ถอดรหัสความสำเร็จ SCG Circular Way ทางออกวิกฤตปัญหาขยะ

วันที่: 6 ส.ค. 2563

งาน SD Symposium 10 Years Circular Economy: Collaboration for Action เมื่อเดือนกันยายนของปี 2019 คือบทพิสูจน์ความสำเร็จของ Circular Way แนวปฏิบัติที่เอสซีจีตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้เป็นต้นแบบของบริษัทในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในปัจจุบัน เอสซีจียังคงมุ่งมั่นผลักดันแนวคิดและแนวปฏิบัติดังกล่าวให้กับทุกฟังก์ชันขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้โมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโมเดลนี้ ได้รับการยอมรับมากขึ้นและถูกนำไปประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ความท้าทายเรื่อง “ขยะมูลฝอย” ก็เป็นอีกหนึ่งวาระระดับประเทศที่เอสซีจีให้ความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาผ่านการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้เป็นฐานคิดและแนวปฏิบัติในการหาทางออกให้กับวิกฤตอย่างมีระบบและยั่งยืน

เริ่มต้นในองค์กร ขยายผลสู่ชุมชน โครงการจัดการขยะภายในองค์กรที่มีชื่อว่า “บางซื่อโมเดล (Bang Sue Model)” คือสูตรสำเร็จของเอสซีจีในการประยุกต์ใช้หลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการหมุนใช้ทรัพยากรธรรมชาติในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสีย วัตถุดิบ สินค้าที่หมดอายุ และพลังงาน ให้กลับไปเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบด้วยกระบวนการที่เหมาะสม นอกจากนี้โมเดลดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ช่วยรองรับขยะที่เกิดขึ้นและนำกลับเข้าสู่วงจรการรีไซเคิล และที่สำคัญยังเอื้อต่อการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของพนักงานภายใต้แนวคิด ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก

โครงการจัดการขยะภายในองค์กรของเอสซีจีนี้ประสบความเร็จในระดับน่าพอใจ เพราะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องทิ้งในบ่อฝังกลบ เพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิลได้อย่างต่อเนื่อง และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากความสำเร็จภายในองค์กรนำไปสู่การขยายผลกับชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง ได้แก่ ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ ชุมชนเขาไผ่ วัดโขดหิน โรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 และธนาคารขยะชุมชนเขาไผ่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่เอสซีจีได้เข้าไปพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยโครงการที่ต่อยอดมาสู่ชุมชนดำเนินงานภายใต้ชื่อ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” ที่เชื่อมโยงการจัดการขยะระหว่าง บ้าน-โรงเรียน-วัด-ธนาคารขยะ เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณการฝังกลบขยะ และมีแนวทางการดำเนินโครงการมุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านผู้นำชุมชน สู่สมาชิกของชุมชนในเรื่องของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการผลักดันและให้ความรู้ในด้านต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญของเอสซีจีโดยเฉพาะ

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวดำเนินงานมาแล้วกว่า 1 ปี สามารถนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากถึง 6,500 กิโลกรัม และลดปริมาณขยะที่ถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบได้เป็นจำนวนมาก โดยเอสซีจีตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนชุมชนและครัวเรือนให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดระยองพัฒนาสู่เมืองไร้ขยะต่อไปในอนาคต   

นวัตกรรม: โซลูชันเพื่อความยั่งยืน
นอกเหนือจากการเป็นองค์กรต้นแบบเรื่องความยั่งยืน ที่ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นพื้นฐานเพื่อการสร้างเสริมค่านิยมที่ดีให้กับบุคลากรและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงแล้ว เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการนำดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ “คุ้มค่า” (KoomKah) เว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธนาคารขยะแบบครบวงจร ซึ่งถูกนำมาบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการ “บางซื่อโมเดล (Bang Sue Model)” และโครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” โดยเครื่องมือดังกล่าวช่วยบันทึกจัดเก็บข้อมูลขยะและจำนวนยอดเงินจากการซื้อขาย มีระบบจะช่วยจัดเก็บข้อมูลสมาชิก รวมถึงประวัติการแลกแต้มสะสมคะแนน ช่วยจัดระเบียบข้อมูลสินค้าขยะแต่ละประเภท เงินทุนและแต้มสะสมจากการรับซื้อสินค้า ทำให้วางแผนกลยุทธ์การซื้อขายได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยจัดทำรายงานรับซื้อและขายขยะ (Report) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่วงเวลาประมวลผล และดาวน์โหลดไฟล์ออกมาในรูปแบบ Excel ซึ่งง่ายต่อการนำข้อมูลมาคำนวณในรูปแบบต่าง ๆ

นอกจากนี้ การคิดค้นและการพัฒนานวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ที่เอสซีจีประยุกต์ใช้ความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยประกอบไปด้วย

  • ถังดักไขมันแบบ DIY ผลิตจากวัสดุที่หาซื้อได้ทั่วไป ราคาประหยัด สามารถประกอบได้ง่าย ติดตั้งได้ในครัวเรือนได้ทันที นำไปใช้กรองเศษอาหาร และช่วยแยกไขมันออกจากน้ำก่อนปล่อยน้ำทิ้งสู่ท่อระบายน้ำ
  • Aquonic 600 ช่วยขจัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียจากห้องน้ำและน้ำเสียในครัวเรือนด้วยกระบวนการทางชีวภาพและเคมีไฟฟ้า ทำให้น้ำที่ได้ปราศจากเชื้อโรค สี และกลิ่น สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบสุขาปลอดเชื้อที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมพัฒนาขึ้นกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์
  • นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone ซึ่งพัฒนาขึ้นจากทุ่นดักขยะแบบแนวตรง (Oil Boom) ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้คิดค้นขึ้นเมื่อปี 2561 นวัตกรรมนี้ผลิตพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย

นวัตกรรมทั้งสามชนิดนี้มีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งจากครัวเรือนก่อนปล่อยออกสู่คลองเปรมประชากร โดยก่อนหน้านี้มีการติดตั้งนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone จำนวน 24 จุด รวม 13 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถกักขยะได้กว่า 40 ตัน โดยเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเทศบาลในพื้นที่ ร่วมเก็บขยะและคัดแยกขยะเพื่อนำไปจัดการอย่างถูกต้องต่อไป

สร้างความร่วมมือ ขยายผลแนวคิด
แม้ว่าการปลูกฝังเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นกับทุกคนในองค์กร และการส่งผ่านแนวคิดนี้ไปให้กับชุมชนในพื้นที่ เป็นเรื่องที่เอสซีจีดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่กุญแจสำคัญของความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดที่เป็นมิตรกับธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยังรวมถึง Open Collaboration ด้วย

การสร้างภาคีเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอสซีจีได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในระดับประเทศนั้น กรมทรัพยากรทางชายฝั่งทะเล (ทช.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานรัฐที่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอสซีจี และความร่วมมือในระดับนานาชาตินั้น เอสซีจีได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรต่าง ๆ อาทิ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแห่งเดียวในโลกที่มีสมาชิกประกอบไปด้วยบริษัทที่มาจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อแก้ปัญหาขยะในทะเลผ่านการสร้างโซลูชันที่ช่วยจัดการขยะ และ The Ocean Cleanup องค์กรสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมชั้นนำระดับโลก โดยร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในประเทศไทย เป็นต้น

แม้ว่าปัญหาขยะในประเทศอาจจะยังไม่สามารถแก้ไขให้คลี่คลายและลดความรุนแรงลงได้โดยทันที แต่เอสซีจีคงมุ่งมั่นกับการรณรงค์และการปลูกฝังความรู้เรื่องการจัดการขยะให้กับทุกภาคส่วนผ่านโครงการต่าง ๆ การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานของโครงการ และการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายเพื่อหาโซลูชันทั้งในและนอกประเทศ โดยมีหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งเสริมให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

หนูน้อยสูงดี มีพัฒนาการสมวัย ใส่ใจฉีดวัคซีน

หนูน้อยสูงดี มีพัฒนาการสมวัย ใส่ใจฉีดวัคซีน

วันที่: 7 ส.ค. 2563

เอสซีจี ร่วมกับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง รณรงค์สร้างความตระหนักรู้เรื่องการดูแลสุขภาพหนูน้อยแรกเกิดถึง 5ขวบ เพื่ออนาคตของชาติแข็งแรง เด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ นอกจากจะเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่แล้ว ยังเป็นอนาคตของชาติ ซึ่ง 5 ขวบปีแรกของชีวิตนั้น ถือเป็นช่วงสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและถูกต้องใน 3 ด้าน ได้แก่การส่งเสริมการเจริญเติบโตให้สมวัยด้านกายภาพ การพัฒนาการด้านไอคิวและอีคิว และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน เจริญเติบโตอย่างสมวัย สมส่วน คุณพ่อคุณแม่ควรติดตามส่วนสูงและน้ำหนักของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ หากไม่อยู่ในเกณฑ์ ไม่ต้องกังวลใจไป ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาวิธีดูแลหนูน้อยให้เจริญเติบโตอย่างสมวัย สมส่วน และแข็งแรง ยิ่งเล่น ยิ่งเรียนรู้ พัฒนาการไอคิวและอีคิวในหนูน้อย นอกเหนือจากพัฒนาการด้านร่างกายแล้ว พัฒนาการทางสมองและจิตใจ รวมถึงเรื่องอารมณ์และสังคม เป็นเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องโฟกัสในช่วง 5 ขวบปีแรก เป็นช่วงเล่น เรียน รู้ ที่จะนำไปสู่การวางพื้นฐานทางความคิด อารมณ์และสังคมของลูกน้อย มาดูกันว่า ไอคิวและอีคิวคืออะไร และจะเสริมสร้างได้อย่างไรบ้าง ไอคิว= Intelligence Quotient(IQ)ความสามารถทางเชาวน์ปัญญา หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ จดจำ คิดอย่างมีเหตุผล ตัดสินใจ ความสามารถในการสื่อสาร โดยองค์ประกอบของไอคิวที่มีความสำคัญต่อเด็กวัยแรกเกิดถึง 5 ปี ที่พ่อแม่ควรเสริมสร้างให้กับลูกมีดังนี้ ความช่างสังเกต การถ่ายทอดจินตนาการ การคิดเชื่อมโยงเหตุผล การทำงานระหว่างประสานมือและตา อีคิว =Emotional Quotient(EQ)ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง รู้จักควบคุมและแสดงออกอย่างเหมาะสม เข้าใจตนเองและผู้อื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุของค์ประกอบของไอคิวที่มีความสำคัญต่อเด็กวัยแรกเกิดถึง 5 ปี ที่พ่อแม่ควรเสริมสร้างให้กับลูก คือ การรู้จักและควบคุมอารมณ์ ควบคุมความอยากเป็น เอาขนะความอยากได้ ไม่ตามใจตัวเองเกินไป และควบคุมอารมณ์ สงบโดยไม่กดอารมณ์ความรู้สึกไว้ การเรียนรู้ระเบียบวินัย วินัยในความประพฤติทั่วไป วินัยในการเรียน และวินัยในการควบคุมตนเอง ความสนุกสนานร่าเริง มาเสริมสร้างไอคิวและอีคิวกันเถอะ อาหารกาย อาหารใจ อาหารสมอง – ดื่มนมแม่ กินอาหารดี พร้อมเรียนรู้ สัมผัสโอบกอด พื้นฐานสร้างสุข พูดคุย เล่านิทาน ร้องเพลงกล่อม เพิ่มพัฒนาการด้านภาษา เสริมสร้างจินตนาการ การเล่น การออกกำลังกาย พัฒนาการใช้งานกล้ามเนื้อ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอนหัวค่ำ ตื่นแต่เช้า ปลูกฝังวินัย ฮอร์โมนหลั่งดี ระวังอุบัติเหตุและสารพิษ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ฉีดวัคซีน สร้างเกราะภูมิคุ้นกันโรคช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เด็ก ๆ ต้องได้รับการฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ และเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย การฉีดวัคซีนตามเกณฑ์นั้น นอกจากลูกน้อยและพ่อแม่จะได้รับประโยชน์โดยตรงแล้ว ยังถือเป็นการทำประโยชน์ต่อชาติ เพราะเป็นการสร้างเกราะภูมิคุ้มกันโรคให้อนาคตของชาติเติบโตอย่างแข็งแรง วัคซีนที่จำเป็นในช่วงวัยต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้ วัคซีนวัณโรค (BCG)วัคซีนบังคับที่จะต้องฉีดให้เด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิด วัคซีนตับอักเสบบี (HBV)3 เข็ม เข็มแรกคุณหมอจะฉีดให้ลูกตั้งแต่เกิด เข็มที่ 2 จะฉีดให้ลูกตอนอายุครบ 1 เดือน เข็มที่ 3 ฉีดตอนลูกอายุครบ 6 เดือน วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DPT)เริ่มฉีดชุดแรก 3 ครั้ง ตอนลูกอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน เมื่อฉีดครบในชุดแรกแล้ว จะมีการฉีดซ้ำเพื่อเป็นการตุ้น การทำงานของวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ตอนที่ลูกอายุ 18 เดือน / ฉีดกระตุ้นครั้งที่ 2 ลูกอายุ 4-6 ปี / ฉีดกระตุ้นครั้งที่ 3 ลูกอายุ 11-12 ปี วัคซีนโปลิโอลูกน้อยจะเริ่มได้รับวัคซีนโปลิโอครั้งแรก คือเมื่ออายุครบ 2 เดือน อายุครบ 4 เดือน อายุครบ 6 เดือน และจะเว้นไปจนลูก อายุได้ 18 เดือน (รับวัคซีนกระตุ้นครั้งที่ 1) จากนั้นพอลูกอายุได้ 4-6 ปี (รับวัคซีนกระตุ้นครั้งที่ 2) วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR)เริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกตอนลูกอายุ 9-12 เดือน เข็มที่ 2 ฉีดตอนลูกอายุ 2 ปี 6 เดือน วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE)เริ่มเข็มแรกตอนลูกอายุได้ 9-12 เดือน ส่วนเข็มที่สองก็ตอนลูกอายุ 2 ปี 6 เดือน วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 18 ปี โดยปีแรก ฉีด 2 เข็ม เว้นระยะห่างกัน 1 เดือน ศูนย์บริการสาธาณสุขเทศบาลเมืองมาบตาพุด และธุรกิจเคมิคอลส์เอสซีจี ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้คุณพ่อคุณแม่ชาวระยอง ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกน้อยใน 3 ด้าน ทั้งด้านพัฒนาการทางกาย พัฒนาการไอคิวและอีคิว รวมถึงการใส่ใจฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ เพื่อให้ทุกครอบครัวในชุมชนมีความสุข ไม่ต้องกังวลกับสุขภาพของลูกน้อย เพราะเราเชื่อว่า สุขภาพดีนั้นสร้างได้ทุกวัย และสังคมสุขภาพดีนั้นเริ่มต้นที่ในหน่วยเล็ก ๆ อย่างที่บ้านของทุกครอบครัว สุขภาพดี สร้างได้ทุกวัย เอสซีจีห่วงใย ใส่ใจสุขภาพชุมชนระยอง
SCG ECO FACTORY แนวปฏิบัติเพื่อธุรกิจมั่นคง ชุมชนน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

SCG ECO FACTORY แนวปฏิบัติเพื่อธุรกิจมั่นคง ชุมชนน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันที่: 3 ส.ค. 2563

ภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ที่เอสซีจียึดเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ นอกจากจะมุ่งเน้นไปที่การคิดค้นและการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมแล้ว การบริหารจัดการอุตสาหกรรมโดยมุ่งเน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เอสซีจีให้ความสำคัญอย่างจริงจังและปฏิบัติมาโดยตลอด โรงงานดี สังคม-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) หมายถึง โรงงานอุตสาหกรรมที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนา และปรับปรุงกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาชุมชนและการส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชน คำนิยามดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในปี 2557 และครอบคลุมกรอบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศทั้ง 5 มิติ ได้แก่ กายภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ โดยบริษัทที่จะถูกรับรองให้เป็น Eco Factory ได้จะต้องผ่านการประเมินจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco Efficiency) และตัวชี้วัดทางด้านสังคม (Impact Evaluation) ซึ่งประกอบไปด้วย 14 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่1การจัดการวัตถุดิบการดำเนินมาตรการ ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง กระบวนการหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตและการบริการ ประเด็นที่2พลังงานการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เช่น ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ประเด็นที่3 การขนส่งและโลจิสติกส์ลดการใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง การเพิ่มประสิทธิภาพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอัตโนมัติกับระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการขนส่งและโลจิสติกส์ ประเด็นที่4โซ่อุปทานสีเขียวเพื่อส่งเสริมนโยบายการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) หมายถึง การจัดซื้อการจัดจ้างสินค้า และบริการที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับสินค้าและบริการประเภทเดียวกัน โดยพิจารณาตลอดทั้งวัฏจักรชีวิตทุกขั้นตอน ฉลากสิ่งแวดล้อม หมายรวมทั้งฉลากประเภทที่ 1, 2 และ 3 ประเด็นที่5ภูมิทัศน์สีเขียวการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกโรงงาน และมีการจัดการผังและบริเวณ ภูมิทัศน์สีเขียว ประเด็นที่6 การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายลดการรั่วไหลของสารเคมีและวัตถุอันตราย ตลอดจนไม่มีเหตุการณ์การรั่วไหลหรืออุบัติเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อพนักงาน ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก ประเด็นที่7 การจัดการน้ำและน้ำเสียการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water Efficiency) เพื่อลดการเกิดน้ำเสียและปล่อยน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน และการลดวอเตอร์ฟุตพรินต์ขององค์กร ประเด็นที่8 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกการดำเนินมาตรการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง กระบวนการผลิตหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการบริการ ประเด็นที่9 การจัดการมลภาวะอากาศการดำเนินมาตรการ ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง กระบวนการหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อลดปริมาณมลภาวะทางอากาศที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่10การจัดการกากของเสียลดการนำของเสียไปฝังกลบและนำของเสียกลับมาใช้ โดยของเสีย หมายรวมถึง ขยะทั่วไป และขยะอันตราย และการนำของเสียหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ หมายรวมถึง ใช้ในกระบวนการผลิตหรือส่งไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตของโรงงานอื่น ประเด็นที่11 ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานพนักงานมีความปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีในการทำงาน ซึ่งเกิดจากสภาพพื้นที่ทำงาน สภาวะแวดล้อมที่ดีในการทำงาน เช่น ด้านคุณภาพอากาศ แสง เสียง และความร้อนในพื้นที่การทำงาน เป็นต้น มีการดูแลสุขภาพพนักงานด้านอาชีวอนามัย และมีการวิเคราะห์และป้องกันความเสี่ยงจากอันตรายที่เกิดจากการประกอบกิจการ ประเด็นที่12ความหลากหลายทางชีวภาพการลดอัตราการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและการแยกการกระจัดกระจายของแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของทรัพยากรชีวภาพ ประเด็นที่13 การกระจายรายได้ให้กับชุมชนการสร้างอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้ใหม่ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนในชุมชนมีอาชีพและรายได้ รวมทั้งเกิดการเกื้อกูลกันระหว่างโรงงานและชุมชน ทั้งนี้ การสร้างรายได้ใหม่ที่มั่นคงและยั่งยืน ได้แก่ การส่งเสริมการฝึกทักษะหรือพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างอาชีพใหม่ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของโรงงาน ประเด็นที่14 การอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล การจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สารเคมีของโรงงาน และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม และมีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน ตลอดจนโรงงานนำหลักการระบบการจัดการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO 26000) หรือ CSR DIW มาปฏิบัติอย่างจริงจัง เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยขอบข่ายของความรับผิดชอบต่อสังคม มี 7 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1.1) ธรรมาภิบาล 1.2) สิทธิมนุษยชน 1.3) การปฏิบัติด้านแรงงาน 1. 4) สิ่งแวดล้อม 1.5) การปฏิบัติที่เป็นธรรม 1.6) ประเด็นด้านผู้บริโภค และ 1.7) การมีส่วนร่วมของชุมชนและการพัฒนาชุมชน ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ผู้นำนวัตกรรมด้านพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีความตั้งใจและทุ่มเทในการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยในปี 2557 บริษัท ระยอง โอเลฟินส์ จำกัด และ บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้นำเกณฑ์ของการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มาประยุกต์ใช้และยกระดับระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จนสามารถผ่านเกณฑ์ และได้รับการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสองแห่งแรกในประเทศไทย ต่อมาในปี 2558 บริษัทที่เหลือใน ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จำนวน 10 บริษัท 12 โรงงาน ได้ดำเนินการตรวจประเมินตามเกณฑ์โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) และได้รับการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำให้ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ได้การรับรองครบทุกโรงงาน 100% แห่งแรกของประเทศไทย นั่นหมายถึงทุกบริษัทของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีส่วนร่วมในการการส่งเสริมให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และผ่านเกณฑ์มาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศทั้ง 14 ข้อ ลงมือทำ... เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ความมุ่งมั่นของเอสซีจีที่ต้องการดำเนินธุรกิจให้เติบโต บนพื้นฐานของการดำรงอยู่ร่วมกันกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน สะท้อนผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่บริษัทได้ลงมือทำด้วยความตั้งใจจริง ในมิติด้านกายภาพ มีการปลูกต้นไม้นานาชนิดเพื่อเป็นแนวป้องกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชน (Protection Strip) มีพื้นที่สีเขียวกว่า 293 ไร่ มีต้นไม้ประมาณ 52,600 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณโรงงานกว่าร้อยละ 19.5 ของพื้นที่ทั้งหมด (1,700 ไร่) และยังมีการตรวจสอบมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแจ้งให้ชุมชนรับทราบเป็นประจำทุก 3 เดือน ในมิติด้านการบริหารจัดการ เอสซีจีคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยตอบโจทย์ประเด็นสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมหอเผาไร้ควัน (Enclosure Ground Flare)ที่ใช้หลักการเคลื่อนที่ของอากาศที่เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิแทนการใช้ไอน้ำแรงดันสูง เพื่อดึงอากาศสำหรับการเผาไหม้ ช่วยลดเสียงดังจากไอน้ำ เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่า และไม่มีควัน เพราะเปลวไฟจะเกิดขึ้นภายในห้องเผาไหม้ ทำให้ไม่มีแสงสว่างและความร้อนออกสู่บรรยาศ ถือเป็นการบริหารจัดการระบบหอเผาที่คำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วนโครงการแลกเปลี่ยนสารไฮโดรคาร์บอนระหว่างโรงงานของบริษัทโดยนำสารไฮโดรคาร์บอนที่ต้องเผาทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Flare Gas Recovery) โดยเพิ่มระบบการนำสารไฮโดรคาร์บอนที่ต้องเผาทิ้งขณะหยุดเดินเครื่องจักรหรือช่วงเริ่มเดินเครื่องจักร นำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นวัตถุดิบเชื้อเพลิงแทนการเผาทิ้งที่หอเผา โดยสามารถลดการเผาทิ้งสารไฮโดรคาร์บอนได้ 450 ตันต่อครั้ง คิดเป็นลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2,800 ตันต่อครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม เอสซีจี ได้คิดค้นวัตกรรมemisspro®(อีมิสโปร)สารเคลือบเตาเผาและหม้อต้มไอน้ำอุตสาหกรรมรายแรกในประเทศไทย ช่วยลดการสูญเสียความร้อนในกระบวนการผลิต ทำให้ประหยัดพลังงานได้ร้อยละ 2-6 โดยปัจจุบัน เอสซีจี ให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพ่นเคลือบ ตลอดจนบำรุงรักษาอย่างครบวงจรCi-Bot (Carburization Inspection Robot)นวัตกรรมหุ่นยนต์ที่ใช้ตรวจสอบค่าคาร์บอนที่แทรกซึมเข้าไปในเนื้อวัสดุของท่อ (Coil ภายในเตาเผาของโรงงานโอเลฟินส์) ที่ต้องทำงานภายใต้สภาวะที่มีความร้อนสูงเป็นเวลานาน ทำให้คาร์บอนแทรกตัวเข้าไปในเนื้อท่อ อันเป็นสาเหตุให้ท่อเกิดเปราะ และนำไปสู่การรั่วหรือแตกหักได้ หุ่นยนต์ Ci-Bot สามารถตรวจวัดสภาพ และประเมินอายุการใช้งานของท่อได้อย่างละเอียด แม่นยำ และรวดเร็ว รวมถึงโครงการที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิโครงการพลังงานแสงอาทิตย์มีการจัดทำโครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar PV Rooftop) ที่ให้กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 140.76 กิโลวัตต์ และมีการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มบนทุ่นลอยน้ำในบ่อกักเก็บน้ำของโรงงาน ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 1 เมกะวัตต์ โครงการทั้งสองนี้นอกจากจะช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนแล้ว ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 1,000 ตันต่อปีโครงการจัดการน้ำโดยนำกลับมาใช้ใหม่ลดการใช้ได้มากกว่า 3.8 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่าการบริโภคน้ำของประชากรในมาบตาพุดประมาณ 20 วัน และโครงการบ้านปลาที่นำท่อ PE100 ที่เหลือจากการขึ้นรูปเพื่อทดสอบคุณภาพเม็ดพลาสติกมาเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่ง เป็นต้น เอสซีจี ยังให้ความสำคัญกับมิติสังคมและเศรษฐกิจด้วย บริษัทมีสัมพันธ์อันดีกับชุมชน รวมถึงสนับสนุนชุมชนโดยรอบกว่า 10 แห่ง ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เช่น วิสาหกิจขนมเปี๊ยะ 8 เซียน ของกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านทิวลิป ชุมชนเนินพยอม ที่ประสบความสำเร็จมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 200,000 บาท และการเพิ่มรายได้ให้กับวิสาหกิจของชุมชนผ่าน “ระยองชอปฮิ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยประชาสัมพันธ์ซื้อขายสินค้าและบริการของชุมชนผ่านสื่อโซเชียล ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความตั้งใจจริงของ เอสซีจี ของการเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนแนวคิดโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) เพื่อการเติบโตของธุรกิจที่ดำรงอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบและสิ่งแวดล้อมโดยรวมได้อย่างเกื้อกูลกัน
นวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียชุมชน: เอสซีจีเพื่อความยั่งยืนของสังคม

นวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียชุมชน: เอสซีจีเพื่อความยั่งยืนของสังคม

วันที่: 30 ก.ค. 2563

นอกเหนือจากการรณรงค์ให้ชุมชนร่วมกันไม่ปล่อยน้ำเสียและไม่ทิ้งขยะลงในลำคลองสาธารณะ และการปลูกฝังจิตสำนึกให้ทุกคนช่วยกันคัดแยกและทิ้งขยะให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำเศษวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้มากยิ่งขึ้น การคิดค้นนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ในการบำบัดน้ำและของเสียจากชุมชน รวมถึงนวัตกรรมเพื่อดักจับขยะที่อาจเล็ดลอดตามท่อระบายน้ำจนไหลลงสู่ลำคลองสาธารณะและทะเล เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา เอสซีจี หนึ่งในบริษัทชั้นนำของไทยที่ดำเนินการธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนด้วยนวัตกรรมที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานความชำนาญและความเชี่ยวชาญขององค์กร ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการออกแบบและจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียก่อนระบายน้ำลงคลองเปรมประชากร ในโครงการ “จิตอาสา สำรวจออกแบบ จัดหาและติดตั้งชุดกรองน้ำเสียในคลองเปรมประชากร เฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10” ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำริเรื่องการพัฒนาคุณภาพของในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยมีชุมชนแฟลตตำรวจทุ่งสองห้องและคลองเปรมประชากรเป็นต้นแบบของโครงการ เปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำใสด้วยนวัตกรรมเพื่อชุมชน คลองเปรมประชากรเป็นลำคลองสาธารณะสายแรกที่ถูกขุดขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นคลองลัดเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความสะดวกในการสัญจรและการค้าขายทางน้ำของประชาชนในยุคนั้น นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คลองเปรมประชากรเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่มีการก่อตัวของชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตดอนเมืองและเขตหลักสี่ นั่นทำให้คุณภาพน้ำของคลองเปรมประชากรในบริเวณนี้จัดอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม และจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู หากปล่อยทิ้งไว้ลำคลองที่เน่าเสียนอกจากจะสร้างมลพิษทางอากาศ ส่งกลิ่นเน่าเหม็นแล้ว ยังเป็นแหล่งของเชื้อโรค และขยะในแม่น้ำลำคลองยังทำให้น้ำไหลระบายสู่ปลายทางไม่สะดวก หรือกลายเป็นปัญหาขยะในทะเลอีกต่อหนึ่งด้วย การหาทางออกให้กับปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองเปรมประชากร เอสซีจีได้ดำเนินการส่งมอบและติดตั้ง “นวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียชุมชน” ซึ่งประกอบไปด้วย ถังดักไขมันแบบ DIY, Aquonic 600 (อควานิก ซิกซ์ฮันเดรด) และนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone โดยนวัตกรรมทั้งสามชนิดนี้มีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งจากครัวเรือนก่อนปล่อยออกสู่คลองเปรมประชากรได้ดังต่อไปนี้ คือ ถังดักไขมันแบบ DIYผลิตจากวัสดุที่หาซื้อได้ทั่วไป ราคาประหยัด สามารถประกอบได้ง่าย ติดตั้งได้ในครัวเรือนได้ทันที นำไปใช้กรองเศษอาหาร และช่วยแยกไขมันออกจากน้ำก่อนปล่อยน้ำทิ้งสู่ท่อระบายน้ำ Aquonic 600เป็นหนึ่งใน “ระบบบำบัดน้ำเสียไซโคลนิก จาก เอสซีจี (Zyclonic by SCG)” ที่ช่วยขจัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียจากห้องน้ำและน้ำเสียในครัวเรือนด้วยกระบวนการทางชีวภาพและเคมีไฟฟ้า ทำให้น้ำที่ได้ปราศจากเชื้อโรค สี และกลิ่น สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบสุขาปลอดเชื้อที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมพัฒนาขึ้นกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์ นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำHDPE-Boneเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในการดักขยะจากปากแม่น้ำออกสู่ทะเลกว่า 24 แห่งทั่วประเทศ ผลิตจากวัสดุลอยน้ำ HDPE-Bone ซึ่งผลิตจากพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE มาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย อีกหนึ่งโครงการคุณภาพที่ช่วยส่งเสริมภาพการดำเนินงานตามกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอสซีจี ซึ่งมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชน แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่เอสซีจีมีส่วนช่วยขับเคลื่อนมาโดยตลอด คือ การรณรงค์และปลูกฝังให้ทุกคนในชุมชนเห็นคุณค่าทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และมีองค์ความรู้ในการบริหารจัดการขยะได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของนวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียชุมชน คลิกที่https://www.scgchemicals.com/th/news-media/feature-story/detail/47
ฉากกั้นอะคริลิกใส “SHINKOLITE” ลดการแพร่กระจายเชื้อโรคจาก เอสซีจี

ฉากกั้นอะคริลิกใส “SHINKOLITE” ลดการแพร่กระจายเชื้อโรคจาก เอสซีจี

วันที่: 21 ก.ค. 2563

ตามที่ภาครัฐโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ผ่อนปรนให้สถานประกอบการและกิจการของทั้งภาครัฐและเอกชนกลับมาเปิดให้บริการได้ (Reopening) อาทิ สถานที่ราชการ สถาบันการศึกษา ร้านค้าและร้านอาหาร เป็นต้น เอสซีจีเล็งเห็นโอกาสในการที่จะสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และบริษัทฯ ยังตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยลดความเสี่ยงและการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และเชื้อโรคอื่น ๆ ที่สามารถติดต่อกันผ่านทางละอองฝอยในอากาศ จึงได้เปิดตัว“ฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อ (Acrylic Aerosol Partition)”อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์คุณภาพภายใต้แบรนด์“SHINKOLITE” (ชินโคไลท์) คุณภาพพรีเมียม คุณสมบัติครบถ้วน ฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อ SHINKOLITE ทั้งแบบสำเร็จรูปและสั่งทำตามแบบ ผลิตจากอะคริลิกซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติโปร่งใส มีความใสเทียบเท่ากระจกจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น แข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดี มีน้ำหนักเบา ประกอบติดตั้งและทำความสะอาดง่าย และสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายและปลอดภัย โดยฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อแบบสำเร็จรูป SHINKOLITE จากเอสซีจีนี้ ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่นด้วยระบบหล่อแผ่นแบบต่อเนื่อง (Continuous Casting Sheet) ทำให้ตัวแผ่นฉากกั้นมีความหนาสม่ำเสมอเท่ากันตลอดทั้งแผ่น และนำมาประกอบขึ้นรูปเป็นชิ้นงานเพื่อการติดตั้งได้อย่างสะดวก ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้ฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อ (Acrylic Aerosol Partition) SHINKOLITE จากเอสซีจี สามารถตอบโจทย์การใช้งานในช่วงของการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นวัตกรรมดังกล่าวยังส่งเสริมแนวปฏิบัติการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในที่สาธารณะ (Physical distancing) เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของละอองฝอยจากการสนทนาในระหว่างการดำเนินธุรกรรม และยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรที่ใช้ฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อแบบสำเร็จรูป SHINKOLITE นี้ ในเรื่องการเอาใจใส่สุขอนามัยของบุคลากร ผู้เข้ามาติดต่อ และผู้ใช้บริการ ที่สำคัญนวัตกรรมนี้ไม่จำเป็นต้องเจาะพื้นผิวเพื่อการติดตั้ง ทำให้เคลื่อนย้ายไปใช้งานตามสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ทำความสะอาดฆ่าเชื้อได้ง่าย และมีอายุการใช้งานยาวนาน ใส่ใจหน่วยงานรัฐ ดูแลธุรกิจเอกชน เอสซีจีได้เปิดตัวฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อแบบสำเร็จรูป SHINKOLITE ไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรต่าง ๆ ในการติดตั้งนวัตกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยนี้ ได้แก่ สภาสถาปนิก มหาวิทยาลัยรามคำแหง สถานีตำรวจนครบาล เตาปูน ศาลแรงงาน สาขาระยอง และโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม รวมจำนวนฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อแบบสำเร็จรูป SHINKOLITE ที่ใช้งานแล้วกว่า 300 ชุด เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อบริเวณจุดให้บริการ ผู้ใช้งานฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อแบบสำเร็จรูป (Acrylic Aerosol Partition) SHINKOLITE ล้วนมีความเห็นไปในแนวทางเดียวคือ ฉากกั้นอะคริลิกป้องกัน (Acrylic Aerosol Partition) SHINKOLITE ทั้งแบบสำเร็จรูปและสั่งทำตามแบบที่เน้นให้เหมาะกับขนาดของพื้นที่ใช้งานและรูปทรงที่ต้องการ ติดตั้งง่าย รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องเจาะพื้นผิว แต่สามารถใช้งานได้อย่างแข็งแรงปลอดภัย โดยนำแผ่นอะคริลิกใสเกรดพรีเมียมของ SHINKOLITE ที่มีความใสเทียบเท่ากระจกมาใช้ผลิต ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา สามารถทำความสะอาดฆ่าเชื้อได้ง่ายและมีอายุการใช้งานยาวนาน สร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้ามาใช้บริการในสถานที่ นอกจากนี้ ในสถานที่ที่ต้องการรักษาทัศนียภาพให้สวยงามตามเดิมในช่วงที่จำเป็นต้องมีระยะห่างเช่นนี้ แผ่นอะคริลิก ถือเป็นวัสดุที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม สำหรับผู้สนใจ ฉากกั้นอะคริลิก SHINKOLITE จากเอสซีจี สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนผลิตภัณฑ์อะคริลิก SHINKOLITE บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด เฟซบุ๊ก: ShinkoliteAcrylic เว็บไซต์:www.shinkolite.co.thและ เอสซีจี คอนแทค เซ็นเตอร์ โทร 02-586-2222
เอสซีจี: เก้าอี้รีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน LLDPE

เอสซีจี: เก้าอี้รีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน LLDPE

วันที่: 6 ก.ค. 2563

จากความเชื่อมั่นในแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)ของเอสซีจี ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความคุ้มค่า การคัดแยกวัสดุและการนำทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ นำไปสู่ “บางซื่อโมเดล” โครงการต้นแบบจากเอสซีจี ที่เน้นการปลูกฝังแนวคิดดังกล่าวให้กับบุคลากรของบริษัทผ่าน 3 พฤติกรรม คือ #ใช้ให้คุ้ม #แยกให้เป็น #ทิ้งให้ถูก นำไปสู่การลดการสร้างขยะ ทิ้งขยะได้ถูกที่ และสามารถคัดแยกขยะได้อย่างถูกต้องเพื่อเพิ่มโอกาสการนำวัสดุหมุนเวียนกลับมาใช้งานอีกครั้ง แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนของเอสซีจีถูกทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นผ่านชุมชน LIKE (ไร้) ขยะโครงการจัดการขยะในจังหวัดระยองที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเอสซีจีมุ่งมั่นสร้างเสริมความร่วมมือกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญของชุมชน ตลอนจนธนาคารขยะชุมชน เพื่อให้แต่ละหน่วยสามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการจัดการขยะได้อย่างยั่งยืน โดยมีโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 เป็นอีกความสำเร็จที่เห็นได้ชัด ร่วมมือกันเพื่อทางออกที่ยั่งยืน โครงการนมโรงเรียนที่รัฐบาลจัดมีประกาศให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีงบประมาณ 2535 เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหาร และภาวะทุพโภชนาการในเด็ก โดยให้เด็กนักเรียนดื่มนมพาสเจอร์ไรส์แบบถุงปีละอย่างน้อย 200 วัน ทำให้เกิดขยะจากถุงนมโรงเรียนทั่วประเทศมากถึง 1,288,891,600 ถุง หรือ 3,532 ตันเป็นอย่างน้อย โรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 เองก็ประสบกับปัญหาดังกล่าว ในอดีตปลายทางของขยะจากถุงนมโรงเรียนซึ่งทำจากพลาสติกชนิด LLDPE ส่วนใหญ่จะอยู่ที่หลุมฝังกลบ (Landfill)แต่ก็มีบางครั้งที่ขยะถุงนมเหล่านี้ถูกนำมาพักไว้ก่อนเพื่อรอการจัดเก็บจากเทศบาล ทำให้เกิดปัญหาที่ตามมา 2 ข้อ คือ กลิ่นไม่พึงประสงค์จากน้ำนมบูดที่ตกค้าง และพื้นที่พักขยะถุงนมกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่อาจจะเป็นอันตรายต่อนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนได้ การเข้าถ่ายมาทอดองค์ความรู้เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของเอสซีจี ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวัสดุให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนจะรู้จักการคัดแยกและการทิ้งวัสดุให้ถูกถังเพื่อเพิ่มโอกาสการรีไซเคิลวัสดุเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยบริษัทขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวผ่านโครงการชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ ช่วยหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับขยะจากถุงนมโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นเป็นรูปธรรม โดยมี“เก้าอี้พลาสติกรีไซเคิล”ชิ้นงานที่เป็นผลสำเร็จของความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่เกิดจากการรีไซเคิลถุงนมโรงเรียนปริมาณมหาศาลให้ออกมาเป็นชิ้นงานที่ถูกนำไปใช้งานจริงในโรงเรียนแห่งนี้ จากการปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้จักใช้สิ่งของต่าง ๆ ให้คุ้มค่ามากที่สุดแล้ว การสอนให้พวกเขารู้วิธีการแยกขยะก็เป็นเรื่องสำคัญ การสร้างการมีส่วนร่วมให้เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องดังกล่าวจากสิ่งใกล้ตัวอย่างถุงนม ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีการแยกขยะได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากถุงนมที่กินแล้วนำไปทิ้งให้ถูกที่ ปรับเปลี่ยนเป็นการล้างทำความสะอาดและนำถุงนมไปตากให้แห้ง ก่อนจะนำมาเก็บรวบรวมไว้เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการทำ “เก้าอี้พลาสติกรีไซเคิล” จากความเชี่ยวชาญ สู่การเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม เอสซีจีเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ได้ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเรื่องพลาสติกเข้ามาช่วยจัดการขยะถุงนมที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 โดยถุงนมโรงเรียนผลิตจากพลาสติกชนิด LLDPE (Linear Low Density Polyethylene) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ พอลิเอทิลีน (polyethylene) ความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น มีคุณสมบัติเหนียวและยืดหยุ่นสูง แต่ยังทนต่อความร้อนและความดันสูงได้ จึงสามารถนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยระบบสเตอริไลเซชัน (Sterilization) ที่ใช้ความร้อนสูงถึง 121˚C ได้ จากคุณสมบัติที่น่าสนใจของพลาสติกชนิดนี้ เอสซีจีจึงแนะนำให้ใช้ถุงนมโรงเรียนเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นเก้าอี้ให้นักเรียนใช้งานในโรงเรียน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณของขยะพลาสติกที่จะนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบได้แล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ดีช่วยให้นักเรียนได้เห็นประโยชน์ของการรีไซเคิลได้อย่างชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าพลาสติกที่พวกเขาช่วยกันล้างและทำความสะอาดอย่างดีนั้นสามารถกลับมามีคุณค่าได้อีกครั้ง หลังจากถุงนมโรงเรียน LLDPE ที่สะอาดและแห้งถูกจัดส่งจากโรงเรียนมายังโรงงานของเอสซีจีแล้ว จะถูกนำเข้าเครื่องบดให้เหลือขนาด 3-5 มิลลิเมตร แล้วนำไปหลอมรวมกับเม็ดพลาสติกเพื่อปรับปรุงสูตรให้ออกมาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล กระบวนการบดให้เป็นผงถือเป็นขั้นตอนต่อมาเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด โดยผงดังกล่าวจะถูกนำไปอบในแม่พิมพ์ผ่านเทคนิคการขึ้นรูปการผลิตที่เรียกว่าRotational Molding หรือ Rotomoldingซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับชิ้นงานพลาสติกที่มีความหนา รูปทรงหลากหลาย โดยเครื่องจักรจะหมุนแม่พิมพ์ไปรอบ ๆ ในขณะให้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสม จนได้ออกมาเป็นชิ้นงานเก้าอี้ที่มีความแข็งแรง ทนทาน และสวยงาม โดยเก้าอี้พลาสติกรีไซเคิล 1 ตัว ใช้ถุงนมที่แห้งและสะอาดประมาณ 600 ถุงในการผลิต ในปัจจุบันเอสซีจีได้กำลังศึกษาสูตรให้สามารถนำถุงนมพลาสติกมารีไซเคิลได้ในจำนวนที่มากขึ้น รวมถึงการนำขยะพลาสติกชนิดอื่น ๆ มาสร้างประโยชน์ให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งนี้เอสซีจีมีความเชี่ยวชาญในการขึ้นรูปชิ้นงานพลาสติกด้วยกระบวนการโรโตโมลดิ้ง พร้อมให้บริการครบวงจรตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบชิ้นงานโดยคำนึงถึงความต้องการและวัตถุประสงค์การใช้งานสินค้า การออกแบบแม่พิมพ์ (mold) ให้เหมาะสมกับชนิดของพลาสติก รวมถึงการคิดค้นและปรับปรุงสูตรให้เหมาะสม และมีเจ้าหน้าที่เทคนิคพร้อมให้คำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่rotomolding@scg.com เก้าอี้พลาสติกรีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน LLDPE เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จที่ถูกคิดขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวัสดุอย่างคุ้มค่า ก่อนจะเข้าสู่การคัดแยกและการทิ้งให้ถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำ โดยเอสซีจีถือเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมและมุ่งมั่นในการเป็นฟันเฝืองสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวให้แพร่หลายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างและขยายเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรรมให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญของบุคลากรในองค์กรให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน
จากปัญหาสู่ทางออก: นวัตกรรมแก้ปัญหาขยะในทะเลจากเอสซีจี

จากปัญหาสู่ทางออก: นวัตกรรมแก้ปัญหาขยะในทะเลจากเอสซีจี

วันที่: 15 มิ.ย. 2563

“การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” คือหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนาของโลกภายหลังปี ค.ศ. 2015 แนวคิดดังกล่าวถูกขับเคลื่อนผ่านภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนของทุกประเทศทั่วโลก ในประเทศไทยบริษัทชั้นนำอย่างเอสซีจี ได้นำแนวคิดดังกล่าวมาขยายผลสู่การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์ทะเลอย่างยั่งยืน และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยพิทักษ์และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมตามแนวชายฝั่งและในทะเลอย่างต่อเนื่อง ยกระดับโซลูชันด้วยนวัตกรรมและดิจิทัล ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่าในปี 2561 ประเทศไทยมีปริมาณขยะจำนวน 7.36 ล้านตัน ที่ถูกกำจัดอย่างไม่ถูกต้องและไหลลงสู่ทะเลผ่านทางแม่น้ำ-ลำคลอง จากปริมาณรวมทั้งหมด 27.8 ล้านตัน เมื่อพิจารณาแหล่งที่มาของขยะทะเล พบว่า 80% ของขยะที่ตกค้างในทะเลมาจากกิจกรรมบนบก เช่น มาจากบ้านเรือนหรือชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง บริเวณท่าเรือ และการท่องเที่ยวชายหาด เอสซีจีในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พัฒนา“นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ (SCG-DMCR Litter Trap)”ที่ช่วยยกระดับการแก้ไขปัญหาขยะในทะเลได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นวัตกรรมช่วยดักจับขยะในแม่น้ำดังกล่าว ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นโดยใช้ทุ่นดักขยะแบบแนวตรง (Oil Boom) ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้คิดค้นขึ้นเมื่อปี 2651 เป็นต้นแบบนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ (SCG-DMCR Litter Trap)ที่พัฒนาขึ้นโดยเอสซีจีนี้มีขนาดกว้าง 1.8 เมตร และยาว 5 เมตร โดยอุปกรณ์หนึ่งชุดสามารถกักเก็บขยะได้สูงสุด 700 กิโลกรัม/วัน สำหรับวัสดุหลักที่ใช้ในการผลิตทุ่นกักขยะลอยน้ำเวอร์ชันเอสซีจีคือ ท่อ PE100 ที่เหลือจากการทดสอบขึ้นรูปในโรงงานของเอสซีจี วัสดุดังกล่าวมีความแข็งแรงทนทาน และเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เอสซีจียังได้ออกแบบให้นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ (SCG-DMCR Litter Trap)มีกลไกฝาเปิด-ปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดันเพื่อช่วยกักเก็บขยะที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ โดยขยะจะไม่หลุดลอยออกนอกทุ่นตามทิศทางของกระแสน้ำที่เปลี่ยนไปตามอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง ในปี 2563 เอสซีจีได้พัฒนานวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ จากHDPE-Bone (SCG-DMCR Litter Trap Generation 2)โดยผลิตจากวัสดุลอยน้ำ HDPE-Bone ซึ่งผลิตจากพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE มาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย มุ่งมั่นเพื่อความยั่งยืนทางทะเล นับตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เอสซีจีและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ได้ติดตั้งนวัตกรรมทุ่นกักเก็บขยะลอยน้ำ SCG-DMCR Litter Trap นี้ บริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขาที่เชื่อมต่อกับทะเลกว่า 24 ชุด ในพี้นที่ 13 จังหวัดของประเทศไทย เพื่อป้องกันขยะจากแม่น้ำและลำคลองสาขาไหลลงสู่ทะเล ซึ่งผลปรากฏว่าสามารถช่วยกักขยะได้กว่า 40 ตัน ทั้งนี้เอสซีจียังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหาขยะในทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยนำความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีด้านวัสดุพอลิเมอร์ มาผสมผสานกับความสามารถด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรม นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือและบูรณาการเครือข่ายทั้งในประเทศและนอกประเทศ อาทิAlliance to End Plastic Waste (AEPW)และ The Ocean Cleanup เพื่อช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะในทะเลอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม