5 นวัตกรรมลดโลกร้อน “เปลี่ยนโลกที่มีให้ดีขึ้น” โดย เอสซีจี เคมิคอลส์

วันที่: 23 พ.ย. 2564

รายงานฉบับล่าสุดของ IPCC หรือ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในระดับโลกเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะเป็นความร่วมมือระหว่าง สหประชาชาติ (United Nation: UN) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำสาขาต่างๆ ที่ช่วยกันทบทวน สรุปและสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับการตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์นับหมื่นชิ้นจากทั่วโลก จนออกมาเป็นรายงานการประเมิน (Assessment Report) ระดับโลกที่มีความแม่นยำและมีความน่าเชื่อถือสูงมาก ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) คือ ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพชีวิต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

เอสซีจี เคมิคอลส์ ในฐานะผู้ผลิตเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรและผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ชั้นนำของภูมิภาค จึงได้มุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมพลาสติก ที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด และที่สำคัญช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกอบกู้โลกได้ ไฮไลต์ที่น่าสนใจทั้ง 5 มีดังต่อไปนี้

เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นด้วย “การรีไซเคิล”
เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ High Quality Post-Consumer Recycled Resin (PCR) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมภายใต้โซลูชัน “การรีไซเคิล” ด้วยสูตรเฉพาะของเอสซีจี เคมิคอลส์ และเครือข่ายในการรวบรวมพลาสติกใช้แล้วจากครัวเรือน ทำให้สามารถเปลี่ยนพลาสติกเหลือใช้ให้กลายเป็นเม็ดพลาสติก PCR ชนิด HDPE คุณภาพสูงได้ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปสู่แหล่งที่มาของขยะที่ถูกนำมาใช้ได้ สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลกอย่าง Global Recycle Standard (GRS) นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ทดแทนเม็ดพลาสติกใหม่ได้ตั้งแต่ 25–100% ตอบโจทย์นโยบายความยั่งยืนของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเม็ดพลาสติกทั่วไป และยังช่วยลดการเผาขยะเพื่อกำจัดอีกด้วย

เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นด้วย “การลดใช้ทรัพยากร”
SMXTM Technology คือ เทคโนโลยีการผลิตพอลิเมอร์ชั้นสูงที่พัฒนาขึ้นโดย เอสซีจี เคมิคอลส์ โดยมีแนวคิดการออกแบบเม็ดพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยทำให้เม็ดพลาสติก HDPE มีคุณภาพสูง ทั้งด้านความแข็งแรง และความเหนียวแน่น เมื่อนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผู้ผลิตจึงใช้ปริมาณเม็ดพลาสติกน้อยลง ส่งผลให้ใช้พลังงานในการกระบวนการผลิตลดลง นอกจากนี้ ยังทำให้สินค้าปลายทางมีน้ำหนักเบาลงด้วย จึงช่วยลดการใช้พลังงานในการขนส่งอีกต่อหนึ่ง  

เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นด้วย “การใช้พลังงานสะอาด”
นวัตกรรมทุ่นลอยน้ำสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นผิวน้ำ หรือที่เรียกว่า SCG Floating Solar Solutions เอสซีจี   เคมิคอลส์ คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาด สามารถรองรับการผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับกลางจนถึงระดับใหญ่  มีจุดเด่นที่การออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยตัวทุ่นผลิตจากเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษที่มี UV stabilizer ทนทานต่อแสงแดด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำกว่า 34 โครงการ สามารถสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้า รวมถึง 37.9 เมกะวัตต์ (MWp)  ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 26,530 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 18,192 ไร่ (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2564)

เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นด้วย “การจัดการขยะแบบครบวงจร”
“ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” คือ โมเดลการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร ซึ่งต่อยอดจาก บางซื่อโมเดล โมเดลการจัดการขยะภายในเอสซีจี สำนักงานใหญ่ มาสู่การบริหารจัดการขยะในชุมชน จ.ระยอง ขับเคลื่อนผ่าน “บ-ว-ร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน  ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อน Eco Community และเชื่อมต่อกับ “ธนาคารขยะชุมชน” เพื่อให้เกิดการบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการช่วงต้นปี 2562 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2564) สามารถนำขยะรีไซเคิลเข้าสู่ระบบแล้วกว่า 166 ตัน เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 125 ตั

เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นด้วย “การประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัล”
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ AI Supervisory for Energy Analytics โดยนำมาใช้ตรวจสอบการทำงานที่ผิดปกติของเครื่องจักร ทำให้สามารถคาดการณ์ความผิดปกติได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ช่วยลดความเสี่ยง และสามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ สามารถลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และไม่สูญเสียพลังงานโดยไม่เกิดประโยชน์ จากการทดสอบติดตั้งเทคโนโลยีในหน่วยการผลิตย่อย สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 19,430 กิกะจูลต่อปี หรือเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 806 ตันต่อปี

ตามความมุ่งมั่นที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ จะพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ตามแนวทาง ESG และ SDGs อย่างเป็นรูปธรรม เราจึงใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเราพร้อมที่จะร่วมกันขับเคลื่อนและลงมือปรับเปลี่ยน พร้อมสร้างสรรค์แนวทางที่จะช่วยรักษาสมดุลของโลกใบนี้ให้เกิดขึ้นต่อไปอย่างยั่งยืน

ติดตาม 5 นวัตกรรมลดโลกร้อน “เปลี่ยนโลกที่มีให้ดีขึ้น” โดย เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ที่ https://bit.ly/3C7atQ7

นวัตกรรมพลาสติก กับการบริหารจัดการน้ำเพื่ออนาคต

นวัตกรรมพลาสติก กับการบริหารจัดการน้ำเพื่ออนาคต

วันที่: 17 ส.ค. 2564

การอนุรักษ์และการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ คือ หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ เอสซีจี เคมิคอลส์ มุ่งมั่นคิดค้นและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในบริบทดังกล่าว โดยเฉพาะ “น้ำ” ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เพราะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคมและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ เอสซีจี เคมิคอลส์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ชั้นนำของประเทศและผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับการบริหารจัดการน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจจริงนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติข้อที่ 6 “การจัดการน้ำและสุขาภิบาล”โดยโครงการของ เอสซีจี เคมิคอลส์ ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการน้ำ สามารถนำเสนอได้เป็น 3 ข้อที่น่าสนใจ ดังนี้ “พอลิเมอร์เพื่อกักเก็บน้ำสะอาด ลดปัญหาขาดแคลนน้ำ และบำบัดเพื่อให้ปลอดภัย” พอลิเมอร์เพื่อกักเก็บน้ำสะอาด การมีสุขภาพดีเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งการมีความเป็นอยู่ที่ดีด้านสุขอนามัยนั้นเกิดจากองค์ประกอบหลายข้อ และการเข้าถึงทรัพยากรน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ เอลิเซอร์ (elixir)นวัตกรรมพอลิเมอร์ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมงานของ เอสซีจี เคมิคอลส์ ช่วยยกระดับมาตรฐานวัสดุที่ใช้ในการผลิตถังเก็บน้ำบนดิน เพราะมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจากวัสดุพอลิเมอร์ที่ใช้ผลิตถังเก็บน้ำโดยทั่วไปดังต่อไปนี้ ปลอดภัยกับอาหาร (Food Contact Materials: FCMs) เอลิเซอร์ (elixir) ผ่านการทดสอบมาตรฐานระดับสากลว่าสามารถสัมผัสอาหารและน้ำดื่มได้อย่างปลอดภัย ไร้โลหะหนักประเภท สารตะกั่ว ปรอท และสารหนู ด้วยการเลือกใช้เม็ดสีที่ไร้ซึ่งสารโลหะหนัก และใช้วิธีการผสมสีด้วยการอัดรีดโดยใช้ความร้อนและความดัน ทำให้เนื้อวัสดุพอลิเมอร์นี้กับเม็ดสีรวมเป็นเนื้อเดียวกัน สีจึงไม่หลุดลอกออกมาปะปนกับน้ำเมื่อใช้งาน ได้ถังเก็บน้ำที่ปลอดภัย แข็งแรง ทนทาน ใช้งานยาวนาน เอลิเซอร์ (elixir) มีส่วนผสมของสารป้องกันรังสียูวี (Anti-UV) ทำให้เนื้อวัสดุไม่เสื่อมสภาพเมื่อสัมผัสกับแสงแดดและรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต อายุการใช้งานจึงยาวนานขึ้น ไร้ตะไคร่น้ำ แบคทีเรีย และกลิ่น ถังเก็บน้ำที่ผลิตด้วยวัสดุ เอลิเซอร์ (elixir) ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของตะไคร่น้ำและเชื้อแบคทีเรีย เพราะเนื้อวัสดุมีคุณสมบัติทึบแสง และการขึ้นรูปถังเก็บน้ำที่มีความหนาของผนังระหว่าง 4.5 – 5.5 มิลลิเมตร ทำให้ไม่มีแสงผ่านเข้ามาในตัวถังและเอื้อต่อการเติบโตของสิ่งไม่พึงประสงค์ได้ และเพื่อการขนส่งลำเลียงน้ำและใช้เป็นท่อน้ำดื่ม สำหรับผู้ใช้งานที่ใส่ใจความปลอดภัยและห่วงใยสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังได้พัฒนา ท่อเอสซีจี รุ่น กรีน พรีเมียม (Green Premium) นวัตกรรมท่อพีวีซีไร้สารตะกั่ว ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ อาทิเช่น เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากNSF International ประเทศสหรัฐอเมริกาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ท่อพีวีซีฉลากเขียว (Green Label)สำหรับผลิตภัณฑ์ท่อพีวีซีแข็งสำหรับน้ำดื่ม (TGL-103-15) SCG Green Choice ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาของบริษัท โดยอ้างอิงมาตรฐาน ISO14021 ในด้านกลุ่มส่งเสริมสุขภาพและสุขอนามัยที่ดี (Well-being) รวมทั้งยังสอดรับกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใหม่ (มอก.) สำหรับท่อพีวีซีประเทศไทยที่เริ่มบังคับใช้ในปีนี้ จึงมั่นใจได้ในคุณภาพของสินค้า และสุขอนามัยที่ดีได้อย่างเต็มที่ พอลิเมอร์ที่ช่วยลดปัญหาขาดแคลนน้ำ โครงการก่อสร้างระบบท่อน้ำประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุย ที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมกับ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) วางท่อส่งน้ำประปาลอดทะเลระหว่างอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงเกาะสมุย ซึ่งมีระยะทางของท่อลอดใต้ทะเลยาวกว่า 20 กิโลเมตร นับเป็นโครงการวางท่อขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ในโครงการดังกล่าว เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ใช้PE112นวัตกรรมวัสดุพอลิเมอร์สำหรับผลิตท่อประปาของภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนคอมพาวนด์สีดำ มาตรฐานระดับโลกและได้รับการจดสิทธิบัตร มีคุณสมบัติพิเศษของเม็ดพลาสติกSCG HDPE H112PCคือ มีความเหนียว แข็งแรงคงทนมากกว่าเม็ดพลาสติก PE100 ทั่วไปในตลาด สามารถทนแรงดันได้เพิ่มขึ้น 10% ทั้งภายในและภายนอกท่อ สามารถทนรอยขีดข่วนได้เพิ่มขึ้น 50% ผ่านการทดสอบการสึกกร่อนด้วยวิธี Sand Slurry Test มีความยืดหยุ่นดี สามารถโค้งงอได้ ทำให้ง่ายในการจมท่อลงสู่พื้นผิวใต้ทะเล และมีอายุการใช้งานของท่อยาวนานขึ้น การเป็นส่วนหนึ่งของ เอสซีจี เคมิคอลส์ ในโครงการฯ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนบนเกาะสมุย รวมถึงชุมชนตลอดเส้นแนวทางประปาให้ดียิ่งขึ้น และเป็นฐานรากสำคัญที่ช่วยดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของ PE112 คลิกเพื่อรับชมวิดีโอได้ที่นี่https://bit.ly/3Am4bfd พอลิเมอร์ที่บำบัดน้ำให้สะอาด นอกเหนือจาก เอลิเซอร์ (elixir) และ PE112 ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการพัฒนาของสังคมแล้ว เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังได้ตระหนักถึงปัญหามลภาวะปนเปื้อนในแหล่งน้ำที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยขยายผลสู่การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งน้ำอย่างยั่งยืน และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยพิทักษ์และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำและ Zyclonic™ by SCG เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในทะเล เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พัฒนานวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ ซึ่งมีอยู่ 2 รุ่น คือ SCG-DMCR Litter Trap และ SCG-DMCR Litter Trap Generation 2 นวัตกรรมเพื่อแหล่งน้ำสะอาดทั้งสองนี้มีพอลิเมอร์ของ เอสซีจี เคมิคอลส์ เป็นส่วนประกอบหลักของวัสดุ โดย SCG-DMCR Litter Trap ทำจาก ท่อ PE100 ที่เหลือจากการทดสอบขึ้นรูปในโรงงานของเอสซีจี มีความแข็งแรงทนทาน ส่วน SCG-DMCR Litter Trap Generation 2 มีวัสดุลอยน้ำ HDPE-Bone ซึ่งผลิตจากพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE มาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น นวัตกรรมทั้งสองนี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ด้วย ส่วนZyclonic™ by SCGคือ ระบบบำบัดสำหรับน้ำที่ใช้งานแล้ว ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียจากห้องน้ำ และน้ำเสียในครัวเรือนด้วยกระบวนการทางชีวภาพและเคมีไฟฟ้า ทำให้น้ำที่ได้ปราศจากเชื้อโรค สี และกลิ่น สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมดังกล่าวสามารถนำไปเชื่อมต่อกับบ่อเกรอะ และบ่อพักน้ำเสียของอาคารได้ทันที เป็นนวัตกรรมเพื่อสุขอนามัยที่ยั่งยืนที่ได้รับการพัฒนา ต่อยอดมาจากระบบสุขาปลอดเชื้อที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมพัฒนาขึ้นกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ (Bill & Melinda Gates Foundation: BMGF) ไม่ใช่แค่เฉพาะประเด็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเท่านั้นที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด แต่เรายังคงมุ่งมั่นคิดค้น สร้างสรรค์ และต่อยอดนวัตกรรมพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยยกระดับสังคมให้ดียิ่งขึ้นในบริบทที่หลากหลายอีกด้วย คลิกที่นี่ เพื่อดูเนื้อหาที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่https://bit.ly/3AqfEdD ที่มา: https://www.un.org/development/desa/disabilities/envision2030-goal6.html https://www.nsf.org/ https://www.tei.or.th/greenlabel/about.html https://www.tisi.go.th/data/standard/fulltext/TIS-17-2561m.pdf
5 อันดับ วัสดุ “รักษ์โลก” ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม

5 อันดับ วัสดุ “รักษ์โลก” ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม

วันที่: 11 ส.ค. 2564

แพ็กเกจจิ้งเครื่องดื่มเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินกันว่าในปี 2022 มูลค่าของสินค้าในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จะสูงถึง980.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯอย่างไรก็ตามกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความสนใจของสังคมที่สนับสนุนการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ชวนให้คิดว่า “วัสดุที่เราใช้ผลิตภาชนะใส่เครื่องดื่มนั้น มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ?” จากบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์THE CONVERSATIONของศาสตราจารย์ เอียน วิลเลียมส์และอลิซ โบร้คแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ได้นำเสนอผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มทั้ง 5 ชนิด เอสซีจี เคมิคอลส์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ชั้นแนวหน้าของประเทศและระดับภูมิภาค จึงได้เรียบเรียงเนื้อหาขึ้นมาใหม่ไว้ในบทความนี้ และเรามาดูกันว่า “พลาสติก” นั้นจะถูกจัดอยู่ในอันดับที่เท่าไร อันดับที่5ขวดแก้ว หลายคนอาจจะประหลาดใจว่าทำไมวัสดุอย่างแก้วถึงอยู่ท้ายสุดของการจัดอันดับ เพราะตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ เข้าใจว่าแก้วนั้นน่าจะวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แต่จากผลวิจัยเผยให้เห็นว่า วัสดุที่เราคิดว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดนั้น กลับใช้วัตถุดิบและพลังงานตลอดทั้งกระบวนการมากที่สุดในการจัดอันดับนี้ การผลิตแก้วนั้นเริ่มต้นจากการขุดทรายแก้ว (silica sand) และโดโลไมท์ (dolomite) ซึ่งการทำเหมืองแร่ทั้งสองชนิดนี้สร้างมลพิษปริมาณมหาศาลและเป็นอันตรายต่อปอดอย่างมาก โดยคนงานที่อยู่ในเหมืองดังกล่าวมักเป็นโรคปอดจากฝุ่นหิน หรือโรคซิลิโคซิส (Silicosis) ขั้นตอนการหลอมแร่ทั้งสองนี้ก็จำเป็นต้องใช้พลังงานที่สูงมาก และเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ที่ใช้ก็เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นพลังงานสิ้นเปลืองที่ได้จาก น้ำมัน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ โดยในขั้นตอนนี้ยังมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกด้วย จากการวิเคราะห์ของศาสตราจารย์ เอียน วิลเลียมส์ และ อลิซ โบร้ค แห่งมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ระบุว่า “ขวดแก้วขนาด 1 ลิตร มีน้ำหนัก 800 กรัม ในขณะที่ขวดพลาสติกจะหนักประมาณ 40 กรัม นั่นหมายถึงการขนส่งบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากขวดแก้วต้องใช้พลังงานมากกว่า และทำให้วัสดุชนิดนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงถึง 90% เมื่อเทียบกับกระป๋องอะลูมิเนียม” อันดับที่4ขวดแก้วรีไซเคิล หากเราคิดว่าวัสดุใด ๆ ก็ตาม ถ้ามีคำว่ารีไซเคิลอยู่ด้วยแล้วจะทำให้มันดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นั่นอาจจะเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะขวดแก้วรีไซเคิลเองก็ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของวัสดุรักษ์โลกที่ใช้ทำแพ็กเกจจิ้งเครื่องดื่ม แม้ว่าจะไม่ต้องกลับไปเริ่มตั้งแต่การขุดเหมือง การสกัดแร่ การผลิต และการขนส่ง แต่การรีไซเคิลขวดแก้วก็ยังต้องใช้พลังงานในปริมาณที่สูง ก็คือการหลอมขวดแก้ว และการใช้พลังงานจำนวนมากก็มาพร้อมกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สูงตามไปด้วย ในระหว่างกระบวนใช้ซ้ำนี้เองอาจจะมีการเล็ดลอดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นได้อีกครั้งด้วย อันดับที่3ขวดพลาสติก พลาสติก คือ วัสดุที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สามของวัสดุยั่งยืนที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ด้วยคุณสมบัติที่ แข็งแรง ทนต่อสารเคมี และมีน้ำหนักเบา ทำให้วัสดุนี้ใช้พลังงานที่น้อยลงในระหว่างการขนส่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย นี่คือเหตุผลที่งานวิจัยดังกล่าวจัดอันดับพลาสติกไว้ในลำดับที่สาม สำหรับ เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้พัฒนา SMXTMTechnology เทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก HDPE คุณภาพสูงที่มีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ยังคงคุณสมบัติเชิงกล (Mechanical Properties) ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกลง แต่ยังคงความแข็งแรงไว้ได้ เทคโนโลยีนี้สามารถผลิตเม็ดพลาสติก HDPE สำหรับหลากหลายการใช้งาน ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ ฝาขวดน้ำอัดลม HDPE รุ่นน้ำหนักเบาพิเศษ ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก SCG™ HDPE SX002J และ SX002JA สามารถลดปริมาณวัสดุตั้งต้นได้สูงสุดถึง 30% จึงช่วยลดการใช้พลังงานในการขึ้นรูป และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อนส่งถึงมือผู้ใช้งาน อันดับที่2กระป๋องอะลูมิเนียม สำหรับวัสดุรักษ์โลกที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มในอันดับที่สอง คือ อะลูมิเนียม สาเหตุที่ทำให้วัสดุนี้ประเภทนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเพราะใช้พลังงานและทรัพยากรในการผลิตน้อยกว่า อย่างไรก็ตามวัสดุอย่างอะลูมิเนียมเองก็ยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะตามธรรมชาติอะลูมิเนียมไม่ได้เป็นแร่ธาตุบริสุทธิ์ แต่เป็นสารประกอบที่อยู่กับบอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งต้องนำมาสกัด โดยขั้นตอนนี้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมากและอาจมีสารพิษที่อาจะเล็ดลอดและปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำได้ อันดับที่1กระป๋องอะลูมิเนียมรีไซเคิล การศึกษาของศาสตราจารย์ เอียน วิลเลียมส์และอลิซ โบร้คแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน พบว่า กระป๋องอะลูมิเนียมที่ถูกนำมาใช้งานซ้ำ เป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด หนึ่งในเหตุผลสำคัญก็คือ เราสามารถใช้อะลูมิเนียมซ้ำได้หลายรอบโดยที่คุณสมบัติยังคงเดิม และนั่นทำให้ไม่ต้องไปขุดแร่ขึ้นมาใหม่ รวมถึงตัดขั้นตอนการขนส่งแร่ที่ต้องใช้พลังงานออกไปได้เลย นอกจากนี้การรีไซเคิลอะลูมิเนียมยังช่วยประหยัดพลังงานได้สูงถึงร้อยละ 95 แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเรามักไม่ค่อยนำอะลูมิเนียมกลับมาใช้งานซ้ำ ในสหราชอาณาจักรเองอัตราการรีไซเคิลแพ็กเกจจิ้งที่ทำจากวัสดุประเภทนี้มีเพียง 52% แม้ว่าจะมีความพยายามในการจัดอันดับให้กับวัสดุ เพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกมันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยขนาดไหน แต่การส่งเสริมให้เกิดการรีไซเคิลวัสดุเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมากที่สุด และการให้ความรู้ว่าการแต่ละวัสดุมีคุณค่าและเราควรช่วยกันคัดแยกวัสดุหลังการใช้งานตั้งแต่ต้นทาง จะเป็นทางที่นำไปสู่การสร้างวิถีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่ง เอสซีจี เคมิคอลส์ เองก็ได้เป็นต้นแบบและผลักดันให้เกิดแนวปฏิบัติดังกล่าวภายใต้แนวคิด“ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” ที่มา: https://www.smithers.com/resources/2018/mar/global-packaging-consumption-to-reach-$980-4-bill https://theconversation.com/ranked-the-environmental-impact-of-five-different-soft-drink-containers-149642 https://endplasticwaste.org/en/our-stories/environmental-impact-of-five-different-soft-drink-containers https://www.scgchemicals.com/th/news-media/feature-story/detail/97
ถอดรหัส ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับวงการปิโตรเคมี

ถอดรหัส ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับวงการปิโตรเคมี

วันที่: 14 ก.ค. 2564

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า AI (Artificial Intelligence) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (The Fourth Industrial Revolution)นั่นเพราะเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในบริบทต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรม สำหรับในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเองก็เช่นเดียวกัน กระแสเทคโนโลยีนี้ได้เข้ามาขยายขีดความสามารถของการทำธุรกิจ และเพิ่มทางเลือกของโซลูชันให้กับความท้าทายต่าง ๆ ที่ธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ระดับภูมิภาค สนับสนุนให้เกิดการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) ในกิจกรรมต่าง ๆ ของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมี ‘Project Bonsai’ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสะท้อนภาพความมุ่งมั่นดังกล่าว อุตสาหกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ครบวงจรของประเทศและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงมีโซลูชันเม็ดพลาสติกหลากหลายรูปแบบไว้ให้บริการลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ การก่อสร้าง และการแพทย์และสุขภาพ เป็นต้น กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมี ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เพราะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและยกระดับการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้เกิดพลวัตรกับกิจกรรมของภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในทุกระดับ ก้าวสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีแห่งอนาคต หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ก็คือ การเป็น‘ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน’ หรือ ‘Chemicals Business for Sustainability’ซึ่งสอดคล้องกันกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และESG (Environmental, Social, Governance)โดยในปัจจุบันธุรกิจกำลังดำเนินการใน 3 เรื่องที่สำคัญ คือ ข้อที่หนึ่ง เร่งการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นกับทุกกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นองค์กรต้นแบบที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ธุรกิจตามหลักดังกล่าว ข้อที่สอง การพัฒนาสินค้า การบริการ และโซลูชันต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของคู่ธุรกิจและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที และข้อที่สาม คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้งานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในกระบวนการดังกล่าว ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อ-จัดหาวัตถุดิบ (Feedstock Sourcing) สามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Machine Learning เข้ามาช่วยในการตัดสินใจเพื่อให้เกิดการซื้อวัตถุดิบ โดยใช้ปัจจัยต่าง ๆ ที่อยู่ในขั้นตอนดังกล่าวเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อช่วยในการประมวลผล นอกจากนี้ ในส่วนของกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติก เทคโนโลยีดิจิทัลก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในส่วนนี้ ซึ่งจะเป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อนำมาสร้างเป็นแบบจำลอง (Simulation) รูปแบบต่าง ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนำมาใช้กับการคาดการณ์ผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะกระทบต่อระบบการผลิต ทำให้ทีมงานเตรียมพร้อมและเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีดิจิทัลเองยังมีประโยชน์กับลูกค้าอีกด้วย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ใช้ Digital Commerce Platform (DCP) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากคำสั่งซื้อลูกค้าเข้ากับข้อมูลการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สามารถลดเวลาการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ถึง 70% โดยลูกค้าสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา ตามรูปแบบการทำงาน New Normal และธุรกิจเคมิคอลส์ยังสามารถใช้ฐานข้อมูลจากระบบมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการบริหาร Value Chain ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับอุตสาหกรรม หนึ่งในโครงการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุดของ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี คือ Project Bonsai ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัดสาระสำคัญของโครงการนี้ เป็นการสร้างโมเดลจำลอง หรือ Simulation ของกระบวนการผลิต ทำให้เกิดกระบวนการผลิตในรูปแบบออนไลน์ซึ่งมีปัจจัยต่าง ๆ ใกล้เคียงหรือคล้ายกับของกระบวนการที่เกิดขึ้นจริงในโรงงาน ซึ่งเรียกว่า ‘Digital Twin’ จากนั้นจะมีการนำปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำงานร่วมกันกับโมเดลจำลองนี้ได้ เทคนิคดังกล่าวทำให้สามารถสร้างกระบวนการผลิตเสมือนจริงได้ภายใต้เงื่อนไขที่หลากหลายและมีตัวแปรที่แตกต่าง โดยที่ทีมงานสามารถศึกษาผลกระทบ ความเสี่ยง และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการผลิตเสมือนจริงในแต่ละรูปแบบได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องหยุดกระบวนการผลิตจริงเพื่อทำการทดสอบ การเกิดขึ้นของ Project Bonsai นี้ นอกเหนือจากจะช่วยประมวลผลความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขหลากหลายรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว นวัตกรรมชั้นสูงนี้ยังช่วยลดระยะเวลาของการทดลองและการสรุปผล ว่ารูปแบบการผลิตใดมีประสิทธิภาพสูงที่สุดทั้งยังมีความแม่นยำสูง เพราะเป็นการประมวลผลจากข้อมูลจำนวนมหาศาล และลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนการผลิตชนิดผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุปก็คือ Project Bonsai ซึ่งเป็น Machine Teaching ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์รูปแบบหนึ่ง ช่วยทำให้การบริหารจัดการซัพพลายเชนเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารนำไปขยายผลกับส่วนอื่น ๆ ของโรงงานได้ในอนาคต ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็ก คุณก็สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงานมิติต่าง ๆ ได้ เราจึงอยากชวนคุณมาฟังประสบการณ์จริงจากผู้บริหารและทีมงานจากธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และไมโครซอฟท์ ไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่https://bit.ly/3wvr2T1และhttps://bit.ly/2V4DrQT ที่มา: https://en.unesco.org/courier/2018-3/fourth-revolution https://www.scgchemicals.com/th/news-media/feature-story/2021 https://www.scgchemicals.com/th/news-media/feature-story/detail/98 https://blogs.microsoft.com/ai-for-business/build-bonsai-public-preview/
ถอดรหัสเทรนด์ผู้ใช้งาน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์  ด้วยนวัตกรรมเม็ดพลาสติก High Performance PP Products (HPPP)

ถอดรหัสเทรนด์ผู้ใช้งาน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยนวัตกรรมเม็ดพลาสติก High Performance PP Products (HPPP)

วันที่: 12 ก.ค. 2564

ตลาดรถยนต์ทั่วโลกในปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตอยู่ที่ 5% ในปีที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยมีการเติบโตที่ 2% และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พัฒนารูปแบบรถยนต์อย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ซึ่งในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่เน้นการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย ความสวยงามของรูปลักษณ์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และผู้พัฒนาเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้ขับขี่มาโดยตลอด จึงได้พัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้งผู้ขับขี่และผู้ผลิตรถยนต์ทั้งในปัจจุบันและมองไปถึงอนาคตข้างหน้า ด้วยนวัตกรรม High Performance PP Products (HPPP) เอสซีจี เคมิคอลส์เป็นผู้ผลิตรายแรกในอาเซียนที่ได้นำเสนอนวัตกรรมสินค้าชนิดนี้ออกสู่ตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ Surface Aesthetics (3 เกรด) และ High stiffness (2 เกรด) จุดเด่นของ HPPP ทั้งสองกลุ่มนี้เน้นการพัฒนาการไหลตัวของเม็ดพลาสติกไปในทางที่สูงขึ้น (Medium to High Flowability), แข็งแรงมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิตรถยนต์ ที่ต้องการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น ผลิตชิ้นส่วนที่น้ำหนักเบาขึ้น และลดการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้น้อยลง HPPP กลุ่ม Surface Aestheticsหรือกลุ่มที่ต้องการชิ้นงานที่สวยงาม โดยพัฒนามาจากความต้องการของผู้ใช้ยานยนต์ด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการลดความมันวาวของชิ้นงานภายในรถยนต์ หรือเพิ่มความสวยงามของชิ้นงานที่ไม่มีรอยคลื่นหรือรอยการไหลของเนื้อพลาสติก (Tiger Stripe/Tiger Mark Less) โดยมากนำไปใช้งานทั้งภายใน (Instrument Panel – แผงควบคุมหรือคอนโซล) และภายนอก (Bumper – กันชน) รถยนต์ คุณสมบัติของชิ้นงาน Surface Aesthetics Tiger mark Less solutionลดปัญหาการเกิดรอยคลื่นหรือรอยการไหลที่ไม่สม่ำเสมอเวลาขึ้นรูป (Flow Mark) ในการผลิตชิ้นส่วนทั้งภายในและภายนอกรถยนต์(Interior/Exterior) ด้วยวิธีการฉีด (Injection) Low Glossลดความมันวาวของชิ้นงาน ซึ่งเหมาะกับการนำไปใช้งานในกลุ่ม Interior โดย สามารถลดความมันวาวได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับเม็ดพลาสติก Polypropylene ปกติ สาเหตุที่ต้องลดความมันวาวของชิ้นส่วนภายในรถยนต์ (Interior Part) เช่น Instrumental panel/dashboard เนื่องมาจากเมื่อมีแสงแดดมาตกกระทบและสะท้อนกับคอนโซล ทำให้เข้าสายตาของผู้ขับรถยนต์ ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ HPPP กลุ่ม High Stiffnessตอบโจทย์เรื่องความบางเบา (Lightweight) จึงช่วยประหยัดน้ำมันแต่ยังคงความแข็งแรง ความทรงรูป และความเหนียวของชิ้นงานจึงปลอดภัยต่อผู้โดยสารรถยนต์ (Safety) อีกทั้งยังสามารถทนความร้อน (Thermal Resistance) ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย สามารถนำไปใช้กับงานภายนอกและภายในรถยนต์ เช่น Instrument Panel – แผงควบคุมหรือคอนโซล, Door Trim & Pillar –แผงประตู และ Bumper – กันชน คุณสมบัติของชิ้นงานHigh Stiffness High Stiffnessความแข็งแรงและทรงรูปของชิ้นงาน เม็ดพลาสติกกลุ่มนี้สามารถลดน้ำหนักของชิ้นงานลง (Density) มีความบางเบา (Lightweight) แต่ยังรักษาความแข็งแรงของชิ้นส่วนได้เท่าเดิม ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น (Energy Conservation) Thermal Resistanceทนความร้อนเพิ่มขึ้นซึ่งเหมาะแก่การนำไปใช้สำหรับทำชิ้นส่วนรถยนต์ที่ต้องการสมบัติการทนความร้อนสูง เช่น ห้องเครื่องรถยนต์ ประหยัดน้ำมัน สวยงาม ปลอดภัย’ คือความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์ในปัจจุบันซึ่งทำให้เราเห็นการขยับปรับตัวของผู้ผลิตรถยนต์ ทั้งยังได้เห็นแนวคิดและวิธีการมองเทรนด์ความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์มาปรับให้เป็นนวัตกรรมหรือวิธีการตอบสนองความต้องการผู้ขับขี่รถยนต์แบบใหม่ ๆ ของเอสซีจี เคมิคอลส์ อีกด้วย ติดตามเนื้อหาพลาสติกอื่น ๆ ที่น่าสนเพิ่มเติมได้ที่https://www.allaroundplastics.com/
“Closed-loop Trash Bag” เพิ่มมูลค่าให้เศษฟิล์มเหลือใช้ในโรงงาน โดย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี

“Closed-loop Trash Bag” เพิ่มมูลค่าให้เศษฟิล์มเหลือใช้ในโรงงาน โดย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี

วันที่: 10 ก.ค. 2564

ภายใต้ทิศทางธุรกิจของปี 2564 ที่มุ่งสู่การเป็น‘ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน’ หรือ ‘Chemicals Business for Sustainability’ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และ ESG (Environmental, Social, Governance) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีความท้าทายใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับการดำเนินงานในหลากหลายบริบท โดยหนึ่งในนั้นคือการบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กล่าวคือ การนำทรัพยากรดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนใช้ซ้ำ จนเกิดเป็นพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption) Closed-Loop Trash Bag โครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานภายในองค์กรและเครือข่ายพันธมิตร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจของการประยุกต์ใช้แนวคิดผลิต-ใช้-วนกลับ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบและสามารถนำมาขยายผลให้เกิดประโยชน์เป็นวงกว้างได้ เริ่มต้นจากความใส่ใจสิ่งใกล้ตัว ภายในโรงงานของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรเหลือใช้ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐาน โดยกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบนฐานคิดของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)สำหรับ Closed-Loop Trash Bag เป็นการนำเศษฟิล์มใสชนิด Linear Low Density Polyethylene (LLDPE) หรือ พอลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากงานห่อพาเลทหรือห่อสินค้าในโรงงาน มาสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งแต่เดิมนั้นวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปขายให้กับโรงงานรีไซเคิลรายย่อย โครงการ Closed-Loop Trash Bag นี้ ได้ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนใช้ซ้ำเศษฟิล์ม LLDPE ปริมาณเฉลี่ยเดือนละ 1 ตัน และนำมาใช้เป็นเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตถุงใส่ขยะคุณภาพดีสำหรับใช้ในโรงงาน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 ความเชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญ ทีมงานผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการ Closed-Loop Trash Bag ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ของภูมิภาคได้เป็นอย่างดี โดยโครงการนี้เป็นการแปรรูปวัสดุฟิล์ม LLDPE ที่เหลือใช้จากงานแพ็คเกจจิ้ง ให้กลายเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และการปรับปรุงสูตรที่เหมาะสมโดยนำเม็ดพลาสติกที่ผลิตด้วย SMXTMTechnology ลิขสิทธิ์การผลิตเฉพาะของบริษัทเข้าไปเป็นส่วนผสมสำคัญ ผลสำเร็จของสูตรผสมดังกล่าว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของถุงขยะให้ตรงกับความต้องการใช้งานจริง อีกทั้งยังสามารถลดความหนาของถุงลงได้ 30% แต่ยังคงความแข็งแรง เป็นการลดใช้ทรัพยากร และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (kgCO2e) อีกด้วย สู่ความสำเร็จที่งดงามด้วยความร่วมมือ นอกจากจะเป็นโครงการที่นำเสนอผลลัพธ์ของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว Closed-Loop Trash Bag ยังเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญที่นำเสนอภาพ Collaboration is Key ของเอสซีจีได้อย่างเด่นชัด โดยทีมงานที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้ มาจากทีมงานภายในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี คือ Materials Management, Logistic & Admin Sourcing และ Circular Economy Business และพันธมิตรนอกองค์กรอย่าง TPBI พาร์ทเนอร์คนสำคัญซึ่งมีนโยบาย Circular Economy Business เหมือนกัน โดยมี โครงการวน เป็นผู้รับเศษพลาสติกจากโรงงาน ส่งให้ TPBI ผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และนำไปขึ้นรูปเป็นถุงขยะด้วยสูตรของเอสซีจี Closed-Loop Trash Bag คืออีกหนึ่งโครงการสำคัญของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับทุกทัชพอยต์ของการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังชี้ให้เห็นภาพของการร่วมแรงร่วมใจในระดับหน่วยงานและเครือข่ายพันธมิตร ที่ช่วยทำให้โครงการเดินหน้าและสามารถต่อยอดการสร้างคุณค่าให้เกิดกับสังคมในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น
SCGTM PP P1085J นวัตกรรมพลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บางลง น้ำหนักเบาขึ้น และช่วยประหยัดพลังงาน

SCGTM PP P1085J นวัตกรรมพลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บางลง น้ำหนักเบาขึ้น และช่วยประหยัดพลังงาน

วันที่: 10 ก.ค. 2564

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อพลวัตรทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมดังกล่าว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่ม ที่มีการใช้งานวัสดุพลาสติกอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ชั้นแนวหน้าของประเทศและระดับภูมิภาค ตระหนักถึงการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างศักยภาพให้กับวงการนี้อย่างยั่งยืน จึงได้พัฒนาSCGTMPP P1085Jนวัตกรรมเม็ดพลาสติกสำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่ตอบโจทย์เทรนด์อุตสาหกรรมได้อย่างลงตัว อุตสาหกรรมปรับ เราจึงต้องขยับตัวให้ทัน ประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์มายาวนานกว่า 50 ปี จากอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ สู่การเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคอาเซียน สำหรับปัจจุบันกระแสการลงทุนในรถยนต์พลังงานทดแทนที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริด (Hybrid) และอีโคคาร์ (Eco Car) มีเพิ่มขึ้นและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ความต้องการใช้พลาสติกในการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์จึงจะมีเพิ่มสูงขึ้นด้วย เทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในวันนี้ ผู้ผลิตต่างก็กำลังมองหารถยนต์ที่สามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้น ดังนั้นหากผู้ผลิตสามารถลดน้ำหนักของชิ้นส่วนรถยนต์ด้วยการใช้วัสดุพลาสติกที่ขึ้นรูปชิ้นส่วนได้บางลงและมีน้ำหนักเบาลงโดยที่ยังคงความแข็งแรงเท่าเดิมได้ ก็จะส่งผลให้น้ำหนักโดยรวมของรถยนต์ทั้งคันลดลง ส่งผลดีต่อทั้งผู้ใช้งานรถยนต์ในแง่ของการประหยัดน้ำมัน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ด้วยคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมหลายประการของพลาสติก เช่น มีความแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา ราคาไม่แพง ลดแรงเสียดทานได้ดี นำมาออกแบบและขึ้นรูปได้ง่าย ความแพร่หลายของการใช้วัสดุดังกล่าวเพื่อทดแทนโลหะหรือกระจกในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์จึงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะชิ้นส่วนที่ผลิตจากพลาสติกทำให้รถยนต์มีน้ำหนักเบา ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ทั้งยังลดต้นทุนให้กับผู้ผลิตอีกด้วย SCGTMPP P1085J เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ พลาสติกที่ใช้กับงานด้านชิ้นส่วนยานยนต์มีหลายประเภท ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เม็ดพลาสติกพอลิโพรพิลีนคอมพาวนด์ (Polypropylene Compounds: PP Compounds) จากความต้องการที่สอดคล้องไปกับเทรนด์ของอุตสาหกรรม รวมถึง-ข้อกำหนดมาตรฐานของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ต้องมีความแข็งแรง รับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม (High Impact) และคงรูปได้ดี (High Stiffness) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงได้มุ่งมั่นคิดค้นและวิจัยนวัตกรรมเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติดังกล่าว และผลลัพธ์ที่ได้คือเม็ดพอลิเมอร์เกรด ‘SCGTMPP P1085J’ ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี คุณสมบัติที่โดดเด่นของเม็ดพลาสติก SCGTMPP P1085J คือ การขึ้นรูปได้ง่าย ทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บางลงกว่าเดิมได้ถึง 0.5 มิลลิเมตร น้ำหนักของชิ้นงานลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโมเดลชิ้นส่วนงานแบบปกติ ลดพลังงานที่ใช้ในการผลิต และลดการเกิดริ้วร้อย (Defect) ระหว่างการฉีดขึ้นรูป (Gate String) ได้เป็นอย่างดี เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ SCGTMPP P1085J ที่เกิดขึ้นจากการคิดค้นและพัฒนาของ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังสอดคล้องและส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า ลดปริมาณการใช้วัตถุดิบตั้งต้น ในขณะที่ความแข็งแรงของชิ้นงานยังเทียบเท่ากับของที่ผลิตจากพลาสติกเกรดมาตรฐาน สอดรับกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน ที่ต้องการลดน้ำหนักของชิ้นส่วนรถยนต์ แต่วัสดุยังคงต้องมีความแข็งแรงตามมาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ SCGTMPP P1085J เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมพอลิเมอร์ ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนและในอนาคต ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนาเม็ดพลาสติกที่จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และยกระดับประสิทธิภาพในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ที่มา: https://www.allaroundplastics.com/magazine-online-th http://plastic.oie.go.th/Articles/2014/12/ https://www.scgchemicals.com/th/news-media/feature-story/detail/98