ์ Mono-Material เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีการใช้อยู่อย่างแพร่หลาย ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้ที่สนใจที่จะพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตามแนวคิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี สามารถติดต่อได้ที่ foodbev_pkg@scg.com