นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจี กับโลกปี 2020 ตอนที่ 1

นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจี กับโลกปี 2020 ตอนที่ 1

วันที่: 30 พ.ย. 2563

เอสซีจี มุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมพลาสติกและโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานในทุกมิติของอุตสาหกรรม และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ยกระดับคุณภาพของสังคม และเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม โดยในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา เอสซีจีได้นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกที่สนับสนุนความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในหลากหลายมิติของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตใหม่ ปลอดภัยไกลโควิด-19 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้การใช้ชีวิตของคนในสังคมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ภาครัฐจะมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคระบาดดังกล่าวออกมา แต่ห้างร้านและคนในสังคมยังคงต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ เอสซีจี ในฐานะแนวหน้าผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านพอลิเมอร์ของภูมิภาค ได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดังกล่าว มาพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันเชื้อ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางสาธารณสุขและประชาชนทั่วไปอย่างมีมาตรฐาน ฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อแบบสำเร็จรูป และฉากกั้นอะคริลิกชนิดออกแบบพิเศษจาก Shinkolite (ชินโคไลท์)คือ หนึ่งในนวัตกรรมไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อุปกรณ์ดังกล่าวผลิตจากอะคริลิกเกรดพรีเมียมที่มีความแข็งแรง ทนทาน และง่ายต่อการเช็ดล้างเพื่อทำความสะอาด สามารถช่วยป้องกันเชื้อที่ติดมากับละอองฝอยระหว่างการพูดคุยหรือติดต่องาน และลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างกันได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวที่ออฟฟิศสำนักงาน สถานที่ราชการ โรงเรียน ร้านอาหาร และในรถแท็กซี่ เพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยทั้งสองฝ่าย เอสซีจี โดยความร่วมมือกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน พัฒนานวัตกรรมกลุ่ม Mobile Isolation Unit หรือนวัตกรรมป้องกันโควิด-19 แบบเคลื่อนที่ซึ่งมีด้วยกันถึง 5 นวัตกรรม ได้แก่ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่(Negative Pressure Isolation Room) ใช้สำหรับติดตั้งภายในห้องฉุกเฉิน ห้องไอซียู หรือห้องพักผู้ป่วย เพื่อช่วยป้องกันเชื้อแพร่กระจายสู่ภายนอกด้วยระบบความดันลบห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ (Negative/Positive Pressure Isolation Chamber)สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ใช้ตรวจวินิจฉัย (Swab) โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย สามารถปรับเป็นห้องความดันลบหรือบวกได้ตามความต้องการใช้งานแคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ(Patient Isolation Capsule) คำนึงถึงการใช้งานจริงโดยมีช่องเปิด-ปิดรอบตัวผู้ป่วย มีที่ใส่เสาน้ำเกลือ และสามารถต่อกับโต๊ะวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบขนาดเล็กสำหรับเข้าเครื่องCT Scan(Small Patient Isolation Capsule for CT Scan) ออกแบบให้โครงสร้างไร้โลหะช่วงบน เพื่อตรวจผู้ป่วยติดเชื้อผ่านเครื่อง CT Scan โดยเฉพาะ และอุปกรณ์ครอบศีรษะคนไข้เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ สำหรับงานทันตกรรม (Dent Guard)ออกแบบมาเพื่อป้องกันทันตแพทย์จากการสัมผัสละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายในขณะปฏิบัติงาน ขนาดเหมาะกับมาตรฐานของเก้าอี้ทันตกรรม โดยทั้งหมดนี้ผลิตจากวัสดุพลาสติกคุณภาพสูงของเอสซีจี ชุมชนปลอดภัย ไกลยุงร้าย เพื่อแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกเดงกี (Dengue Fever) ที่มีแนวโน้มการเกิดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอสซีจี ร่วมกับสถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าวิจัยและพัฒนา“The Mosquito Trap” นวัตกรรมกับดักยุงลายเพื่อช่วยลดปริมาณการแพร่พันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะสำคัญของโรค ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกและยกระดับคุณภาพด้านสาธารณสุขและการบริการสุขภาพให้กับชุมชนในประเทศไทย ในเบื้องต้นนั้น เอสซีจีได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทดสอบการใช้งานนวัตกรรมดังกล่าวจำนวน 200 ชุด ทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนามในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี “ยุงลายสวน” ชุกชุมตลอดทั้งปี และล่าสุดนวัตกรรมนี้ยังถูกนำมาทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานใน พื้นที่ชุมชนมาบตาพุดและชุมชนบ้านบน จ.ระยอง พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเพราะมีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงเป็นอันดับที่สองของประเทศ โดยการทดลองในครั้งนี้ เน้นไปที่การศึกษาประสิทธิภาพการทำงานของนวัตกรรมกับดักยุงลาย (Mosquito Trap) กับ “ยุงลายบ้าน” โดยโครงการนำร่องดังกล่าวนี้มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน และข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนานวัตกรรมนี้ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ก่อนขยายผลการใช้งานไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่มีอุบัติการณ์ของโรคไข้เลือดออกในระดับวิกฤตต่อไป โซลูชันเพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน นอกเหนือจากการมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนาเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง เพื่อนำมาใช้ในการผลิตนวัตกรรมที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจและยกระดับให้กับสังคมแล้ว เอสซีจียังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมการคิดค้นและการพัฒนานวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ นวัตกรรมบำบัดสิ่งปฏิกูลและน้ำเสียจากครัวเรือน “ไซโคลนิก” โดยAquonic600ช่วยขจัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียจากห้องน้ำและน้ำเสียในครัวเรือนด้วยกระบวนการทางชีวภาพและเคมีไฟฟ้า ทำให้น้ำที่ได้ปราศจากเชื้อโรค สี และกลิ่น สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบสุขาปลอดเชื้อที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมพัฒนาขึ้นกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์ ไฮไลต์ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำHDPE-Boneผลิตพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE ทำให้ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย การประยุกต์ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญของเอสซีจี นำไปสู่ความก้าวหน้าของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวะล้อมในหลากหลายด้าน และในบทความฉบับหน้าเรามาดูไฮไลต์นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจีที่น่าสนใจได้อีก
คืนชีวิตใหม่ให้แกลลอนน้ำยาล้างไต “กระถางต้นไม้รีไซเคิล” จาก เอสซีจี

คืนชีวิตใหม่ให้แกลลอนน้ำยาล้างไต “กระถางต้นไม้รีไซเคิล” จาก เอสซีจี

วันที่: 30 พ.ย. 2563

ภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดและลดของเสียให้น้อยที่สุด เป็นอีกหนึ่งแนวปฏิบัติสำคัญที่เอสซีจีบูรณาการเข้ากับกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท และอีกหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ ก็คือ “กระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไต” เป้าหมายเดียวกัน เริ่มต้นด้วยกัน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุพอลิเมอร์และการออกแบบ เอสซีจี ได้พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์เพื่อยกระดับการใช้งานให้แก่ทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ของกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำของไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว นำมาสู่ความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งสององค์กรให้ความสำคัญกับหลักดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยเอสซีจีเองมีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า SCG Circular Way ซึ่งส่งเสริมและร่วมสร้างพฤติกรรมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด โดย ลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ให้นานที่สุด หรือนำกลับมาใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกันกับ BDMS ที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อม BDMS Earth Healthcare ที่มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรและสร้างบุคลากรให้มีทัศนคติและมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรากฐานสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั่นจึงเป็นที่มาของความร่วมมือผสานความเชี่ยวชาญที่แตกต่างเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน โดยมีโครงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทางการแพทย์อย่างแกลลอนน้ำยาล้างไต ให้กลายเป็นกระถางต้นไม้สำหรับประดับตกแต่งภายในอาคาร เป็นสิ่งที่ช่วยสะท้อนภาพความสำเร็จของความร่วมมือบนพื้นฐานของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เริ่มต้นด้วยกัน ลงมือทำด้วยกัน การพัฒนากระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตนี้ ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 2 ส่วน คือ การจัดการขยะ และการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยเอสซีจีได้แนะนำถึงกระบวนการทำงานตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการจัดการขยะนั่นคือ การวิเคราะห์ประเภทของขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลของเครือ BDMS ซึ่งมีการคัดแยกไว้อยู่แล้ว จากนั้นจึงเลือกจากขยะประเภทที่ไม่ติดเชื้อ จนได้พบว่าแกลลอนน้ำยาล้างไตเป็นวัสดุตั้งต้นที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นขยะคุณภาพดี สะอาด ไม่ปนเปื้อน โดยแกลลอนเป็นพลาสติกประเภท HDPE (High Density Polyethylene) หรือพอลิเอทิลีนที่มีค่าความหนาแน่นสูง ที่ทางเอสซีจีเชี่ยวชาญอยู่แล้ว อีกทั้งยังทางโรงพยาบาลมีศูนย์ล้างไต จึงมีแกลลอนเปล่าเป็นขยะที่เกิดขึ้นทุกวันและมีปริมาณประมาณ 150 – 200 แกลลอนต่อวัน จึงเหมาะแก่การนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ในช่วงของการคัดแยกและจัดเก็บวัสดุเพื่อนำไปรีไซเคิลนั้น แม่บ้านของเครือ BDMS จัดเก็บแกลลอนน้ำยาล้างไตจากหน่วยไตเทียม โดยมีการบันทึกจำนวนทุกครั้ง จากนั้นทำการแยกฝา ฟอยล์ที่หุ้มฝา และฉลากที่เป็นวัสดุประเภทอื่นออก แล้วจึงทำความสะอาดแกลลอนทั้งภายในและภายนอกด้วยผงซักฟอก ขัดคราบกาวออก ล้างน้ำสะอาดและนำไปตากให้แห้ง ก่อนเก็บรวบรวมในสถานที่ที่สะอาด มิดชิด และไม่อับชื้น เพื่อส่งต่อให้ทางเอสซีจี ส่วนสำคัญต่อมาคือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการระดมสมองระหว่างทั้งสององค์กรเพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่สร้างมูลค่าและตอบโจทย์การใช้งานของทางโรงพยาบาล จากข้อจำกัดของกฎหมายที่ผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลจะต้องไม่นำไปใช้สัมผัสกับอาหารโดยตรง ขณะเดียวกันกับที่โรงพยาบาลต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณอาคารหลังใหม่ ผลสรุปจึงออกมาเป็นการดีไซน์กระถางต้นไม้ขนาดความสูง 80 – 100 เซนติเมตร สำหรับตกแต่งอาคาร โดยแกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 10 แกลลอน นำมารีไซเคิลเป็นกระถางต้นไม้รีไซเคิลขนาดกลางได้ 1 กระถาง และถ้าหากต้องการขนาดกระถางที่ใหญ่ขึ้น ต้องใช้แกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 12 แกลลอน ลงมือทำด้วยกัน ก้าวไปต่อด้วยกัน จากความสำเร็จของกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไต ที่ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวและเพิ่มชีวิตชีวาให้ภายในอาคารโรงพยาบาลของเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ผลิตภัณฑ์ถัดไปของโครงการก็คือ กระถางต้นไม้ขนาดเล็กสำหรับปลูกพลูด่างซึ่งเป็นพืชที่สามารถช่วยลดมลพิษในสถานที่ทำงานได้ โดยตัวกระถางได้รับการออกแบบให้มีสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และยังมีฟังก์ชันพิเศษเพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ถังขยะที่อยู่ระหว่างการออกแบบรูปลักษณ์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้งานเข้าใจวิธีการแยกขยะได้ง่ายขึ้นและสามารถแยกทิ้งขยะได้อย่างถูกต้อง โครงการกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตในครั้งนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญของเอสซีจีในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบ พร้อมกับการแบ่งกันแนวคิดและแนวปฏิบัติเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เท้าเทียม: จากความเชี่ยวชาญสู่นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

