เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 9: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ไร่เชิญตะวัน”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 9: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ไร่เชิญตะวัน”

วันที่: 13 ธ.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ“ไร่เชิญตะวัน” คนมาก ปริมาณขยะก็ยิ่งมาก ในช่วงปลายปีจะมีงานสวดมนต์ข้ามปี และงานเทศกาลดอกไม้ นักท่องเที่ยวก็จะทะลักมาก มาเที่ยวที่ไร่เชิญตะวันวันละเป็นหมื่น ปัญหาที่ตามมาก็คือขยะล้นมาก จนทำให้ทัศนียภาพความสวยงามภายในไร่สูญเสียไปเลย ตอนเช้าจะมีถุงพลาสติกห้อยตามกิ่งไผ่ ขวดน้ำอีก 200-300 ขวด ซุกตามต้นไผ่สองข้างทางเต็มไปหมด ที่ยิ่งกว่านั้นไร่จะมีพระพุทธรูปปางลีลา ปรากฏว่าที่มือของพระพุทธรูปมีถุงน้ำพลาสติกไปห้อยอยู่ นั่นคือเหตุการณ์ที่ พระเมธีวชิโรดม หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้ก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ได้ประสบด้วยตัวเองเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และทำให้พระอาจารย์ตระหนักว่าการจัดการขยะเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง พระอาจารย์มองว่าสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนคือการสร้างคน และวิธีการสร้างคนดีที่สุด คือ การให้ความรู้และเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อขยะ พระอาจารย์เริ่มจากตนเองและคนใกล้ชิด ได้แก่เจ้าหน้าที่ระดับผู้นำในไร่ จากนั้นจึงค่อยกระจายต่อไปยังนักท่องเที่ยว ชาวบ้าน และผู้คนในองค์กรอื่น ๆ จัดการเองเพื่อความยั่งยืน การคัดแยกขยะของที่ไร่เชิญตะวันแห่งนี้มีเพียงแค่ 4 ถัง นั่นคือ 1. ขยะพลาสติกจำพวกขวดน้ำ ถุงพลาสติก 2. ขยะจำพวกขวดแก้ว และอะลูมิเนียม 3. ขยะจำพวกกระดาษ และ 4. ขยะทั่วไป สาเหตุที่ไม่มีถังสำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะมีพิษ เพราะนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ จะมาเยี่ยมชมความสวยงามของไร่ ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนเอาขยะประเภทดังกล่าวมาทิ้ง ขยะทั้ง 4 ประเภท จะถูกนำไปคัดแยกที่โรงคัดแยกขยะ ขยะพลาสติก จะมีเครือข่ายมารับซื้อเอาไปสกัดทำน้ำมัน บางส่วนก็นำมาตัดเป็นเส้นแล้วสานเป็นตะกร้าและเชิงเทียนไว้ขายนักท่องเที่ยว ขยะจำพวกขวดแก้วและอะลูมิเนียมก็จะนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ เช่น นำกระป๋องกาแฟมาทากาวต่อกันเป็นเก้าอี้ หรือจะทำเป็นตะกร้าก็ได้ ส่วนกระดาษก็นำไปให้ชาวสวนกระท้อนและฝรั่งรอบ ๆ ไร่เอาไปห่อผลป้องกันแมลง ขณะที่ขยะทั่วไปจะถูกนำมาคัดแยกอีกครั้ง ถ้าเป็นพวกเศษผัก เศษอาหาร ก็นำไปเลี้ยงไส้เดือน จนเหลือส่วนที่จัดการไม่ได้จริง ๆ ก็จะให้เทศบาลตำบลห้วยสักมารับไปจัดการอย่างถูกต้องต่อไป ความสำเร็จสำคัญของโครงการ โครงการขุมทองกลางกองขยะ คือโครงการที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติของพนักงานและชาวบ้านที่อยู่รอบไร่เชิญตะวัน ให้มองเห็นขยะเป็นขุมทรัพย์และของมีค่า โดยนำขยะที่คัดแยกแล้วมาแลกเปลี่ยนเป็นของกินของใช้ ซึ่งของกินของใช้ที่ชาวบ้านนำกลับไปคือ เครื่องสังฆทานที่ญาติโยมนำมาถวายนั่นเอง สำหรับขยะเศษอาหาร ซึ่งมีปริมาณค่อนข้างมากในแต่ละวัน จะถูกนำมาเป็นอาหารเพาะพันธุ์ไส้เดือน หากเศษอาหารมีขนาดใหญ่จะถูกนำมาบดหรือสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อน ส่วนอาหารที่ดูแล้วมีรสจัดจะถูกนำไปล้างหรือหมักไว้ให้บูดสัก 1-2 คืนก่อนนำไปใช้งาน นี่คือวิธีการจัดการขยะเศษอาหารอย่างชาญฉลาดเป็นธรรมชาติ และยิ่งจัดการก็ยิ่งมีแต่เพิ่มพูน โรงเรียนชาวนา หรือชื่อเต็มคือ โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ เปิดสอนวิชาการจัดการขยะ โดยสอนตั้งแต่เรื่องวิธีคิดว่าทำไมต้องจัดการขยะ จัดการไปทำไม ทำไปแล้วได้อะไร ขยะมีกี่ชนิดต้องแยกอะไรบ้าง ฯลฯ หลังจากนั้นก็ให้ทุกคนเอาไปปฏิบัติในชีวิตจริงเลย สาเหตุที่ ท่าน ว.วชิรเมธี นำมาบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนนี้ ก็เพื่อที่ว่าจะได้ปลูกฝังเรื่องของการจัดการขยะในชีวิตของนักเรียนทุกคน เป็นการจัดการขยะแบบยั่งยืนและเป็นจริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ทำชั่วคราวแล้วก็ไม่เห็นความสำคัญ ​ดาวน์โหลดWaste to Wealth... เงินทองจากกองขยะได้ที่https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 8: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนบ้านมดตะนอย”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 8: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนบ้านมดตะนอย”

วันที่: 13 ธ.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ“ชุมชนบ้านมดตะนอย” อดีตคือชุมชนแห่งขยะ ชุมชนบ้านมดตะนอย ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ติดกับท้องทะเลอันดามัน ผู้คนเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม และหาเลี้ยงปากท้องด้วยอาชีพประมง ขยะของชุมชนแห่งนี้มาจาก 2 ทาง ทางแรกจากทะเล เวลาน้ำทะเลหนุนขึ้นมาแต่ละครั้งก็จะนำขยะขึ้นฝั่งมาด้วย พอน้ำลงขยะเหล่านั้นก็จะติดอยู่ในพื้นที่ ด้วยความที่เกิดน้ำทะเลหนุนบ่อย บางช่วงหนุนทุกวัน บางช่วง 2-3 วันต่อครั้ง ทำให้ชาวบ้านไม่อยากจะรักษาความสะอาด เพราะทำความสะอาดแล้ว พอน้ำทะเลหนุนก็สกปรกอีก ส่วนทางที่สองจากขยะที่ชาวบ้านใช้แล้วทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นโฟม หรือขยะอื่น ๆ ก็ยิ่งทำให้ที่นี่เป็นแหล่งสะสมขยะไปโดยปริยาย จัดการขยะด้วยเวทีประชาคม สมโชค สกุลส่องบุญศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านมดตะนอย เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้ และตระหนักได้ว่าถ้าปล่อยไว้ย่อมส่งแต่ผลเสียกับชุมชนอย่างแน่นอน เขาจึงเชิญผู้คนทุกฝ่ายในชุมชนไม่ว่าจะเป็น ครู ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน โต๊ะอิหม่าม เจ้าของรีสอร์ท องค์การบริหารส่วนตำบล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มาหารือทางออกการจัดการขยะร่วมกัน บทสรุปของประชาคมในวันนั้น มีสองข้อด้วยกัน คือ ข้อแรก จัดการจุดทิ้งขยะหน้าทางเข้าชุมชนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และข้อสอง ทุกวันศุกร์ชาวบ้านจะต้องทำความสะอาดและจัดการขยะที่บ้านตัวเอง ส่วนทุกศุกร์ที่ 3 ของเดือน ทุกคนจะร่วมมือกันทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะในชุมชน ทั้งมัสยิด สวนสาธารณะ รวมทั้งบริเวณชายหาด ฯลฯ ด้วยเป็นข้อตกลงร่วมกันของชุมชน ชาวบ้านทุกคนต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนพื้นที่ชุมชนบ้านมดตะนอยกลับมาสวยงามและเป็นระเบียบแบบที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ความสำเร็จสำคัญของโครงการ นอกเหนือจากการห้ามใช้โฟมอย่างเด็ดขาดในพื้นที่แล้ว ซึ่งผลที่ได้ทำให้คนในชุมชนมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ “ทำดีได้ดาว” คืออีกหนึ่งไฮไลต์ความสำเร็จที่ทุกคนในหมู่บ้านให้ความสำคัญกับการจัดการขยะร่วมกัน โครงการนี้เกิดขึ้นจาก ผอ. สมโชค สกุลส่องบุญศิริ และณัฐวัฒน์ ทะเลลึก ผู้ใหญ่บ้านบ้านมดตะนอย โดยเด็ก ๆ จะมีสมุดบันทึกประจำตัว หากไปซื้อของที่ร้านค้าในชุมชน และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) ไม่ว่าจะเป็นการไม่รับถุง หลอด หรือใช้ถุงผ้าใช้ปิ่นโต พ่อค้าแม่ค้าจะติดดาวลงสมุดบันทึกประจำตัวให้ทันที เมื่อได้ดาวครบตามจำนวน เด็ก ๆ สามารถนำสมุดมารับของรางวัลได้ที่โรงพยาบาลฯ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้แปลงกายเป็น “ฮีโร่กู้โลก” ด้วยชุดชูชีพที่ประดิษฐ์จากขวดน้ำอัดลม แล้วมาร่วมกันเก็บขยะชายหาด การส่งเสริมการจัดการขยะด้วยวิธีนี้ นอกจากขยะพลาสติกจะลดจำนวนลงแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังการจัดการขยะและสร้างจิตสำนึกที่ดีในหัวใจของเด็ก ๆ อีกด้วย โครงการนี้ ผู้ใหญ่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเข้าร่วมได้ โดยพวกเขาจะได้คูปองชิงโชค โดยให้เขียนชื่อตัวเอง และชื่อร้านค้าที่ไปซื้อของ ทุกวันที่ 15 ก็มีการจับรางวัล ของรางวัลจะเน้นเป็นของที่นำมาใช้ซ้ำได้ เช่น แก้วน้ำ กล่องข้าว ปิ่นโต ทั้งนี้ทั้งสองกิจกรรมสำหรับคนต่างรุ่นมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งนั่นเอง ที่บ้านมดตะนอยแห่งนี้ ชาวบ้านยังร่วมมือกันสร้างจุดทิ้งขยะริมชายหาด เพื่อเก็บขยะชายหาดและเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ขยะจากบุคคลภายนอกที่เข้ามาเที่ยวในพื้นที่สร้างความเสียหายให้ธรรมชาติและท้องทะเล พร้อมกับการติดตั้งอวนดักขยะใน 3 ร่องน้ำหลักของชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะหลุดรอดลงท้องทะเล หากมีขยะจากชุมชนก็จะติดอวนที่สร้างดักไว้ ขณะที่ขยะจากทะเลจะเข้าสู่หมู่บ้านก็จะติดที่อวนด้านนอกเช่นกัน ขยะที่ดักได้จะนำมาจัดการตามกระบวนการอย่างถูกวิธี ​ดาวน์โหลดWaste to Wealth... เงินทองจากกองขยะได้ที่https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 7: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 7: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ”

วันที่: 13 ธ.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ“ชุมชนLIKE (ไร้) ขยะ” การจัดการขยะเป็นหน้าที่ของทุกคน การเปลี่ยนทัศนคติ “ไม่ปล่อยขยะให้เป็นเรื่องไร้ค่า” คือสิ่งสำคัญที่ทำให้การจัดการขยะประสบความสำเร็จ ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ และชุมชนเขาไผ่ เขตเทศบาลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ต่างชื่นชอบและเห็นคุณค่าของขยะจัดการขยะ โดยทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกัน ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน รวมไปถึงธนาคารขยะ และนี่คือเรื่องราวของชุมชนที่สะท้อนคำพูดข้างต้นได้เป็นอย่างดี ทำไปด้วยกัน บ้าน-วัด-โรงเรียน ด้วยความเป็นชุมชนกึ่งเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม ที่มีประชากรกว่า 2,700 ชีวิตจาก 1,100 ครัวเรือน ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีปริมาณขยะจำนวนมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไรเลยย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนอย่างแน่นอน นั่นทำให้ทุกคนในชุมชนหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการขยะเป็นพิเศษ บ้าน คือ หน่วยย่อยสำคัญที่ จำลอง หอมหวน ประธานชุมชนโขดหิน 2 นำอวนซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในพื้นที่มาดัดแปลงเป็น “ห่วงรักษ์ พักขยะ” ตัวช่วยจัดการขยะให้กับทุกครัวเรือนในชุมชน เพื่อใส่ขยะที่ขายได้ เช่น ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระดาษ ขวดแชมพู วิธีนี้ทำให้ชาวบ้านเริ่มเห็นประโยชย์ของการจัดการขยะ ที่ไม่ใช่แค่ทำให้ชุมชนสะอาดสะอ้านมากขึ้นและเป็นแหล่งรายได้เสริม หากแต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดการขยะให้กับจุดอื่น ๆ ในชุมชน ขยะบรรจุภัณฑ์ที่ญาติโยมใส่อาหารถวายพระ รวมถึงถังสังฆทาน ปิ่นโต และจีวรเหลือใช้จำนวนมาก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดขยะเป็นจำนวนมากในชุมชน การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นทางออกที่สำคัญ พระอาจารย์มหานักรบ อัคคธัมโม เจ้าอาวาสวัดโขดหิน (ปักษีคีรีราม) คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้การจัดการขยะในวัดเกิดขึ้นได้ พระอาจารย์ได้บอกญาติโยมให้ทำบุญด้วยการล้างถุงพลาสติกเหล่านี้ให้สะอาดแล้วนำมาบริจาค แล้วก็แยกขยะประเภทต่าง ๆ จากนั้นวัดจะเอาขยะเหล่านี้ไปขาย และนำเงินมาเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ และเณรที่มาบวช สำหรับปิ่นโตที่เหลืออยู่มากมายหลายร้อยเถา ทางวัดก็นำมาแจกให้ชาวบาน เพื่อเอาไว้ใช้ใส่อาหารที่จะนำมาทำบุญที่วัด ทดแทนการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ส่วนถังสังฆทานนั้น ทางโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 นำไปใช้เป็นถังสำหรับแยกขยะภายในห้องเรียนทุกชั้น และจีวรที่ไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว พระอาจารย์ก็ให้ชาวบ้านนำมาตัดเย็บเป็นหน้ากากอนามัย ผ้าม่าน ผ้าคลุมโต๊ะ และผ้าคุลมเก้าอี้ ในโรงเรียนเองก็เคยเผชิญหน้ากับปัญหาขยะเช่นเดียวกัน โดย บุษบา ธนาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 สนับสนุนและส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้คุณค่าของขยะและการนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลจากการจัดการขยะอย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้ขยะในโรงเรียนแห่งนี้ลดจำนวนลงจนแทบไม่มีเหลือให้เทศบาลต้องมาเก็บก่อน ในทางกลับกันสิ่งที่งอกเงยและงดงามเพิ่มขึ้นก็คือ จิตสำนึกในการหันมาใส่ใจการจัดการขยะของเด็กทุกคน และพวกเขาคือผู้ใหญ่ที่จะเติบโตขึ้นมาดูแลชุมชนในจังหวัดระยอง ธนาคารขยะชุมชน - ต่อยอดเพื่อความยั่งยืน ณภัทร ภูมิรัตนโชติ ผู้จัดการธนาคารขยะแห่งชุมชนเขาไผ่ บอกเล่าถึงความร่วมมือร่วมใจของทั้งสามชุมชน (ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ และชุมชนเขาไผ่) ธนาคารขยะแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2556 ด้วยเหตุผลเพื่อให้คนในชุมชนรู้จักคัดแยกขยะ รวมถึงชุมชนใกล้เคียงที่คัดแยกขยะและนำมาขายต่อที่นี่ ธนาคารจะติดต่อซื้อขายกับที่รับซื้อขยะแต่ละประเภท กำไรจากการขายขยะจะเป็นทุนการศึกษาของเด็ก ๆ ในชุมชนต่อไป ข้อดีของการมีธนาคารขยะคือ ช่วยผลักดันให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการขยะโดยอัตโนมัติ และยังมีประโยชน์ไปยังชุมชนข้างเคียงจนเกิดเป็นความร่วมแรงร่วมใจจัดการปัญหาขยะร่วมกัน “เราเห็นว่า การจัดการขยะไม่ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นหน้าที่ร่วมกันของเราทุก ๆ คน” ณภัทรกล่าวทิ้งท้าย ความสำเร็จสำคัญของโครงการ การร่วมมือกันระหว่าง บ้าน วัดและโรงเรียน ซึ่งเป็นเครือข่ายฟันเฝืองสำคัญที่ส่งเสริมการจัดการขยะในชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงแล้ว การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการหาโซลูชันใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ คือเรื่องที่จำเป็นเช่นกัน เว็บแอปพลิเคชัน “คุ้มค่า (KoomKah)” จากเอสซีจี คือตัวช่วยจัดการข้อมูลของธนาคารขยะ ช่วยให้การซื้อ-ขายขยะจากชุมชนยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยธนาคารขยะสามารถนำข้อมูลไปวางแผนและประเมินสถานการณ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ว่าควรขายขยะเมื่อใด เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง หรือทำให้ทั้งชุมชนเขาไผ่และชุมชนอีกสองแห่งได้ประโยชน์สูงสุดจากการจัดการของธนาคารขยะ อีกหนึ่งความสำเร็จก็คือ “ถุงนมกู้โลก” ที่เปลี่ยนถุงนมในโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 ปริมาณมหาศาลไปเป็นโต๊ะและเก้าอี้ เพื่อนำกลับมาใช้งานในโรงเรียน โดยเอสซีจีจะมารับถุงนมที่โรงเรียนสะสมไว้ทุกเดือนไปรีไซเคิลต่อ โดยเก้าอี้รีไซเคิล 1 ตัว น้ำหนัก 8 กิโลกรัม ใช้ถุงนมรีไซเคิล 600 ถุง ส่วนโต๊ะ 1 ตัว น้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม ใช้ถุงนม 263 ถุง นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีเพราะได้ปลูกฝังให้นักเรียนทุกคนเป็นนักจัดการขยะ หากสิ่งนี้ติดตัวไปเมื่อเติบโตขึ้น เขาจะเป็นคนที่จัดการขยะได้อย่างมีคุณภาพ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ปล่อยปละละเลยการจัดการขยะ ดาวน์โหลดWaste to Wealth... เงินทองจากกองขยะได้ที่https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 6: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “บ้านครึ่งใต้”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 6: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “บ้านครึ่งใต้”

วันที่: 13 ธ.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ“บ้านครึ่งใต้” ไม่มีที่ไหนที่ขยะไปไม่ถึง แม้ว่าบ้านครึ่งใต้จะเคยได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงมาก่อน แต่ปริมาณขยะที่เกิดจากคนต่างถิ่นนำเข้ามา เพราะมาศึกษาดูงานการเป็นชุมชนต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียงของที่นี่ กับการขาดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะของชาวบ้าน ที่มักขุดหลุมฝังหรือไม่ก็เผาขยะ ทำให้ที่นี่กลายเป็นหมู่บ้านที่มีปัญหาขยะไปโดยปริยาย สมเพชร ทะชัย ผู้ใหญ่บ้านครึ่งใต้ มองเห็นถึงความเร่งด่วนที่ต้องจัดการปัญหาดังกล่าว ในปี 2554 เขาตัดสินใจเรียกประชุมชาวบ้าน แล้วนำเรื่องดังกล่าวหารือกับทุกคน นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการเสนอเทศบาลตำบลใต้ เพื่อให้จัดส่งวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะเข้ามาอบรมทุกคนในหมู่บ้าน ก่อนจะเกิดเป็นการจัดการขยะอย่างเต็มรูปแบบไปทั่วทั้งหมู่บ้านในเวลาต่อมา แยกขยะให้ละเอียด เมื่อได้รับความรู้จากการอบรมมาแล้ว ชาวบ้านเริ่มวางแผนการคัดแยกขยะเป็น 5 ประเภท คือ ขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ ขยะทั่วไป ขยะอันตราย และขยะติดเชื้อ แต่ก็ยังมีหลาย ๆ ครอบครัว รวมทั้งที่ศูนย์การเรียนรู้ของหมู่บ้านคัดแยกขยะแต่ละประเภทอย่างละเอียดย่อยลงไปอีก ที่หมู่บ้านครึ่งใต้นี้ ชาวบ้านจะแยกย่อยขยะรีไซเคิลเป็น 4 ประเภท คือ กระดาษ พลาสติก ขวดแก้ว แล้วก็โลหะ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม สังกะสี ส่วนพลาสติก จะแยกเป็นแบบใสและแบบขุ่น เพราะทำให้ได้ราคาดีขึ้นเมื่อขาย ส่วนขยะอินทรีย์ที่นี่จะแยกออกอีก 3 ประเภท คือ เศษอาหาร จะนำลงถังน้ำหมักทำเป็นปุ๋ยน้ำและปุ๋ยดิน เศษใบไม้จะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก ขณะที่เศษผักและผลไม้ ชาวบ้านที่นี่จะนำไปลงถังเลี้ยงไส้เดือน ทำเป็นปุ๋ยมูลไส้เดือนและเพาะพันธุ์ขาย รวมทั้งนำไปเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ในหมู่บ้าน การที่ชาวบ้านแยกขยะโดยละเอียดนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะและเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการฝึกให้ทุกคนในหมู่บ้านมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นคุณลักษณะที่อยู่ในตัวตนของคนบ้านครึ่งใต้มาจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จสำคัญของโครงการ การใช้ขยะเป็นสื่อกลางในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของคนในชุมชนบ้านครึ่งใต้นั้น สะท้อนออกมาเป็นโครงการร้านศูนย์บาทพลัส โครงการขยะออมบุญ หรือและโครงการตลาดนัดขยะ ร้านศูนย์บาทพลัสของที่บ้านครึ่งใต้นั้นอาจจะแตกต่างจากร้านศูนย์บาทของที่อื่น ๆ อยู่ตรงที่ผู้ที่มีขยะจะต้องนำขยะมาแลกคูปองที่ศูนย์เรียนรู้ก่อน จากนั้นจึงนำคูปองไปแลกซื้อสินค้าที่ร้านค้าใดก็ได้ในหมู่บ้าน ซึ่งวิธีการนี้ก็เพื่อให้ร้านค้าทุกร้านมีส่วนร่วมในการจัดการขยะอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะร้านใดร้านหนึ่ง ที่นี่ยังมีการจัดกิจกรรม “ขยะออมบุญ” เป็นการทอดผ้าป่าขยะที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยรายได้ทั้งหมดนำไปพัฒนาวัดครึ่งใต้ ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน โดยชาวบ้านจะเอาขยะไปกองที่วัด แล้วคณะกรรมการก็จะไปแยกขยะ แล้วขายขยะกันวันนั้นเลย เงินได้เท่าไหร่ก็มอบให้วัดทั้งหมด เท่ากับว่าขยะก็ลดลง วัดก็ได้เงิน คนก็ได้บุญ นอกจากนี้ ในทุกวันที่ 5 ของเดือนที่บ้านครึ่งใต้จะมีกิจกรรม “ตลาดนัดขยะ” ทุกคนจะนำขยะมาขายที่ศูนย์ ขายได้เท่าไหร่ก็จะได้รับเงินค่าขยะเลย แล้วคณะกรรมการจะนำขยะที่รับซื้อมาคัดแยกอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะนำไปขาย ซึ่งกำไรที่ได้มาจะนำไปปันผลให้ชาวบ้านในช่วงสิ้นปี ถือเป็นโบนัสอีกครั้งหนึ่งด้วย เท่ากับชาวบ้านจะได้เงินทุกวันที่ 5 ของเดือนและตอนสิ้นปี วิธีการนี้ทำขึ้นเพื่อจะได้ไม่มีใครนำขยะไปขายให้กับพ่อค้าข้างนอก นอกเหนือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้ทุกคนในชุมชนอยากจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางแล้ว การบังคับใช้บทลงโทษอย่างจริงจังก็มีส่วนสำคัญ ที่บ้านครึ่งใต้มีกฎเหล็กข้อหนึ่งที่ใช้ในการจัดการขยะ คือ หากพบเห็นใครลักลอบนำขยะมาทิ้งในพื้นที่ มีโทษปรับ 5,000 บาท โดยตั้งแต่หมู่บ้านตั้งกฎขึ้นมา เคยเกิดเหตุการณ์จับปรับมาแล้ว 2 ครั้ง จากการบังคับใช้กฎที่ร่วมกันสร้างอย่างจริงจังและเด็ดขาด หลังจากเหตุการณ์ทั้งสองแล้วนั้น ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งโดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่บ้านครึ่งใต้อีกเลย ดาวน์โหลดWaste to Wealth... เงินทองจากกองขยะได้ที่https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/​
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 5: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ตลาดยิ่งเจริญ”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 5: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ตลาดยิ่งเจริญ”

วันที่: 13 ธ.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ“ตลาดยิ่งเจริญ” ไม่ใช่วิกฤต... แต่เป็นโอกาส ตลาดยิ่งเจริญ เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 65 ปี บนเนื้อที่กว่า 32 ไร่ มีแผงขายของมากกว่า 1,500 แผง ในหนึ่งวันมีขยะเกิดขึ้นในตลาดยิงเจริญมากถึง 10-20 ตัน หรือราว ๆ 10,000-20,000 กิโลกรัม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่สามารถจัดการได้โดยง่าย ขยะในตลาดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ขยะอินทรีย์ เช่น พวกเศษผักผลไม้ มีอยู่ประมาณ 70% ที่เหลือเป็นขยะทั่วไป เช่น ถุงพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋อง ทั้งหมดถูกกองรวมกันไว้และรอให้รถขยะของเขตบางเขนมารับไปจัดการต่อ เมื่อปี 2558 ตลาดยิ่งเจริญมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งคณะผู้บริหารและโครงสร้างการบริหาร มีแผนงานและนโยบายใหม่ ภายใต้ชื่อ “Y Together” หรือ “ยิ่งเจริญ ไปด้วยกัน” จาก10-20ตัน เหลือเพียงครึ่งเดียว ผู้จัดการอาวุโสบริหารการตลาดยิ่งเจริญ สายชล สวัสดิชัย กล่าวว่า “สิ่งที่ตลาดยิ่งเจริญต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนก็คือ ระบบบำบัดน้ำเสีย ทีมงานจึงออกแคมเปญลดการใช้สารเคมี แทนที่ด้วยจุลินทรีย์ และลงทุนระบบบำบัดน้ำเสียเป็น RO (Reverse Osmosis System)” แม้จะแก้ไขปัญหาน้ำเสียและแมลงวันในตลาดได้แล้ว แต่ยังมีเรื่องที่ใหญ่กว่าคือ ปัญหาขยะที่ท้าทายและรอการแก้ไข ขยะอินทรีย์ซึ่งเป็นขยะที่มีปริมาณมากที่สุดจะถูกกำจัดก่อน โดยทีมงานจะแยกไว้ให้เขตเพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนขยะทั่วไป ผู้จัดการแผนกรักษาความสะอาดได้เชิญชวนผู้คนในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับตลาดมามีส่วนร่วมจัดการขยะ และยกรายได้ทั้งหมดจากการขายขยะให้ชุมชน วิธีนี้ไม่ใช่แค่สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน แต่ยังเป็นการมอบความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการคัดแยกและรีไซเคิลขยะให้ชาวบ้าน ส่งผลให้การคัดแยกและจัดการขยะของตลาดยิ่งเจริญมีประสิทธิภาพ เป็นการคัดแยก ด้วยองค์ความรู้และด้วยความตั้งใจเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน จากขยะปริมาณมหาศาลที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เมื่อชาวบ้านในชุมชนรอบตลาดยิ่งเจริญช่วยกันคัดแยกขยะอย่างละเอียด ทำให้มีขยะน้อยกว่าครึ่งของขยะทั้งหมดที่ทางเขตต้องนำไปจัดการให้ถูกต้องต่อไป ความสำเร็จสำคัญของโครงการ โรงทาน หมอสะอาด คือไฮไลต์ความสำเร็จที่สำคัญของตลาดยิ่งเจริญ ทีมงานตลาดยิ่งเจริญได้นิมนต์ พระสุโชติ ปัชโชโต หรือหลวงพี่โจ พระนักพัฒนาที่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการขยะและเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ มาถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดการขยะอย่างถูกวิธีและมาออกแบบวิธีจัดการขยะในโรงทาน โดยให้ประชาชนรู้จักคัดแยกขยะด้วยตนเองหลังรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เพื่อให้ผู้สร้างขยะต้องเป็นผู้จัดการขยะ กุญแจแห่งความสำเร็จในการจัดการขยะของตลาดยิ่งเจริญที่มีส่วนสำคัญมาก ๆ สิ่งนั้นคือ การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมี อดิเทพ แซ่ฉั่ว เป็นหนึ่งในรั้วที่ยกมาเป็นตัวอย่าง แต่เดิมเขาทำงานรับจ้างทั่วไป รายได้พอใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน เมื่อตลาดเสนองานคัดแยกขยะที่ลานพักขยะด้านหลังตลาด แลกกับการดูแลลานพักขยะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ชีวิตความเป็นอยู่ของอดิเทพก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้เขามีรายได้จากการคัดแยกขยะวันละ 1,000 กว่าบาท พร้อมกับทักษะการคัดแยกขยะที่ส่งต่อเป็นองค์ความรู้ให้กับผู้อื่นได้ต่อไป “ถ้าตลาดยิ่งเจริญไม่มีงานตรงนี้ให้ พวกเราก็คงมีชีวิตที่ลำบากเหมือนเดิม ไม่ได้ลืมตาอ้าปากเหมือนตอนนี้ จริง ๆ ตลาดไม่ต้องเอาพวกเรามาทำงานนี้ก็ได้ หรือจะหักเงินที่ได้จากการคัดแยกขยะ แล้วให้เงินเราแค่บางส่วนก็ได้ แต่เขาให้เราทั้งหมด เวลาเราขอเบิกอุปกรณ์อะไร ก็จัดการให้ทุกอย่าง ขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับเรา ขอบคุณที่พาเราก้าวไปด้วยกัน” อดิเทพกล่าวทิ้งท้าย ดาวน์โหลดWaste to Wealth... เงินทองจากกองขยะได้ที่https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/
เอสซีจี แบ่งปันองค์ความรู้ เปิดกว้างสู่ความร่วมมือ เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน

เอสซีจี แบ่งปันองค์ความรู้ เปิดกว้างสู่ความร่วมมือ เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน

วันที่: 30 พ.ย. 2563

การสร้างความร่วมมือ (Collaboration) เป็นอีกหนึ่งแนวปฏิบัติที่เอสซีจีบูรณาการเข้ากับการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างเนื่อง โดยเป็นการแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างเอสซีจีเอง และการขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานหรือองค์กรชั้นนำภายนอกเอสซีจี นับเป็นการเร่งให้เกิดการสร้างนวัตกรรม ขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ การสร้างคุณค่าร่วมกันให้เกิดขึ้นกับธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในมิติต่าง ๆ ขับเคลื่อนด้วย “ทุกคน” จากภายใน เอสซีจีเป็นอีกหนึ่งบริษัทชั้นนำของประเทศไทย ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมซึ่งตอบโจทย์การเติบโตธุรกิจอย่างต่อเนื่องแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังส่งเสริมการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้ทุกภาคส่วนด้วย หนึ่งในตัวอย่างสำคัญก็คือ การขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เห็นเป็นรูปธรรม พร้อมกับการขยายผลความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ บางซื่อโมเดลคือ หนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพของความมือได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการดังกล่าวเป็นการจัดการของเสียภายในเอสซีจี สำนักงานใหญ่บางซื่อ ที่รณรงค์ให้พนักงานในองค์กรได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทิ้งขยะ ด้วยการ “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” โครงการนี้ยังช่วยสร้างการรับรู้และกระตุ้นเตือนเรื่องการจัดการขยะอย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นการให้ความรู้พนักงานทุกระดับเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ให้ความสำคัญกับการหมุนใช้ทรัพยากรธรรมชาติในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสีย วัตถุดิบ และพลังงาน ให้กลับไปเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบด้วยกระบวนการที่เหมาะสมนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้พนักงานเลือกวัสดุและออกแบบตัวสินค้าโดยคำนึงถึงปลายทาง เพื่อให้ใช้งานแล้วนำกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนได้ และเกิดของเสียหรือขยะน้อยให้ที่สุด โครงการดังกล่าว นำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาระบบคัดแยกขยะภายในองค์กร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะและช่วยลดปริมาณของขยะในเอสซีจีลง โดยผลการดำเนินการที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2019 ทำให้ลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นองค์กรได้มากถึง 20 ตันต่อเดือน และในสัดส่วนดังกล่าวมีขยะที่ถูกนำมารีไซเคิลได้ทั้งหมดทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 100% ด้วย (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2563) เชื่อมเครือข่าย ขยายผลความร่วมมือสู่ “ท้องถิ่น” ความสำเร็จของบางซื่อโมเดลที่เป็นตัวจุดประกายเรื่องการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการขยายผลความร่วมมือของโครงการมาสู่ชุมชน โดยเอสซีจีได้ร่วมกับจังหวัดระยองนำร่องโครงการชุมชนLIKE (ไร้) ขยะที่เริ่มต้นจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง ได้แก่ ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ ชุมชนเขาไผ่ วัดโขดหิน โรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 และธนาคารขยะชุมชนเขาไผ่ ผ่านโมเดลที่ทาง จ.ระยองมีอยู่แล้ว นั่นคือ บ้าน วัด และโรงเรียน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “บวร” โดยทั้งสามจุดเป็นต้นทางของขยะที่เกิดขึ้นภายในชุมชน เอสซีจีได้เชื่อมโยงโมเดลบวร และธนาคารขยะเข้าด้วยกัน โดยธนาคารขยะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงและเป็นปลายทางของขยะที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชน โมเดลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการคัดแยกขยะให้กับคนในชุมชนตั้งแต่ต้นทาง โดยขับเคลื่อนผ่านผู้นำทางความคิด ได้แก่ ผู้นำชุมชน เจ้าอาวาส และนักเรียน และการผลักดันของผู้เชี่ยวชาญจากเอสซีจี นอกจากนี้โครงการชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ ยังช่วยเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณการฝังกลบขยะลงได้อีกด้วย โดยมีการผสานความเข้าร่วมมือด้านดิจิทัลเทคโนโลยี “คุ้มค่า (KoomKah)” เว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธนาคารขยะแบบครบวงจรมากยิ่งขึ้น ในส่วนของความร่วมมือในการจัดการกับขยะทะเล ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 7.36 ล้านตัน จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2561 เอสซีจีจับมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พัฒนา“นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ (SCG-DMCR Litter Trap)”ที่ช่วยยกระดับการแก้ไขปัญหาขยะในทะเลได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นวัตกรรมจากเอสซีจีนี้มีขนาดกว้าง 1.8 เมตร และยาว 5 เมตร โดยอุปกรณ์หนึ่งชุดสามารถกักเก็บขยะได้สูงสุด 700 กิโลกรัม/วัน สำหรับวัสดุหลักที่ใช้ในการผลิตทุ่นกักขยะลอยน้ำเวอร์ชันเอสซีจีคือ ท่อ PE100 ที่เหลือจากการทดสอบขึ้นรูปในโรงงานของเอสซีจี วัสดุดังกล่าวมีความแข็งแรงทนทาน และเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และในปี 2563 เอสซีจีได้พัฒนา นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ จากHDPE-Bone (SCG-DMCR Litter Trap Generation 2)โดยผลิตจากวัสดุลอยน้ำ HDPE-Bone ซึ่งผลิตจากพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE มาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน นับตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เอสซีจีและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ติดตั้งนวัตกรรมทุ่นกักเก็บขยะลอยน้ำ SCG-DMCR Litter Trap นี้ บริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขาที่เชื่อมต่อกับทะเลกว่า 35 ชุด ในพี้นที่ 17 จังหวัดของประเทศไทย เพื่อป้องกันขยะจากแม่น้ำและลำคลองสาขาไหลลงสู่ทะเล ซึ่งผลปรากฏว่าสามารถช่วยกักขยะได้กว่า 42 ตัน (ส.ค. 2562 – ก.ย. 2563) ร่วมพันธมิตร “นานาชาติ” เสริมความยั่งยืน เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนทรรศนะ และส่งเสริมความร่วมมือให้ขยายเครือข่ายให้กว้างขวางขึ้น เอสซีจีได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรชั้นนำระดับนานาชาติที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม เสริมสร้างความยั่งยืนของชุมชน และปกป้องสิ่งแวดล้อม อาทิ Starboard, Alliance to End Plastic Waste (AEPW), The Ocean Cleanup และ Ellen MacArthur Foundation (EMF) การตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ที่กลายเป็นวิกฤตขยายขอบเขตไปทั่วโลกและก่อตัวสร้างผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เป็นจุดร่วมที่ทำให้องค์กรชั้นแนวหน้าอย่าง เอสซีจี และStarboardแบรนด์ระดับพรีเมียมของผลิตภัณฑ์กีฬาทางน้ำประเภทเซิร์ฟบอร์ด ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในโครงการ Collaboration for Sustainable Future เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว บันทึกข้อตกลงร่วมในโครงการดังกล่าว ครอบคลุมขอบเขตการศึกษาและความร่วมมือใน 3 ด้านที่สำคัญ คือ 1) การพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2) การส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน และ 3) การสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังพฤติกรรมเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าให้กับเยาวชน โดยทั้งเอสซีจีและ Starboard มุ่งหวังว่าการดำเนินงานภายใต้ขอบเขตการศึกษาและกรอบความร่วมมือดังกล่าว จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เอสซีจีเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาขยะในทะเลอย่างฉับพลันและเร่งด่วน จึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งและผู้สนับสนุนการดำเนินงานของAlliance to End Plastic Waste (AEPW)องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวมบริษัทระดับโลกในห่วงโซ่มูลค่าของวงการพลาสติก โดย เอสซีจีเป็นองค์กรไทยแห่งเดียวและเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำลังเร่งแก้ไขปัญหาขยะ นอกเหนือจากองค์กรระดับโลกทั้งสององค์กรที่เอสซีจีได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ยังมีThe Ocean Cleanupองค์กรสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร โดย โบยาน สลาต Founder and CEO ที่เอสซีจีได้ลงนามในข้อตกลงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในประเทศไทย ความร่วมมือในการวิจัยครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลเรื่องขยะในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งไหลลงสู่ทะเลที่ชัดเจนและถูกต้อง เพื่อนำมาศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดการขยะและนำมาสร้างประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมล่าสุดที่เอสซีจีได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งสมาชิกเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือEllen MacArthur Foundation (EMF)เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2010 เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันทุกภาคส่วนไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยระบบดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้เกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ตลอดจนสินค้าและบริการที่ได้รับการออกแบบบนพื้นฐานของการส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ เอสซีจีได้ใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากตัวแทนของมูลนิธิและบริษัทสมาชิกอื่น ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ และเผยแพร่ให้กับทุกภาคส่วนในประเทศไทย นอกจากนี้การเข้าเป็นสมาชิกของเอสซีจี ยังเป็นโอกาสดีในการนำเสนอแนวคิดและวิถีปฏิบัติที่อยู่ภายใต้ SCG Circular Way ซึ่งได้รับการนำเสนอผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องในเวิร์กชอปและซัมมิทที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิฯ จากความร่วมมือมือดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นและโอกาสที่ดีในการสร้างองค์ความรู้และการขยายเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ยกระดับสังคม และสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวล้อมอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง และเรายังเชื่อว่า พลังความร่วมมือยังคงเป็นแนวปฏิบัติสำคัญที่องค์กรส่งเสริมให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั้งภายในและภายนอก เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างประสานประโยชน์ของทุกฝ่าย