“Closed-loop Trash Bag” เพิ่มมูลค่าให้เศษฟิล์มเหลือใช้ในโรงงาน โดย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี

“Closed-loop Trash Bag” เพิ่มมูลค่าให้เศษฟิล์มเหลือใช้ในโรงงาน โดย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี

วันที่: 10 ก.ค. 2564

ภายใต้ทิศทางธุรกิจของปี 2564 ที่มุ่งสู่การเป็น‘ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน’ หรือ ‘Chemicals Business for Sustainability’ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และ ESG (Environmental, Social, Governance) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีความท้าทายใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับการดำเนินงานในหลากหลายบริบท โดยหนึ่งในนั้นคือการบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กล่าวคือ การนำทรัพยากรดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนใช้ซ้ำ จนเกิดเป็นพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption) Closed-Loop Trash Bag โครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานภายในองค์กรและเครือข่ายพันธมิตร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจของการประยุกต์ใช้แนวคิดผลิต-ใช้-วนกลับ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบและสามารถนำมาขยายผลให้เกิดประโยชน์เป็นวงกว้างได้ เริ่มต้นจากความใส่ใจสิ่งใกล้ตัว ภายในโรงงานของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรเหลือใช้ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐาน โดยกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบนฐานคิดของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)สำหรับ Closed-Loop Trash Bag เป็นการนำเศษฟิล์มใสชนิด Linear Low Density Polyethylene (LLDPE) หรือ พอลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากงานห่อพาเลทหรือห่อสินค้าในโรงงาน มาสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งแต่เดิมนั้นวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปขายให้กับโรงงานรีไซเคิลรายย่อย โครงการ Closed-Loop Trash Bag นี้ ได้ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนใช้ซ้ำเศษฟิล์ม LLDPE ปริมาณเฉลี่ยเดือนละ 1 ตัน และนำมาใช้เป็นเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตถุงใส่ขยะคุณภาพดีสำหรับใช้ในโรงงาน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 ความเชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญ ทีมงานผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการ Closed-Loop Trash Bag ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ของภูมิภาคได้เป็นอย่างดี โดยโครงการนี้เป็นการแปรรูปวัสดุฟิล์ม LLDPE ที่เหลือใช้จากงานแพ็คเกจจิ้ง ให้กลายเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และการปรับปรุงสูตรที่เหมาะสมโดยนำเม็ดพลาสติกที่ผลิตด้วย SMXTMTechnology ลิขสิทธิ์การผลิตเฉพาะของบริษัทเข้าไปเป็นส่วนผสมสำคัญ ผลสำเร็จของสูตรผสมดังกล่าว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของถุงขยะให้ตรงกับความต้องการใช้งานจริง อีกทั้งยังสามารถลดความหนาของถุงลงได้ 30% แต่ยังคงความแข็งแรง เป็นการลดใช้ทรัพยากร และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (kgCO2e) อีกด้วย สู่ความสำเร็จที่งดงามด้วยความร่วมมือ นอกจากจะเป็นโครงการที่นำเสนอผลลัพธ์ของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว Closed-Loop Trash Bag ยังเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญที่นำเสนอภาพ Collaboration is Key ของเอสซีจีได้อย่างเด่นชัด โดยทีมงานที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้ มาจากทีมงานภายในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี คือ Materials Management, Logistic & Admin Sourcing และ Circular Economy Business และพันธมิตรนอกองค์กรอย่าง TPBI พาร์ทเนอร์คนสำคัญซึ่งมีนโยบาย Circular Economy Business เหมือนกัน โดยมี โครงการวน เป็นผู้รับเศษพลาสติกจากโรงงาน ส่งให้ TPBI ผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และนำไปขึ้นรูปเป็นถุงขยะด้วยสูตรของเอสซีจี Closed-Loop Trash Bag คืออีกหนึ่งโครงการสำคัญของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับทุกทัชพอยต์ของการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังชี้ให้เห็นภาพของการร่วมแรงร่วมใจในระดับหน่วยงานและเครือข่ายพันธมิตร ที่ช่วยทำให้โครงการเดินหน้าและสามารถต่อยอดการสร้างคุณค่าให้เกิดกับสังคมในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น
SCGTM PP P1085J นวัตกรรมพลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บางลง น้ำหนักเบาขึ้น และช่วยประหยัดพลังงาน

SCGTM PP P1085J นวัตกรรมพลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บางลง น้ำหนักเบาขึ้น และช่วยประหยัดพลังงาน

วันที่: 10 ก.ค. 2564

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อพลวัตรทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมดังกล่าว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่ม ที่มีการใช้งานวัสดุพลาสติกอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ชั้นแนวหน้าของประเทศและระดับภูมิภาค ตระหนักถึงการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างศักยภาพให้กับวงการนี้อย่างยั่งยืน จึงได้พัฒนาSCGTMPP P1085Jนวัตกรรมเม็ดพลาสติกสำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่ตอบโจทย์เทรนด์อุตสาหกรรมได้อย่างลงตัว อุตสาหกรรมปรับ เราจึงต้องขยับตัวให้ทัน ประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์มายาวนานกว่า 50 ปี จากอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ สู่การเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคอาเซียน สำหรับปัจจุบันกระแสการลงทุนในรถยนต์พลังงานทดแทนที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริด (Hybrid) และอีโคคาร์ (Eco Car) มีเพิ่มขึ้นและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ความต้องการใช้พลาสติกในการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์จึงจะมีเพิ่มสูงขึ้นด้วย เทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในวันนี้ ผู้ผลิตต่างก็กำลังมองหารถยนต์ที่สามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้น ดังนั้นหากผู้ผลิตสามารถลดน้ำหนักของชิ้นส่วนรถยนต์ด้วยการใช้วัสดุพลาสติกที่ขึ้นรูปชิ้นส่วนได้บางลงและมีน้ำหนักเบาลงโดยที่ยังคงความแข็งแรงเท่าเดิมได้ ก็จะส่งผลให้น้ำหนักโดยรวมของรถยนต์ทั้งคันลดลง ส่งผลดีต่อทั้งผู้ใช้งานรถยนต์ในแง่ของการประหยัดน้ำมัน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ด้วยคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมหลายประการของพลาสติก เช่น มีความแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา ราคาไม่แพง ลดแรงเสียดทานได้ดี นำมาออกแบบและขึ้นรูปได้ง่าย ความแพร่หลายของการใช้วัสดุดังกล่าวเพื่อทดแทนโลหะหรือกระจกในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์จึงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะชิ้นส่วนที่ผลิตจากพลาสติกทำให้รถยนต์มีน้ำหนักเบา ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ทั้งยังลดต้นทุนให้กับผู้ผลิตอีกด้วย SCGTMPP P1085J เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ พลาสติกที่ใช้กับงานด้านชิ้นส่วนยานยนต์มีหลายประเภท ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เม็ดพลาสติกพอลิโพรพิลีนคอมพาวนด์ (Polypropylene Compounds: PP Compounds) จากความต้องการที่สอดคล้องไปกับเทรนด์ของอุตสาหกรรม รวมถึง-ข้อกำหนดมาตรฐานของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ต้องมีความแข็งแรง รับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม (High Impact) และคงรูปได้ดี (High Stiffness) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงได้มุ่งมั่นคิดค้นและวิจัยนวัตกรรมเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติดังกล่าว และผลลัพธ์ที่ได้คือเม็ดพอลิเมอร์เกรด ‘SCGTMPP P1085J’ ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี คุณสมบัติที่โดดเด่นของเม็ดพลาสติก SCGTMPP P1085J คือ การขึ้นรูปได้ง่าย ทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บางลงกว่าเดิมได้ถึง 0.5 มิลลิเมตร น้ำหนักของชิ้นงานลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโมเดลชิ้นส่วนงานแบบปกติ ลดพลังงานที่ใช้ในการผลิต และลดการเกิดริ้วร้อย (Defect) ระหว่างการฉีดขึ้นรูป (Gate String) ได้เป็นอย่างดี เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ SCGTMPP P1085J ที่เกิดขึ้นจากการคิดค้นและพัฒนาของ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังสอดคล้องและส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า ลดปริมาณการใช้วัตถุดิบตั้งต้น ในขณะที่ความแข็งแรงของชิ้นงานยังเทียบเท่ากับของที่ผลิตจากพลาสติกเกรดมาตรฐาน สอดรับกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน ที่ต้องการลดน้ำหนักของชิ้นส่วนรถยนต์ แต่วัสดุยังคงต้องมีความแข็งแรงตามมาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ SCGTMPP P1085J เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมพอลิเมอร์ ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนและในอนาคต ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนาเม็ดพลาสติกที่จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และยกระดับประสิทธิภาพในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ที่มา: https://www.allaroundplastics.com/magazine-online-th http://plastic.oie.go.th/Articles/2014/12/ https://www.scgchemicals.com/th/news-media/feature-story/detail/98
ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กับแนวคิด ESG เพื่อสังคมที่ดี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน และธุรกิจที่เติบโต

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กับแนวคิด ESG เพื่อสังคมที่ดี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน และธุรกิจที่เติบโต

วันที่: 24 มิ.ย. 2564

การดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะผลกำไรและการลดต้นทุน อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของโลกยุคปัจจุบันที่กำลังประสบกับปัญหาหลากหลายด้าน อาทิ การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิสภาพอากาศของโลกที่แปรปรวน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจนมากขึ้น และการคอร์รัปชัน ดังนั้นธุรกิจจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ และนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างเกื้อกูลแก่ทุกฝ่ายและสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เข้าใจถึงความสำคัญของบริบทการเปลี่ยนแปลงนี้และได้นำแนวคิดความใส่ใจในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาล หรือ ESG ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน บูรณาการให้เข้ากับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนและเน้นย้ำการแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจในทั้ง 3 มิติดังกล่าว ESGสัมพันธ์กับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนอย่างไร? ESG เป็นคำที่ถูกบัญญัติขึ้นใช้ในตลาดทุน เพื่อใช้เป็นข้อมูลให้กับนักลงทุนสามารถประเมินผลการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่ข้อมูลด้านการเงินแต่เพียงอย่างเดียว โดย ESG ยังช่วยสะท้อนว่าธุรกิจมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีและบริหารงานอย่างโปร่งใส จัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เป็นพื้นฐานของESGประกอบไปด้วย3 มิติที่สำคัญได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental = E) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการพลังงาน น้ำ ขยะ ของเสีย มลพิษ และก๊าซเรือนกระจก มิติสังคม (Social = S) ประกอบด้วยการปฏิบัติต่อพนักงาน ความรับผิดชอบต่อลูกค้า และการพัฒนาสังคมและชุมชน และมิติบรรษัทภิบาล (Governance = G) ซึ่งให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยงบนความยั่งยืน การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และนวัตกรรมองค์กร ความสำคัญของESG กับธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นอกเหนือจากการกำหนดให้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจแล้ว ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังได้ประยุกต์ ESG ให้เป็นอีกหนึ่งกรอบแนวคิดเพื่อช่วยสะท้อนภาพความรับผิดชอบที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน 3 มิติดังต่อไปนี้ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental)เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ประกาศโรดแมปด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อมุ่งสู่ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมตลอดซัพพลายเชน ตั้งแต่การพัฒนาโซลูชันเม็ดพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ง่าย ออกแบบให้เม็ดพลาสติกใช้ทรัพยากรลดลง แต่ยังคงมีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่งเสริมนวัตกรรมพลาสติกชีวภาพเพื่อให้เป็นวัสดุทางเลือก ตลอดจนการบูรณาการ Advance Recycling Process เทคโนโลยีรีไซเคิลชั้นสูงเพื่อเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Renewable feedstock) มิติสังคม (Social)เพื่อสร้างชุมชนรอบโรงงานให้มีเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ผลักดันให้เกิดวิสาหกิจชุมชนคุณภาพ ที่นำอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชุมชนในจังหวัดระยองมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าให้มากขึ้น โดยให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกและทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น นวัตกรรมผ้าใยสับปะรด โดยวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแสนใย คนแสนวิถี อ.ปลวกแดง, นวัตกรรมผ้าย้อมครามทะเล โดยวิสาหกิจชุมชนแตนบาติก ผ้ามัดย้อม อ.บ้านฉาง, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านทิวลิป ชุมชนเนินพยอม อ.เมือง, วิสาหกิจชุมชนสละลอยแก้วสองสลึง อ.แกลง และตลาดนัดออนไลน์ ระยองชอปฮิ มิติบรรษัทภิบาล (Governance)ESG ช่วยทำธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ติดตามและรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจให้ครบถ้วน เป็นระเบียบ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น สามารถสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดดังกล่าวยังช่วยทำให้ธุรกิจบริหารจัดการความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างเหมาะสม รักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ และเป็นเครื่องมือในการสะท้อนศักยภาพของธุรกิจที่ดึงดูดความสนใจของผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในธุรกิจที่มีคุณภาพและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน การประกาศจุดยืนในการนำ ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่งยึดหลักความใส่ใจสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคมให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และบริหารจัดการองค์ภายใต้หลักธรรมาภิบาล จะทำให้ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของประชาคมโลก
3 ความท้าทาย ในการรีไซเคิลให้ประสบผลสำเร็จ

3 ความท้าทาย ในการรีไซเคิลให้ประสบผลสำเร็จ

วันที่: 24 มิ.ย. 2564

ความตื่นตัวในการให้ลำดับความสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อม(Environmental Management Hierarchy)เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ พร้อมกับการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด สืบเนื่องจากการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ผลกระทบจากของเสียที่เกิดขึ้นจากการบริโภคที่ทวีความรุนแรงขึ้น และปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโล อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการนำทรัพยากรเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบยังต้องได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ในบทความนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงได้รวบรวมเหตุผลที่ทำให้การรีไซเคิลของเราที่ผ่านมายังอาจไม่สำเร็จในวงกว้าง ความท้าทายข้อที่1:โครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการไม่เพียงพอ ตามที่ระบุไว้ในรายงานขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2018 ว่า ในแต่ละปีมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั่วโลกเฉลี่ย11.2 พันล้านตันโดยอัตราการรีไซเคิลของแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีแนวโน้มของอัตราการรีไซเคิลที่มากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะมีการกำหนดให้การบริหารจัดการขยะรีไซเคิลเป็นวาระแห่งชาติแล้ว แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการขยะรีไซเคิลแบบครบวงจร ยังต้องการความชัดเจนและความเป็นเอกภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้ครอบคลุม การส่งเสริมการพัฒนาตลาดการประมูลขยะรีไซเคิล การเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายในคลังสินค้ารีไซเคิล ตลอดจนการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการวางแผนบริหารจัดการองค์กรให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวทาง Enterprise Resource Planning (ERP) เพื่อเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ก้าวข้ามความท้าทายนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้ริเริ่ม บางซื่อโมเดล โครงการที่ถ่ายทอดรูปแบบการคัดแยกขยะแบบเอสซีจีให้แก่พนักงาน และโครงการชุมชนLIKE(ไร้) ขยะที่เป็นการต่อยอดแนวคิดการบริหารจัดการขยะแบบเอสซีจีไปสู่ชุมชนในจังหวัดระยอง รวมถึงการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน ‘คุ้มค่า’ ตัวช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมประสิทธิภาพการทำงานของธนาคาร ความท้าทายข้อที่2: จูงใจด้วยผลตอบแทนหลายรูปแบบ แม้ว่าจะมีการออกข้อบังคับและการอบรมแนวทางการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กร สังคมหรือชุมชนที่อยู่บนฐานคิดของการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด แต่ความท้าทายสำคัญนั้นเกิดขึ้นในระดับปัจเจก นั่นหมายถึง จะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถรีไซเคิลได้โดยที่ไม่ต้องคิดว่าเป็นเพียงแค่การทำให้โลกนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น ที่ประเทศอิตาลี มีแคมเปญแลกขวดกับค่าโดยสารเพียงแค่นำขวดน้ำดื่มพลาสติก 30 ขวด หย่อนไปในตู้รีไซเคิล ก็จะได้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินฟรีเป็นเวลา 100 นาที หรือที่เมืองสุราบายาของอินโดนีเซีย ที่การรีไซเคิลขวดน้ำดื่มจำนวน 5 ขวด มีค่าเท่ากับตั๋วรถประจำทางฟรี 2 ชั่วโมง ซึ่งเพิ่มปริมาณขวดพลาสติกรีไซเคิลได้สูงถึง 7.5 ตันต่อรถประจำทางหนึ่งคัน นอกจากนี้ การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กในด้านต่าง ๆ ทั้งการเงิน การตลาด การบริหารจัดการ และการนำนวัตกรรมใหม่ที่ทันสมัยมาใช้งาน ตลอดจนการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความกระชับและคล่องตัวมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ความท้าทายข้อที่3: การรีไซเคิลต้องเข้าใจง่ายและทำได้เลย โดยปกติเรามักเข้าใจว่าการรีไซเคิลนั้นเป็นเรื่องที่ลงมือทำได้ทันที แต่ลองคิดถึงสถานการณ์ที่คุณต้องแยกเศษชานมไข่มุกออกจากแก้วพลาสติก ก่อนที่จะทิ้งลงถังขยะ อาจจะต้องใช้เวลาคิดก่อนสักเล็กน้อย และนั่นทำคนส่วนใหญ่ใช้ความไม่สะดวกสบายเป็นข้ออ้างที่จะไม่รักษ์โลก อีกเหตุผลเชิงจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการไม่รีไซเคิลก็คือ ทั้งข้อดีและข้อเสียของการกระทำนี้ไม่ได้ทำให้เกิดผลโดยทันที นั่นหมายถึง หลายคนไม่สามารถเชื่อมโยงและหาเหตุผลให้กับการคัดแยกขยะก่อนทิ้งได้ ดังนั้นนักจิตวิทยาจึงแนะนำว่าควรให้ชุดความรู้ที่ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน พร้อมกับการนำเสนอข้อโต้แย้งที่เชื่อมโยงเข้ากับตัวผู้รับสารได้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่จูงใจซึ่งประกอบไปด้วย ชุดข้อมูลเชิงสังคมที่เป็นรูปธรรม ความเชื่อและแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับ การใช้ความกลัวเป็นสิ่งดึงดูดใจ และข้อเสนอแนะที่นำไปปรับใช้ กระบวนการทางจิตวิทยานี้ถูกเรียกโดยรวมว่า“การสะกิดให้เกิดพฤติกรรม”หรือ “Nudge”ซีรี่ส์โฆษณารีไซเคิลซึ่งเป็นแคมเปญรณรงค์เพื่อสังคม (Public Service Announcement หรือ PSA) ของรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา คือตัวอย่างที่ดีของการนำชุดวิธีดังกล่าวไปใช้ให้เกิดผล ทำให้อัตราการคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำในกลุ่มชุมชนที่รับชมโฆษณาชุดนี้เพิ่มสูงถึงร้อยละ25 แม้ว่าการรีไซเคิลจะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ แต่การได้เริ่มลงมือและมุ่งมั่นเพื่อหาโซลูชันให้กับปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จะเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะช่วยขับเคลื่อนการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้อย่างคุ้มค่าให้ขยายวงกว้างออกไปอย่างเป็นรูปธรรม ที่มา: https://endplasticwaste.org/en/our-stories/all-plastics-are-technically-recyclable-so-whats-holding-us-back https://www.pbs.org/wgbh/frontline/article/what-plastic-types-to-recycle/ https://www.huffpost.com/entry/psychology-of-why-people-dont-recycle_n_57697a7be4b087b70be605b3 https://www.fastcompany.com/3064880/the-fascinating-psychology-of-why-and-what-we-choose-to-recycle
ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กับ “ดิจิทัลโซลูชัน” ยกระดับกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กับ “ดิจิทัลโซลูชัน” ยกระดับกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

วันที่: 22 มิ.ย. 2564

การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 260 ปีที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้น คุณภาพการผลิตที่ได้มาตรฐาน ย่นระยะเวลาและใช้พลังงานน้อยลง รวมถึงลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับบุคลากรซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งของธุรกิจ จากการให้ความสำคัญกับเงื่อนไขดังกล่าว ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี หนึ่งในผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย จึงได้เร่งเดินหน้าคว้าโอกาสในการดำเนินธุรกิจโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกทัชพอยต์ของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือ การบูรณาการ Digital Reliability Platform หรือ DRP และ Automation เทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยยกระดับกระบวนการผลิตของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์ Reliability การผลิต ด้วย Digital Reliability Platform หนึ่งในกระบวนการสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คือ การใช้เครื่องจักรเป็นตัวช่วยสำคัญในการผลิต ในกรณีที่เกิดการหยุดการผลิตโดยไม่คาดคิด ย่อมส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของกระบวนการผลิตจนอาจกลายเป็นวิกฤตได้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงได้พัฒนา Digital Reliability Platform (DRP) เพื่อช่วยดูแลการบริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรแบบครบวงจร (Asset Performance Management หรือ APM) นวัตกรรมดังกล่าวเป็นการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) โดยผสานข้อมูลของอุปกรณ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (Big Data) เพื่อแสดงสถานะการทำงานของเครื่องจักรในโรงงาน ช่วยให้ทีมงานสามารถคาดการณ์ (Predictive Analysis) สุขภาพของเครื่องจักร (Equipment Health) ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับมาตรฐานการบํารุงรักษาระหว่างหน่วยปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อช่วยป้องกันเหตุขัดข้องที่ทำให้ต้องหยุดการทำงานของเครื่องจักรแบบฉุกเฉินลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ Digital Reliability Platform หรือ DRP นี้ เป็นระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี พัฒนาร่วมกับ AVEVA (อาวีวา) ผู้นําโลกด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์สำหรับงานอุตสาหกรรม เปิดตัวออกสู่ตลาดไปเมื่อปลายปี 2563 โดยจะเป็นระบบที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเครื่องจักรได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เป็นรายแรกในตลาด ซึ่งจะเป็นการรวมทั้งเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยและข้อมูลเฉพาะทางของอุตสาหกรรมเข้าไว้ด้วยกัน ตอบรับการแข่งขันทางธุรกิจ ด้วย Automation เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผนวกกับวิสัยทัศน์อันแจ่มชัดผ่านการมองภาพรวมที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดของระบบ ทำให้ นวอินเตอร์เทค หนึ่งในบริษัทของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ที่เชี่ยวชาญงานแม่พิมพ์สำหรับอัดฉีด งานรีดพลาสติก แม่พิมพ์ตีขึ้นรูปโลหะและชิ้นส่วนเครื่องจักรในอุตสาหกรรม สามารถพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญไปสู่ Automation ก้าวสู่การเป็นธุรกิจที่บูรณาการนวัตกรรมดังกล่าว เพื่อรองรับลูกค้าทั้งภายในและภายนอกได้อย่างทันสมัย ปัจจุบัน นวอินเตอร์เทค ได้พัฒนานวัตกรรม Automation ขึ้นเพื่อใช้งานเองและลดการพึ่งพานวัตกรรมจากต่างประเทศ อาทิ หุ่นยนต์สามแกน (3 Axis Robot) สำหรับการนำชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์และตัดก้านฉีดอัตโนมัติ การใช้เซอร์โวมอเตอร์ (Servo Motor) มาปรับปรุงระบบไฮดรอลิกในเครื่องฉีด ช่วยประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึงร้อยละ 60 การนำ Automated Guided Vehicle ซึ่งเป็นรถยนต์ขนส่งอัตโนมัติมาใช้ขนส่งสินค้าภายในโรงงาน รวมถึงนวัตกรรม Automation อื่น ๆ อาทิ Automated Storage and Retrieval System (ASRS), Palletizer Robot, Loading Robot และ Big Bag Stacker สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.nawaintertech.com ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังคงมุ่งมันพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย ให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่น ๆ เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่ยุค Industrial 4.0 อย่างเต็มรูปแบบต่อไป ที่มาภาพ:res.cloudinary
“เพื่อสังคมเติบโต-ชุมชนยั่งยืน-สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์”: แนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี

“เพื่อสังคมเติบโต-ชุมชนยั่งยืน-สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์”: แนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี

วันที่: 31 พ.ค. 2564

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ตระหนักถึงความสำคัญของสังคมและชุมชน และพร้อมขับเคลื่อนและดูแลชุมชนให้ให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่มีเป้าประสงค์ให้ “สังคมเติบโต ชุมชนยั่งยืน สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์” ขับเคลื่อนผ่านแนวคิดโครงการที่สำคัญ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้ โครงการด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) นับตั้งแต่ความเห็นชอบและการตกลงร่วมกันในวาระเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2030 (Sustainable Development Goals-SDGs) เมื่อปี 2015 ซึ่งผ่านการรับรองของประเทศสมาชิกในกลุ่มสหประชาชาติ (United Nations) เพื่อสร้างหลักประกันความยั่งยืนด้านสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองให้กับผู้คนและโลก โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญจากเป้าหมายทั้งหมด 17 ข้อ คือ การปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่เกิดขึ้น (เป้าหมายที่ 13) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการบรรลุเป้าหมายในข้อที่ 13 นี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงได้มุ่งเน้นให้มีการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลเป็นวงกว้างและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาทิ การเป็นต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) ทุกโรงงานปิโตรเคมิคอลส์ของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ผ่านการตรวจประเมินเกณฑ์มาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศทั้ง 14 ข้อและได้รับการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เป็นต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ได้การรับรองครบทุกโรงงาน 100% แห่งแรกของประเทศ โดยธุรกิจได้ริเริ่มโครงการลดการปลดปล่อยสารไฮโดรคาร์บอนส่วนเกิน โดยการแลกเปลี่ยนระหว่างโรงงานของบริษัท ซึ่งช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 2,800 ตันต่อครั้ง และโครงการโซลาร์ที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 770 ตัน CO2/MWh ต่อปี การพัฒนาSMXTMTechnologyซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ที่ทำให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีความแข็งแรงมากขึ้น แต่ใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง และเมื่อสินค้าปลายทางมีน้ำหนักเบาลง น้ำหนักระหว่างการขนส่งจึงลดลงด้วย จึงเป็นการช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขั้นตอนการขนส่งได้ การพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกมาใช้งาน จึงช่วยลดผลกระทบของภาวะโลกร้อน โดยร่วมกับเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การพัฒนาฟิล์มสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นต้น โครงการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้หลักการ “ผลิต-ใช้-วนกลับ (Make-Use-Return)” ของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่กำลังได้รับการความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วนของสังคม ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ส่งเสริมและเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันให้หลักดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการดำเนินงานต่าง ๆ ของธุรกิจ อาทิ ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ โครงการที่ส่งเสริมและสร้างความร่วมมือในชุมชนระหว่างบ้าน วัด และโรง ให้สามารถจัดการขยะได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง โดยโครงการดังกล่าวเป็นการถอดบทเรียนและขยายผลมาจาก บางซื่อโมเดล โครงการภายในที่จูงใจให้พนักงานเอสซีจีเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจัดการกับขยะตามแนวทาง “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” สืบเนื่องจากโครงการชุมชน LIKE (ไร้) ขยะคือ การนำถุงนมโรงเรียน LLDPE กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเก้าอี้ โดยธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเรื่องพลาสติกเข้ามาช่วยจัดการขยะถุงนมที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 โดยเก้าอี้ 1 ตัว สามารถลดขยะพลาสติกจากถุงนมลงได้มากถึง 600 ถุง นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโครงการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่น่าสนใจก็คือ โครงการบ้านปลาเอสซีจี ที่ตอนนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 เป็นการต่อยอดจากการนำท่อ PE100 ที่เหลือจากกระบวนการขึ้นรูปทดสอบมาใช้สร้างบ้านปลา มาสู่การนำขยะพลาสติกจากทะเลและชุมชน เช่น ฝาขวดน้ำ ถุงพลาสติกหูหิ้ว มาคัดแยกผสมกับเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษของธุรกิจ เพื่อนำมาผลิตเป็นท่อสำหรับสร้างบ้านปลา ปัจจุบันจากความช่วยเหลือของจิตอาสาจากทั่วประเทศกว่า 22,900 คน มีการวางบ้านปลาไปแล้วจำนวน 2,180 หลัง ครอบคุลมพื้นที่ของ 43 กลุ่มประมง คิดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 47 ตารางกิโลเมตร ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 172 ชนิด โครงการสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety) สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ทุกขั้นตอนของการดำเนินงานมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ และต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน คู่ธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ธุรกิจจึงได้มุ่งมั่นที่จะจัดการให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับพนักงานและคู่ธุรกิจ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ที่ส่งต่อความห่วงใยไปสู่สังคมและชุมชน โดยโครงการด้านสุขภาพและความปลอดภัยนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 3 ขององค์การสหประชาติ ที่ว่าด้วยการสร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมสวัสดิภาพสำหรับทุกคนในทุกวัย The LifesaverTMผู้พิทักษ์ชีวิตเป็นโครงการสำคัญของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ที่ต้องการส่งต่อความห่วงใยของธุรกิจสู่ชุมชนผ่านการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร โดยส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นผู้พิทักษ์ชีวิต ส่งต่อความห่วงใยดูแลตักเตือนกันให้ปลอดภัย ไม่เพียงแค่เฉพาะในช่วงเวลาทำงาน แต่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ซึ่งขับเคลื่อนผ่านแนวคิดโครงการที่สำคัญ 3 ด้านดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น คือสิ่งที่สะท้อนความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ต้องการให้ “สังคมเติบโต ชุมชนยั่งยืน สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์” และเรายังคงมุ่งมั่นริเริ่มและผลักดันสิ่งที่ดียิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเสริมสร้างสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาความยั่งยืน