เท้าเทียม: จากความเชี่ยวชาญสู่นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

วันที่: 9 พ.ย. 2563

“คนไข้บางคนไม่เคยเดินเลยตลอด 40 ปี เพราะเขาไม่เคยได้รับโอกาสให้ได้มีขาเทียม หากได้ไปดูจุดที่เรากำลังทำขา หรือว่าได้เห็นคนไข้มาที่มูลนิธิฯ ตั้งแต่เช้าด้วยความหวังว่า วันรุ่งขึ้นจะเดินได้ นี่คือคำตอบว่าผมทำสิ่งนี้เพื่ออะไร” คำกล่าวสั้น ๆ แต่ซึ้งหัวใจของ รศ. น.พ. วัชระ รุจิเวชพงศธร กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สะท้อนภาพความเป็นจริงของคุณภาพชีวิตผู้พิการในประเทศไทย ไปพร้อมกับการฉายโอกาสในการนำความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบของเอสซีจี เข้าไปพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง และสามารถนำศักยภาพที่พวกเขามีมาเป็นกำลังสำคัญในการร่วมกันพัฒนาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก้าวแห่งการพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดียิ่งขึ้น เป็นเวลานานกว่า 30 ปี ที่มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ให้ความช่วยเหลือผู้พิการขาขาดยากไร้ตามพระราชปณิธานของสมเด็จย่า เพื่อให้ผู้พิการทุกคนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ตลอดจนประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ โดยทางมูลนิธิฯ ร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีศักยภาพพัฒนาอุปกรณ์และชิ้นส่วนของขาเทียมเพื่อให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพและทนทานขึ้น เอสซีจีเองเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว สำหรับโจทย์การพัฒนาชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับผู้พิการไร้ขาที่เอสซีจีมีส่วนสำคัญในการพัฒนาก็คือ “เท้าเทียมรูปแบบใหม่” เพื่อให้ถูกหลักสรีระวิทยาของคนไข้มากยิ่งขึ้น จากความรู้ความชำนาญด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบ ประกอบกับประสบการณ์ที่มีอยู่ในวงการเครื่องมือแพทย์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เอสซีจี ในฐานะทีมออกแบบ เริ่มความท้าทายในการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวจากการเลือกวัสดุ โดยให้ความสำคัญกับวัสดุคุณภาพของบริษัทและราคาต้องเข้าถึงได้ เพราะว่ามูลนิธิฯ ต้องนำไปใช้ต่อ ซึ่งทางทีมงานของเอสซีจีได้เลือกวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นคือ พอลิโพรพิลีน คอมโพสิท (PP Composite) ที่มีส่วนผสมของไฟเบอร์กลาส ให้ความแข็งแรงพิเศษ และมีนำหนักเบา มาผสมผสานกับการออกแบบใหม่ จากเดิมที่มีการออกแบบเป็นรูปตัวซี (C) ซึ่งจะมีแรงกดตรง ทำให้แกนแตกหักได้ ปัจจุบันทีมงานเอสซีจีได้ออกแบบเป็นรูปตัวเอ (A) เพื่อให้เกิดการรับแรงและการกระจายแรง โดยผสมผสานกับการออกแบบให้เป็นลักษณะโครงสร้างของรังผึ้ง ในที่สุดก็สามารถทำได้ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม แกนเท้า (Keel) ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมงานของเอสซีจีนี้ สามารถรับน้ำหนักสูงสุดได้ที่ 90 กิโลกรัม และเดินได้ขั้นต่ำกว่า 2,000,000 ก้าว ซึ่งถือว่าสามารถรองรับการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก้าวแห่งความร่วมมือเพื่อสิ่งที่ดียิ่งขึ้น นอกเหนือจากความร่วมมือกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ที่สนับสนุนวัสดุพลาสติกที่ใช้สำหรับทำวัสดุหุ้มแกนเท้า (Foot Shell) เพราะต้องทนทาน รับแรงกดและคืนตัวเร็ว ให้ความเหนียวและยืดหยุ่น น้ำหนักเบา แต่ยังต้องสวยงามคล้ายเท้าจริง นวัตกรรมเท้าเทียมนี้ยังสะท้อนหลักคิดเรื่อง Open Collaboration ที่เอสซีจีให้ความสำคัญและบูรณาการเข้ากับทุกมิติของกระบวนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ การขยายความร่วมมือเพื่อช่วยพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม “เท้าเทียมรูปแบบใหม่” กับ บริษัท รับเบอร์โซล จำกัด ที่ได้ออกแบบแม่พิมพ์และทำคอมพาวด์วัตถุดิบให้สอดคล้องกับสิ่งที่จะออกมาเป็นชิ้น โดยยังคงคุณสมบัติที่ต้องใกล้เคียงเท้ามนุษย์มากที่สุด คือ น้ำหนักเบา ทนทาน ราคาไม่สูง แล้วก็หาซื้อเปลี่ยนได้ง่าย หน้าที่ ก้าวแห่งโอกาสเพื่อสิ่งที่ดียิ่งขึ้น นวัตกรรมเท้าเทียมที่ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นโดย เอสซีจี กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย บริษัท รับเบอร์โซล จำกัด และมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของโลกเท่านั้น แต่ยังช่วย “ซ่อมความหวัง สร้างชีวิตใหม่” ให้ผู้คนได้อีกมากมาย ​เอสซีจีจึงยังคงเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมและพร้อมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้นและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน รับชมวิดีโอ “เท้าเทียมรูปแบบใหม่” ได้ที่https://bit.ly/3p2qD8g
จากเศษวัสดุเหลือใช้สู่ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์: นวัตกรรมเส้นใยจากสับปะรดและพลาสติกรีไซเคิล

จากเศษวัสดุเหลือใช้สู่ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์: นวัตกรรมเส้นใยจากสับปะรดและพลาสติกรีไซเคิล

วันที่: 6 พ.ย. 2563

หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ แนวปฏิบัติสำคัญที่ เอสซีจี บูรณาการเข้ากับกิจกรรมต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ การนำเศษวัสดุเหลือใช้อย่างใบสับปะรดและแก้วพลาสติก มาหมุนเวียนใช้โดยผ่านกระบวนคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคนในชุมชน และขยายผลต่อยอดไปสู่การสร้างเครือข่ายเพื่อ Open Collaboration เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จที่เอสซีจีภาคภูมิใจ เริ่มคิดจากบริบทแบบท้องถิ่น แต่เดิมนั้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแสนใย คนแสนวิถี อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เน้นทอแต่ผ้าจุลกฐินด้วยกี่โบราณเพียงเดียว ต่อมาในปี 2558 พัทธกานต์ วัฒนสหโยธิน ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอปลวกแดงเริ่มมีแนวคิดในการทอผ้าทอมือย้อมใบมังคุดตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าออกจำหน่าย ระหว่างนั้นก็มีการมองหาว่า วัตถุดิบอะไรในครัวเรือนที่จะสามารถนำมาต่อยอดเป็นผ้าที่สะท้อนเรื่องราวของชุมชนได้บ้าง ผอ.พัทธกานต์และทีมงานเลยมองกลับไปที่คำขวัญของอำเภอ ซึ่งมีท่อนหนึ่งว่า “สับปะรดหวานฉ่ำ” ทั้งนี้สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีอยู่ทั่วไปของที่นี่ เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวเกษตรกรก็จะเอาหักเอาแค่ผล ส่วนใบก็เหลือทิ้ง เธอตั้งสมมติฐานว่า ความเหนียวของใบสับปะรดน่าจะนำมาทอเป็นผ้าได้ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมเส้นใยจากใบสัปปะรด จากความพยายามในลองผิดลองถูกบวกกับการศึกษาจุดดีจุดด้อยจากตัวอย่างผ้าใยสับปะรดของประเทศฟิลิปปินส์ สู่การปรับกระบวนการเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้ใช้งาน พัทธกานต์และทีมงานประสบความสำเร็จในการผลิตผ้าใยสับปะรดในปี 2561 โดยใช้เส้นใยสับปะรดผสมกับเส้นใยฝ้ายในอัตราส่วน 40 ต่อ 60 โดยนวัตกรรมเส้นใยจากผ้าใยสับปะรดของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแสนใย คนแสนวิถี นำเอาข้อดีเรื่องความเหนียวของเส้นใยสับปะรดมาผนวกกับความนุ่มของเส้นใยฝ้ายได้อย่างลงตัว “ข้อดีของผ้าใยสับปะรด คือ ความเหนียว ทนต่อน้ำยาซักผ้าและการปั่นซักด้วยเครื่อง จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของผ้าได้มากกว่า รวมทั้งเนื้อผ้าก็จะมีเสน่ห์ที่สีของใยสับปะรดจะอยู่ในเนื้อผ้า พร้อมกับคุณสมบัติช่วยขัดผิวระหว่างการสวมใส่ ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบง่าย ๆ ด้วยการนำเส้นใยไปตำในครกหินเพื่อกำจัดความคมของปลายใย ทำให้ผ้านุ่มขึ้น แก้ปัญหาเนื้อผ้าขูดผิวจนระคายเคืองจากเดิมที่พบในผ้าใยสับปะรดของฟิลิปปินส์ อีกอย่างหนึ่งคือ เส้นใยสับปะรดจะดูดซับเหงื่อของเราได้ดีจึง สวมใส่สบาย” ผอ.พัทธกานต์กล่าว การพัฒนากระบวนการผลิตนั้น นอกเหนือจากการคิดค้นวิธีการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของเส้นใยให้ดีแล้วยังรวมถึงการประยุกต์เครื่องรีดใบ จากเดิมที่ต้องใช้แรงงานขูดใบด้วยช้อน เครื่องรีดใบที่ดัดแปลงขึ้นใหม่นี้ช่วยให้รีดเส้นใยออกมาได้เร็วขึ้น และลดปัญหาการกระตุกใบกลับของเครื่องแบบเดิมที่มีในท้องตลาด ทั้งหมดเกิดจากการพัฒนาโดยกลุ่มชาวบ้านเองทั้งสิ้น เพราะพันธมิตรที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ “เราเจอกับทางเอสซีจีในงานแสดงสินค้า และได้ทราบว่าบริษัทมีการวิจัยเรื่องเส้นใยพลาสติกจากการรีไซเคิล จึงได้ทำการทดลองร่วมกันว่าจะผสมเส้นใยพลาสติกเข้ากับผ้าได้อย่างไรบ้าง” ผอ. พัทธกานต์เล่าย้อน ผืนผ้าที่ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแสนใย คนแสนวิถี ผลิตขึ้นนั้นใช้เส้นใยธรรมชาติเป็นเส้นยืน (แนวตั้ง) และใช้เส้นใยพลาสติกเป็นเส้นพุ่ง (แนวนอน) ทั้งนี้ทีมงานยังอยู่ระหว่างการพัฒนาสูตรผสมของเส้นใยที่เหมาะสมว่าควรใช้อัตราส่วนเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับกระบวนการทอ แม้ว่าอาจจะมีความยุ่งยากและท้าทายกว่าการทอฝ้ายธรรมดาเพราะฝ้ายมีความนุ่มจึงสามารถเกาะเกี่ยวเส้นใยให้ไม่หลุดรุ่ย แต่ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยพลาสติก คือ ความลื่น ผืนผ้าที่ออกมาอาจยังมีรูปทรงไม่คง จึงจำเป็นต้องใช้ทักษะความชำนาญในขั้นตอนการทอมากขึ้น อย่างไรตามก็นี่ถือเป็นก้าวแรกของความร่วมมือ เพื่อขยายโอกาสในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น นอกเหนือจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ ต่อยอดสู่การพัฒนาเส้นใยพลาสติกสำหรับการผลิตผืนผ้าที่สวยงามและใช้งานได้ดี ทางเอสซีจียังให้การสนับสนุนเครื่องมือในการต่อยอดอาชีพเพิ่มเติม เช่น การมอบกี่กระตุก ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วให้กับการผลิตได้มากกว่า กี่โบราณที่ใช้งานกันอยู่ รวมถึงการจัดกิจกรรมที่ช่วยยกระดับกลุ่มจนได้รับเป็นตัวแทนในการต้อนรับหน่วยงานสำคัญในระดับจังหวัดและระดับประเทศ “การทอผ้าจากเส้นใยพลาสติกไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยเรื่องการเปลี่ยนมุมมอง ความรู้สึกและสร้างจิตสำนึกของชาวบ้านในการจัดการขยะในครัวเรือนได้มากขึ้น เริ่มคิดเวลาจะใช้พลาสติก เริ่มช่วยแยกขยะ อย่างแก้วกาแฟพลาสติก เพราะได้รู้ว่าถ้าเราแยกขยะ ขยะเหล่านี้จะนำกลับมาใช้ได้ ทำให้เกิดประโยชน์และคุณค่าในตัวมันเพิ่มขึ้น” ผอ.พัทธกานต์กล่าวทิ้งท้าย เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดการส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่นำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวันของทุกคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมมีส่วนสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนของรายได้ของคนในชุมชน ไปพร้อมกับการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
“นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล” เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เพื่อชุมชนน่าอยู่

“นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล” เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เพื่อชุมชนน่าอยู่

วันที่: 6 พ.ย. 2563

ภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น ตั้งแต่การผลิต การใช้ และการวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ (Make – Use – Return) พร้อมกับ Open Innovation การเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม กับทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดเป็นเครือข่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เร็วและดียิ่งกว่า คือ ปัจจัยหลักเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนและผลักดันให้ เอสซีจี เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล หรือ Innovative Recycled Plastic Road เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จ ที่ประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงขององค์กร ที่ต้องการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นไม่เฉพาะในการดำเนินธุรกิจ หากแต่ยังรวมถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม ทุกความท้าทายมีโซลูชันรองรับ ข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติพบว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 5 แสนล้านใบ โดยเฉพาะครึ่งหนึ่งเป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ในประเทศไทยเองรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560ระบุว่า มีปริมาณขยะถึง 27 ล้านตัน และเป็นขยะพลาสติกถึง 2 ล้านตัน โดยมีการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 4.5 หมื่นล้านใบต่อปี การสร้างคุณค่าสูงสุดอย่างยั่งยืนให้กับพลาสติกตั้งแต่ต้นทางการผลิต การใช้ และวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงเป็นโจทย์สำคัญของเอสซีจีและพันธมิตร เพื่อทำ “นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล” ที่มีส่วนผสมของยางมะตอยกับ “พลาสติกที่ใช้แล้ว” ผนึกกำลังเพื่อแก้ไขปัญหา แนวคิด นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล (Innovative Recycled Plastic Road) นี้เริ่มต้นจาก บริษัทดาว เคมิคอล ได้ดำเนินการสร้างถนนยางมะตอยจากพลาสติกรีไซเคิลมาก่อนในประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย จากนั้นทางธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย จึงร่วมมือที่จะดำเนินการสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลเช่นนี้บ้างในประเทศไทย โดยนักวิจัยของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ค้นคว้า วิจัย และทดลองเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมให้กับส่วนผสม ซึ่งจะส่งผลต่อคุณสมบัติในเรื่องความแข็งแรงทนทาน การซึมน้ำ อายุการใช้งาน และที่สำคัญก็คือเพื่อความเหมาะสมต่อการใช้งานในบริบทของประเทศไทย เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทยไม่เหมือนกัน จึงมีผลต่อเรื่องอุณหภูมิบนพื้นผิวถนนและใต้ถนน ผลลัพธ์ของงานวิจัยนวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิลที่ทดสอบโดยภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เปรียบเทียบถนนพลาสติกรีไซเคิลกับถนนยางมะตอยทั่วไป พบว่าถนนพลาสติกรีไซเคิลที่มีขยะพลาสติกเป็นส่วนประกอบนั้น มีคุณสมบัติของผิวถนนที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม 15-30% และประสิทธิภาพด้านการยึดเกาะถนนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ทำให้วิธีการนี้นอกเหนือจากช่วยลดขยะพลาสติกในประเทศแล้ว ยังหมายถึงการพัฒนาประยุกต์ใช้พลาสติกใช้แล้วให้เกิดประโยชน์สำหรับการทำถนนยางมะตอยที่มีคุณภาพอีกด้วย สำหรับประเภทพลาสติกที่เหมาะกับการทำนวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้ว ถุงร้อน หลอด แก้วกาแฟชนิด PP, PE และ PET ซองบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ไม่เคลือบชั้นโลหะ เช่น ถุงน้ำยาล้างจานแบบซองตั้ง โดยทั้งหมดต้องเป็นพลาสติกที่สามารถหลอมละลายได้ในอุณหภูมิประมาณ 160 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า เพราะเป็นระดับความร้อนของการผลิตยางมะตอยสำหรับงานทาง ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล ตอบสนองต่อเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติใน 3 มิติที่สำคัญ คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยอธิบายได้ดังนี้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่า ลดปริมาณพลาสติกเหลือใช้ โดยการนำกลับมาใช้ประโยชน์ ลดการสึกหรอของถนน และช่วยลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตยางมะตอยสำหรับงานทาง ยั่งยืนกว่า สร้างความตระหนัก การเห็นประโยชน์ของพลาสติกเหลือใช้ นำไปสู่การส่งเสริมอาชีพการแยกพลาสติกเหลือใช้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย ถนนที่แข็งแรงกว่า สร้างมูลค่าเพิ่มจากพลาสติกเหลือใช้ ลดการซึมน้ำ ทนการกัดเซาะน้ำดีกว่า ทำให้อายุการใช้งานยาวนานขึ้น และลดการซ่อมแซมถนน ต่อยอดเครือข่ายอย่างไม่หยุดยั้ง นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล จ. ระยอง คือ ต้นแบบนวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล ที่เกิดจากความร่วมมือทางเทคโนโลยี ระหว่าง เอสซีจี และ ดาว เคมิคอล โดยถนนเส้นปฐมฤกษ์นี้ มีระยะรวม 220 เมตร มีความกว้างของถนน 3 เมตร ความหนา 6 เซนติเมตร จากนั้นมีการขยายผลโครงการผ่านความร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ อาทิ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พัฒนาถนนพลาสติกรีไซเคิล นำร่องแวดวงอสังหาฯ ไทยรายแรกที่นำพลาสติกใช้แล้วมาสร้างมูลค่าและใช้ประโยชน์ภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นถนนพลาสติกรีไซเคิลเส้นแรกในนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่จะนำพลาสติกใช้แล้วมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างถนนที่ใช้งานได้จริง และการดำเนินงานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการตอบโจทย์ของสมาร์ทซิตี้ คือ Smart Environment สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่วางเป้าหมายสนับสนุนให้เกิดสมาร์ทซิตี้โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สร้างนวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิลในโครงการ 7 Go Green Recycled Plastic Road ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เอสซีจีได้ลงนามความร่วมมือกับ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมมือศึกษาและพัฒนาการนำพลาสติกเหลือใช้ เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมในแอสฟัลต์คอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างทาง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การทำถนนของประเทศ ตอบโจทย์การส่งเสริมการบริหารจัดการขยะอย่างถูกวิธี และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สอดคล้องตามนโยบาย BCG Economy (Bio – Circular – Green Economy) ของรัฐบาล ปัจจุบันเอสซีจี และพันธมิตรได้ดำเนินการทำถนนแอสฟัลต์คอนกรีตต้นแบบที่มีพลาสติกเหลือใช้เป็นส่วนผสม รวมความยาวถนนทั้งสิ้น 7.7 กิโลเมตร และสามารถนำพลาสติกเหลือใช้หมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าได้รวม 23 ตัน หรือราว 23,000 กิโลกรัม รับชมวิดีโอนวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิลได้ที่https://bit.ly/360yP05
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 4: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 4: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่”

วันที่: 26 ต.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ“ชุมชนอ่อนนุช14ไร่” จุดเปลี่ยนความคิด แม้ขยะจะไม่ได้เป็นปัญหาเชิงกายภาพของคนในชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เพราะที่นี่เป็นชุมชนของซาเล้งเก็บขยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่ประกอบไปด้วยผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ผู้ค้าปลีก และผู้จัดการขยะ แต่ขยะกลับเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชน ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่พีรธร เสนีย์วงศ์ หัวหน้าทีมซาเล้งเก็บขยะที่ทำอาชีพนี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว รับรู้และต้องการแก้ไข แต่เดิมนั้นรายได้เฉลี่ยที่ได้จากการเก็บขยะของซาเล้งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ อยู่ที่ 300 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งนั่นมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างชัดเจน และกว่า 30 ครัวเรือน ก็ขับรถซาเล้งเก็บขยะเหมือนกันด้วย พอออกไปเก็บขยะ ก็มีการทับที่ทับทางกัน จนทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน และบั่นทอนความสามัคคีของคนในชุมชน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พีรธรตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าไม่ต้องใช้เงินเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนซื้อกับคนขายจะเป็นอย่างไร จะอยู่กันได้ไหม” จากนั้นเขาจึงนำเงินที่พอมีเหลือติดตัวอยู่ประมาณ 2,000 บาท ไปซื้อของใช้ที่จำเป็น เช่น ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม แล้วให้คนในชุมชนนำขยะมาแลกสินค้าตามราคาที่กำหนดไว้ “เราจะมีราคาของขยะแต่ละประเภทกำหนดไว้ เช่น ขวดพลาสติกกิโลละ 3 บาท ขวดแก้วกิโลละ 5 บาท กระดาษกิโลละ 4 บาท ราคานี้จะขึ้นลงตามราคาตลาด ถ้าคุณอยากได้ยาสระผมราคา 20 บาท คุณไม่ต้องใช้เงินซื้อ แต่เอาขยะที่รวมกันได้ราคา 20 บาท มาจ่ายแทน”พีรธรกล่าวเสริม เพราะขยะทำให้เรามีชีวิต วิธีการดังกล่าวมีแต่คนได้ ผู้ซื้อได้ของไปใช้โดยไม่ต้องเสียเงิน แถมยังได้ลดขยะในบ้านตัวเอง ส่วนพีรธรเองซึ่งเป็นผู้ขายที่เมื่อก่อนต้องออกไปเหนื่อยหาขยะ แต่ทำแบบนี้ ขยะจะเดินมาหาเราเอง แถมได้จำนวนขยะมากกว่าเดิมด้วย นอกจากนี้ เมื่อมีขยะมากขึ้น ก็ไม่ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางให้กดราคา แต่นำขยะไปขายกับโรงงานเจ้าใหญ่ที่รับซื้อปลายทางได้ นั่นทำให้ซาเล้งมีอำนาจต่อรองในการขายขยะ จากที่เคยมีรายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 300 กว่าบาท พุ่งไปแตะที่เฉียด 600 บาทต่อวัน และพีรธรยังมีเวลาว่างให้ครอบครัวด้วย แต่เมื่อหันมามองชุมชนของตัวเองก็พบว่า กว่า 120 หลังคาเรือนในชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ปัญหาเดิม ๆ ยังคงมีอยู่ และในอาคตคงมีปัญหาอื่นอีกที่ตามมา และนั่นป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาใช้ “ขยะ” เป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนของชุมชนที่นี่ ความสำเร็จสำคัญของโครงการ “เมื่อใดที่ผู้คนรู้สึกว่าขยะมีคุณค่า เมื่อนั้นผู้คนจะลุกขึ้นมาคัดแยกและจัดการขยะเองโดยไม่ต้องร้องขอ”นี่คือความเชื่อของพีรธร และกลายมาเป็นความเชื่อของคนทั้งชุมชนที่ลงมือแยกขยะอย่างอัตโนมัติ เพราะถ้าคนใดคนหนึ่งไม่ทำให้เป็นนิสัย ก็อาจจะสูญเสียโอกาสหลายอย่าง เช่น โอกาสในการมีกินมีใช้ มีรายได้ มีสวัสดิการ และที่มากกว่านั้น บางทีคน ๆ นั้นอาจจะกลายเป็นคนแปลกแยกจากชุมชน โดยทุกวันนี้แทบไม่มีใครในชุมชนฯ คัดแยกขยะไม่เป็น ขนาดเด็กน้อยอายุแค่ 6-7 ขวบ ยังจัดการแยกขยะด้วยความถูกต้องคล่องแคล่ว นั่นเพราะเป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่ทุกวี่วัน จากเงิน 2,000 บาท ที่พีรธรใช้เป็นเงินลงทุนตั้งต้น เพื่อเปิด “ร้านค้าศูนย์บาทพลัส” ร้านค้าในชุมชนฯ ที่ใช้ขยะแทนเงิน กุศโลบายอันแยบยลที่ชักชวนให้คนในชุมชนแยกขยะที่ต้นทางได้มากขึ้น เพราะถ้าไม่แยกขยะ ก็จะไม่สามารถนำมาใช้แทนเงินสดซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องการจากร้านแห่งนี้ได้ ที่นี่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะความกลมเกลียว และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีของทุกคนที่แวะเวียนมาร้านนี้ อีกหนึ่งความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ก็คือ “ขยะสวัสดิการ” ซึ่งเป็นการนำขยะมูลค่า 1 บาท มาส่งที่ร้านค้าศูนย์บาทพลัสทุกวัน แต่ถ้าชาวบ้านคนไหนไม่สะดวก ก็อาจนำส่งเป็นรายเดือนก็ได้ ซึ่งสวัสดิการที่ว่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล ทุนการศึกษา และเงินช่วยเหลือสำหรับงานฌาปนกิจ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของขยะที่ถูกใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในชุมชนแห่งนี้ ดาวน์โหลดWaste to Wealth... เงินทองจากกองขยะได้ที่https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth