พลาสติกกับความยั่งยืน: จับทิศทาง 5 เทรนด์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อโลก จากงาน K2019

พลาสติกกับความยั่งยืน: จับทิศทาง 5 เทรนด์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อโลก จากงาน K2019

วันที่: 13 ธ.ค. 2562

พลาสติก วัสดุมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์โดยเป็นผลพลอยได้จากการผลิตปิโตรเลียม สามารถใช้ทดแทนวัสดุประเภทอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และยังสามารถปรับแต่งคุณสมบัติได้หลากหลายตามความต้องการด้วยการสังเคราะห์และใส่สารเติมแต่ง นอกจากนี้พลาสติกยังใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อยกว่าและการผลิตพลาสติกแต่ละครั้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าวัสดุประเภทอื่น ๆ ในปริมาณที่เท่ากัน จึงทำให้พลาสติกมีต้นทุนต่ำและได้รับความนิยมในหลากหลายอุตสาหกรรม จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา อย่างไรก็ตาม หากจัดการไม่ดี วัสดุมหัศจรรย์นี้ก็จะกลายเป็นปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทางทะเลไปโดยปริยาย การแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ การบริหารจัดการขยะจากบกให้มีประสิทธิภาพ มีการคัดแยกขยะและทิ้งให้ถูกที่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีพลาสติกให้ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการรวมตัวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกชั้นนำจากทั่วโลกที่มองเห็นปัญหาและนำเสนอเทคโนโลยีในงานจัดแสดงนวัตกรรมและสินค้าพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก K2019 ที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 16-23 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่ผู้คนในแวดวงพลาสติกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และถือเป็นตัวชี้วัดที่จะกำหนดเทรนด์ในอุตสาหกรรมพลาสติก โดยงาน K2019 ปีนี้มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงนวัตกรรมมากถึง 3,300 รายจากทั่วโลก หนึ่งในนั้น คือ เอสซีจี หนึ่งในผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปีนี้คอนเซ็ปต์ของงานรวมถึงนวัตกรรมที่แต่ละองค์กรร่วมนำเสนอต่างมุ่งไปที่ “พลาสติกเพื่อความยั่งยืน” และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาพลาสติกในอนาคตที่ต้องยั่งยืนและมีประสิทธิภาพทั้งด้านการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากร โดยปรับเปลี่ยนตั้งแต่แนวคิดการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง วิธีการผลิตใหม่ ๆ การรณรงค์ให้ผู้บริโภคใช้ซ้ำ รวมไปจนถึงการจัดการหลังการใช้ และการรีไซเคิล ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดย 5 ไฮไลต์นวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน ที่ผู้ประกอบการชั้นนำได้คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทิศทางการบริโภคในปัจจุบันและนำเสนอในเวทีนี้ ได้แก่ รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น โดยพื้นฐานแล้วพลาสติกนับเป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% หากมีการจัดเก็บหลังการใช้งานที่ถูกต้อง ก็จะไม่เป็นขยะรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาในวงการพลาสติกได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งาน จึงมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์โดยประกอบหรือผสมกับวัสดุชนิดอื่นที่ไม่ใช่พลาสติก ทำให้บรรจุภัณฑ์นั้นไม่สามารถรีไซเคิลได้ อาทิ บรรจุภัณฑ์ประเภทชั้นฟิล์มหลายชั้น ซึ่งมีการใช้ชั้นฟิล์มประเภทอลูมิเนียม ในงาน K2019 จึงมีผู้ประกอบการหลายเจ้าไม่ว่าจะเป็น Sabic, Borealis, Dow และ SCG ที่นำเสนอโซลูชั่นเพื่อทดแทนบรรจุภัณฑ์หลายชั้น โดยเฉพาะแนวคิด Mono Materials ที่พัฒนาบรรจุภัณฑ์หลายชั้นโดยใช้วัสดุชนิดเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ ตลอดจนถึงการพัฒนาพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้อยู่แล้ว ให้สามารถรีไซเคิลได้ดียิ่งขึ้น โดยที่คุณสมบัติไม่ลดลง ลดทรัพยากรการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ พลาสติกเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ช่วยลดน้ำหนักและลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน วัสดุก่อสร้างที่มุ่งเน้นความคงทนและการกัดกร่อนของสารเคมี และอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทต่าง ๆ ทิศทางในการพัฒนาพลาสติกเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานประเภทอุตสาหกรรมเฉพาะทาง จึงมุ่งเน้นพัฒนาพลาสติกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดปริมาณทรัพยากรในการผลิตลงตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น DuPont ที่มีความเชี่ยวชาญการพัฒนาวัสดุน้ำหนักเบาสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ นำเสนอเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รถยนต์ในอนาคต สำหรับระบบไฮบริด ระบบไฟฟ้า และรถยนต์อัตโนมัติ โดยได้พัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ลูกค้าแบรนด์ต่างๆ รวมถึง Renault Sport Racing ในการพัฒนารถแข่ง F1 และรถยนต์ประเภทอื่น ๆ ในส่วนของแบรนด์ไทยอย่างเอสซีจีเอง ก็ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดทรัพยากรในการผลิตเช่นกัน ได้แก่ เทคโนโลยี SMX™ ที่สามารถใช้กับงานได้หลากหลายชนิด อาทิ ถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ บรรจุภัณฑ์ประเภทฟิล์มที่มีความยืดหยุ่นสามารถทนต่อแรงกระแทกและแรงเจาะทะลุได้ดีเป็นพิเศษ และฝาน้ำอัดลม รุ่นน้ำหนักเบาและใช้วัสดุน้อยลงแต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี SMX™ ของเอสซีจี มาพัฒนาท่อก๊าซ ท่อเหมือง และท่อที่รับแรงดันสูงในอนาคตอีกด้วย นำขยะกลับมาเป็นวัตถุดิบ เมื่อพลาสติกเป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ จึงมีการนำขยะพลาสติกมาหมุนเวียน เพื่อใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบต่อไป โดยสามารถแบ่งเทคโนโลยีที่นำขยะพลาสติกกลับมาเป็นวัตถุดิบ ได้ดังนี้ 1.Mechanical Recycling เป็นการรีไซเคิลด้วยกระบวนการทางกล โดยการนำพลาสติกที่ใช้งานแล้วมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกและขึ้นรูปเป็นสินค้าเพื่อใช้งานโดยตรง เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ได้จะเรียกว่า Post-Consumer Recycled (PCR) Plastic และมีการใช้งานโดยผสมกับพลาสติกใหม่และหรือปรับแต่งคุณสมบัติด้วยสารเติมแต่งเพื่อให้ได้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพสูงเพิ่มมากขึ้น อาทิ แกลลอนพลาสติกที่มีส่วนผสมของ PE Recycle 95% โดย LyondellBasell ขวดเครื่องดื่มชาเขียวที่ใช้ PET Recycle 100% ของ Suntory และซองตั้งที่เป็น Recycle Full PE Laminated Solution จาก Exxon ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวทางที่มีการประยุกต์ใช้ทั้ง PCR และ Mono materials ร่วมกัน เป็นต้น 2. Feedstock Recycling หรือ Chemical Recycling เป็นวิธีการนำพลาสติกกลับไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในกระบวนการผลิตทั้งในรูปแบบก๊าซและของเหลว อาทิ Sabic และ BASF ที่คิดค้นกระบวนการสร้างพลาสติกรีไซเคิลด้วยวิธี Pyrolysis โดยนำขยะพลาสติกที่มีมูลค่าต่ำหรือรีไซเคิลไม่ได้มาใช้เป็นวัตถุดิบ แทนการกำจัดด้วยการเผาหรือฝังลงในบ่อฝังกลบ ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกปกติ สามารถสัมผัสอาหารได้ โดยมีสินค้าหลายแบรนด์ที่นำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์แล้ว อาทิ คนอร์ และกล่องไอศกรีมแม็กนั่มของยูนิลีเวอร์ เป็นต้น พลาสติกชีวภาพ และวัตถุดิบทางเลือก พลาสติกชีวภาพถูกคิดค้นเพื่อช่วยให้พลาสติกสามารถย่อยสลายได้เร็วขึ้น โดยพัฒนาจากวัตถุดิบหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวโพด อ้อย และ มันสำปะหลัง และเนื่องจากพลาสติกเป็นผลพลอยได้จากปิโตรเลียมที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงได้มีการคิดค้นการนำวัตถุดิบทางเลือกที่สามารถผลิตใหม่ได้ (Renewable Feedstock) มาใช้ในการผลิตพลาสติก อาทิ Bio-based Feedstock และการสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น ซึ่งการนำไปใช้และการจัดการหลังการใช้งานของพลาสติกเหล่านี้จะแตกต่างจากพลาสติกทั่วไปที่สามารถรีไซเคิลได้ ผู้บริโภคจึงควรสังเกตบรรจุภัณฑ์และคัดแยกประเภทขยะอย่างถูกต้อง เพราะหากมีการปะปนของพลาสติกชีวภาพเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะทำให้เกิดความเสียหายได้ ความร่วมมือ ผนึกกำลังเพื่อความยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์ในการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ทั้งตอบโจทย์เจ้าของผลิตภัณฑ์และสังคมไปพร้อม ๆ กัน เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่เห็นได้ภายในงาน K2019 อาทิ BASF จับมือกับ Jaguar Land Roverร่วมศึกษาการนำขยะมาผลิตชิ้นส่วนในรถยนต์ เอสซีจีและเบทาโกร ร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์บรรจุชิ้นส่วนไก่สดที่มีความเหนียว รับน้ำหนักได้ดี และทนการเจาะทะลุจากชิ้นส่วนและกระดูกไก่ได้ดีเป็นพิเศษ และอีกหลากหลายแบรนด์ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้รีไซเคิล เจ้าของแบรนด์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการขยะเพื่อนำกลับมาสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจว่า อุตสาหกรรมพลาสติกจะเติบโตไปพร้อม ๆ กับการดูแลโลก อาทิ SCG ร่วมมือกับ Dow นำพลาสติกใช้แล้วมาทำถนนพลาสติกรีไซเคิล เป็นต้น เทรนด์พลาสติกเพื่อความยั่งยืนทั้ง 5 นี้ สะท้อนให้เห็นว่า เหล่าผู้ประกอบการมีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการรีไซเคิล นำกลับมาใช้ใหม่ และการลดการใช้ทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างสรรค์พลาสติกอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงเพื่อเอื้อต่อการจัดการหลังการใช้งาน เมื่อผู้ผลิตและเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างปรับตัวแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะช่วยโลกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพียงเริ่มต้นที่ตัวเอง #ใช้ให้คุ้ม #แยกให้เป็น #ทิ้งให้ถูก เพื่อหมุนเวียนทรัพยากรและช่วยโลกลดปริมาณขยะพลาสติกออกสู่สิ่งแวดล้อม
SCG and Thailand; Path Towards Circular Economy

SCG and Thailand; Path Towards Circular Economy

วันที่: 17 ก.ย. 2562

Why we should care about circular economy The worrying fact that natural resources and energy are dwindling from our planet indicates that the world economy may face the risk of shortages of raw materials in the near future. Moreover, pollution caused by manufacturing and consumption has affected the environment. With these pressing issues, the circular economy is now a solution that has caught the attention of international organizations, governments, and corporations. The philosophy of a circular economy is focused on making the most of resources throughout their life cycle, from planning and designing, manufacturing, and consumption, to waste management and reuse, all with the aim of promoting sustainability for the economy, society, and environment. At Chemicals Business, SCG, one of the largest integrated petrochemical companies in Thailand, we feel that it is our responsibility to be a part of the movement that embraces the circular economy and reduces plastic waste, while giving back to society, to ensure sustainability for future generations. We put a tremendous effort into product development and research programs, to develop materials and innovative business models that support the circular economy. We also work with various organizations in the government and private sectors in Thailand, with the goal of making the circular economy common practice in Thailand. SCG’s view of the circular economy Waste minimization assumes complete use and utilization of resources to make finished products, ensuring that as little waste as possible is generated during the life-cycle of the goods. The very first step begins at the product-design stage where (1) through clever design, added strength can be achieved to prolong the lifetime of the product; (2) minimal raw materials are processed and the amount of waste generated is reduced in the manufacturing process to achieve the required design and functionality; and (3) more, if not all, alternative or recycled material—which is more environmentally friendly—is used during manufacturing. The waste-littering and waste-management flow in the bottom part of Figure 1 involves many stakeholders including households, infrastructure providers, and various other parties. This has proved to be one of the most difficult aspects of the circular economy as well as one of the most critical. Proper sorting is almost a must in waste management; consumers should first sort their waste into appropriate categories. This is the cheapest and simplest way to ensure that the waste collected is of high quality, and that subsequent management of the waste can be done easily whether it is recycled, incinerated, or sanitarily landfilled. SCG uses innovation to support the circular economy We have recently introduced to the world, the higher-strength polyethylene (PE) resin breakthrough, SMX TechnologyTM, using internally developed “multimodal” technology. It was created by our formulators and designers resulting in a resin with improved mechanical properties in all aspects compared with existing HDPE. Since our new HDPE has better mechanical properties than existing HDPE, it directly contributes to plastic-waste reduction in two ways: 1. Reduced material use/increased durabilityWhen the new HDPE resin is used in place of existing HDPE resin, smaller amounts are required to achieve the same mechanical and chemical properties of finished goods. We have tested the new resin in blow-molding applications and found that it requires 10% less resin to create the finished product, in this case small HDPE bottles, with the same properties as those required by manufacturers. Upgrade and replacement When used in conjunction with post-consumer recycled (PCR) resin in certain applications, our researchers have confirmed that the ratio of PCR resin that can be mixed with virgin resin increases significantly. We found that up to 2.5 times more PCR resin can be mixed with our new HDPE resin to create a finished product with the same properties as before. Lastly, our research and development team is also developing the “CIERRATM” line of performance materials. As we are all aware, mixed materials are difficult to recycle, if not impossible. In the near future, we plan to replace metallized and aluminum material in barrier layers, providing solutions for print and seal layers for mono-materials, which will allow much better recyclability. 2. Leading the way to become a key driving force through collaboration with other partiesSCG, as a leading company in Thailand, realizes the importance of developing a circular economy, which is key to achieving the goals of business and of global sustainability. For decades, we have participated in and initiated many programs with the private and public sectors. Some of the highlights of our recent ventures are outlined below. SCG has been organizing the SD Symposium event since 2010 to promote awareness about the importance of sustainable development in various areas, as well as to encourage more practical solutions that will lead to sustainable growth for businesses, society, and the environment. Last year, we held this global forum in Thailand with the theme of “Circular Economy: The future we create” with more than 1,000 attendees. Participants included leading global companies as well as the government sector, civil society, SMEs, start-ups, and local communities. The aim of the event was to create awareness and foster understanding of the circular economy, to promote behavioral changes in manufacturing and consumption, and enhance collaboration among businesses, consumers, and the government in driving the nation toward a circular economy. This practice will eventually lead to business sustainability, while also raising the quality of life, and will result in global sustainability for many generations to come. Additionally, SCG always promotes the building of collaborative networks with many parties in Thailand and beyond, to create complete circular economies. Some recent examples include a technology partnership with Dow Thailand to use recycled plastics as an ingredient in asphalt, helping to reduce ocean and community waste while also enhancing efficiency, as well as reducing carbon emissions from building roads. To conclude, at SCG we believe that the circular economy will enable us to use sufficient resources to achieve the desired result of creating zero waste in production processes, consumption, and product end-of-life management. This certainly needs collaboration from all sides, and everyone needs to start building awareness to make it happen since it requires a fundamental redesign of business and our end-to-end value chains. The transition will be a monumental task for us all but if we persevere, we will succeed and put the economy back on a path of growth and sustainability. About SCG ​SCG was established in 1913 following a royal decree from His Majesty King Rama VI to produce cement, the main building material for infrastructure projects that greatly contributed to the progress of the country during that period. Since its founding, SCG has grown continuously and diversified into three core businesses: Cement-Building Materials, Chemicals, and Packaging. SCG employs 55,000 people with more than $15 billion in annual revenue from sales. It collaborates through a global R&D network with 38 universities, 33 research institutions, and 140 industry partners. The chemicals business is a 100% subsidiary of SCG with revenue accounting for half of the group total. It is one of the largest integrated petrochemical companies in Thailand and a key industry leader in Asia. It manufactures and offers a full portfolio of petrochemical products ranging from upstream production of olefins to downstream production of plastic resins—polyethylene, polypropylene, and polyvinyl chloride—including fabricated products such as film, pipe, and fittings, as well as acrylic sheet. It strives to offer solutions that reflect customers’ needs, by developing innovative and value-added products and services that offer the best quality while using fewer plastic materials, to promote the circular economy.