สินค้าและบริการ
CiBot™ หุ่นยนต์ตรวจสอบท่อในเตาปฏิกรณ์โรงงาน  ล่าสุดตรวจได้ครบทั้ง 3 ฟังก์ชั่น “ค่าคาร์บอน ค่าความบวม และค่าความโก่ง”

CiBot™ หุ่นยนต์ตรวจสอบท่อในเตาปฏิกรณ์โรงงาน ล่าสุดตรวจได้ครบทั้ง 3 ฟังก์ชั่น “ค่าคาร์บอน ค่าความบวม และค่าความโก่ง”

วันที่: 25 ต.ค. 2561

ครั้งแรกของโลก CiBotTM หุ่นยนต์ตรวจสอบท่อในเตาปฏิกรณ์โรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย ละเอียด แม่นยำ ลดต้นทุน ล่าสุดตรวจได้ครบทั้ง 3 ฟังก์ชั่น “ค่าคาร์บอน ค่าความบวม และค่าความโก่ง” คลิกชมวีดีโอ อีกก้าวของการยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพการตรวจท่อในเตาปฏิกรณ์โรงงานอุตสาหกรรม เมื่อธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี พัฒนา “หุ่นยนต์ไซบอท (CiBotTM)” ฟีเจอร์ใหม่ เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบวัสดุท่อ (Coil) ในเตาปฏิกรณ์ได้พร้อมกันถึง 3 ฟังก์ชั่น ทั้งปริมาณคาร์บอนที่แทรกซึมในเนื้อท่อ (Carburization) ความบวม (Bulging) และความโก่ง (Bowing) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้สามารถตรวจวัดสภาพและประเมินอายุการใช้งานของท่อได้อย่างปลอดภัย ละเอียด แม่นยำ รวดเร็ว ลดต้นทุนการผลิต ลดการสูญเสีย และส่งผลดีไปถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อม ต่อยอด แรกเริ่ม หุ่นยนต์ไซบอท ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ตรวจสอบปริมาณคาร์บอนที่แทรกซึมเข้าไปในเนื้อโลหะของท่อ หรือที่เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า คาร์บูไรเซชั่น (Carburization) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่อเปราะ แตกหัก และรั่วได้ อันเป็นความเสียหายหลักที่เกิดขึ้นกับวัสดุท่อในเตาปฏิกรณ์โรงงานปิโตรเคมี ซึ่งความเสียหายประเภทนี้คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด การพัฒนาต่อยอดให้หุ่นยนต์สามารถตรวจสอบหาความบวมและความโก่งของท่อเพิ่มขึ้น จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบความเสียหายของท่อภายในเตาปฏิกรณ์โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น แม่นยำ ความสร้างสรรค์จากการผสมผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ทั้ง Sensor และ Positioning System ใช้การควบคุมด้วยระบบ wireless ถือเป็นความโดดเด่นของหุ่นยนต์ไซบอท ซึ่งแต่เดิมที่ตรวจค่าคาร์บูไรเซชั่น (Carburization) ได้อย่างแม่นยำอยู่แล้ว ด้วยการตรวจสอบท่อในทุกๆ ระยะ 1 เซนติเมตร โดยแสดงผลเป็นระบบดิจิทัล ทำงานด้วยความเร็ว 4 เมตรต่อนาที ซึ่งเร็วกว่าการตรวจด้วยคนถึง 7 เท่า เมื่อเพิ่มประสิทธภาพวัดการบวมของท่อที่ละเอียดได้ถึง 0.05 มิลลิเมตร ขณะที่ความโก่งวัดได้ละเอียดถึง 1 เซนติเมตร ก็ยิ่งตอบโจทย์รอบด้าน และที่ล้ำสมัยไปกว่านั้นคือการปรับโฉมการแสดงผลรูปแบบใหม่ที่สามารถนำเสนอเป็นภาพที่ทำให้ลูกค้าข้าใจง่าย เช่น ระบบสามารถพล็อตข้อมูลการบวมของท่อเป็นเส้นรอบวงของท่อ ที่มีการบวมในระยะต่าง ๆ กันได้ และสามารถแสดงผลความโก่งของท่อในรูปแบบสามมิติได้ นอกจากนี้ ความได้เปรียบของการนำหุ่นยนต์ไซบอทมาใช้ตรวจสอบท่อ คือการได้ข้อมูลที่มีความละเอียด แม่นยำกว่าการใช้แรงงานคน ซึ่งเดิมทีการตรวจสอบความบวมและความโก่งของท่อ จะใช้วิธีการสร้างนั่งร้านให้เจ้าหน้าที่ปีนขึ้นไป และเริ่มตรวจสอบด้วยการประเมินเบื้องต้น จากสายตาว่ามีจุดที่บวมหรือไม่ แล้วจึงใช้ตลับเมตรวัด ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดได้ ส่วนการตรวจความโก่งก็จะใช้วิธีการสร้างนั่งร้านเช่นเดียวกัน แล้วทิ้งลูกดิ่งลงมาเพื่อวัดระยะ ถือว่าเป็นวิธีที่ใช้เวลานานและมีความละเอียดน้อย เนื่องจากตรวจวัดทำได้เฉพาะในจุดที่เข้าถึง ซึ่งท่อความยาว 10 เมตร ปกติจะวัดได้เพียง 2 จุด เท่านั้น ขณะที่หุ่นยนต์ไซบอทวัดได้ถึง 1,000 จุด ข้อมูลที่มีความละเอียดและแม่นยำสูงเช่นนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่คำนวณประเมินอายุการใช้งานของท่อได้อย่างถูกต้อง และวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปลอดภัย หุ่นยนต์ไซบอทไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความเสียหายของเครื่องจักรเท่านั้น การตรวจสอบและประเมินความเสียหายของท่อที่แม่นยำ และเหนืออื่นใดคือการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้มากขึ้น ระดับโลก ปัจจุบันหุ่นยนต์ไซบอทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในการให้บริการในหลากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก สามารถให้บริการในโรงงานปิโตรเคมี และโรงงานที่มีเตาปฏิกรณ์ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตไนโตรเจน โรงงานผลิตแอมโมเนีย เป็นต้น ซึ่งถูกนำไปใช้งานจริงแล้วทั้งในและต่างประเทศ เช่น โรงงานในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โรงงานผลิตไฮโดรเจน โรงกลั่นน้ำมันชั้นนำในประเทศไทย และโรงงานปิโตรเคมีในประเทศเนเธอแลนด์และเกาหลีใต้ หุ่นยนต์ไซบอทจึงเป็นนวัตกรรมระดับโลกที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยอย่างแท้จริง “Data ที่ได้จากหุ่นยนต์เป็นข้อมูลที่มีความแม่นยำและความละเอียดที่สูงมาก นอกจากข้อมูลตรงนี้เรายังมีความเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุของงาน Inspection เราสามารถที่จะนำข้อมูลตรงนี้มาประมวลผลและสร้างเป็น Solution สร้างเป็นคำแนะนำในการซ่อมบำรุงมอบให้กับลูกค้าได้” วีร์ จาบถนอม ผู้จัดการ Plant & Equipment Technology บริษัทระยองวิศกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี “ภูมิใจครับเวลาเห็นปฏิกิริยาของลูกค้าต่างประเทศที่เซอร์ไพรซ์มากว่าเป็นหุ่นยนต์ที่มาจากประเทศไทย เป็นสัญชาติไทย 100% และเรากล้าบอกด้วยว่าเป็นหุ่นตรวจค่าคาร์บอน ค่าความโก่ง ค่าความบวม ตัวแรกของโลก ซึ่ง IP ให้จดสิทธิบัตรแล้วเรียบร้อย” ไพศาล ปานดำ Robotics Engineer บริษัทระยองวิศกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ตัวเลขที่น่าทึ่งของหุ่นยนต์ไซบอท 0 ลดความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงานเป็นศูนย์เพราะช่วยทำงานแทนคน ป้องกันความเสี่ยงในการทำงานในที่สูงและอับอากาศได้ดี 0.05 สามารถตรวจวัดความบวมของท่อได้ละเอียดถึง 0.05 มล. 1 สามารถตรวจวัดความละเอียดของความโก่งจากจุดศูนย์กลางของท่อได้ละเอียดถึง 1 ซม. 1 สามารถตรวจสอบวัดค่าได้รวดเร็วและแม่นยำในทุก ๆ 1 ซม. โดยแสดงผลเป็นระบบดิจิทัล ควบคุมและสื่อสารแบบไร้สาย 3 สามารถตรวจสอบค่าคาร์บอนที่แทรกซึมในเนื้อท่อ พร้อมทั้งตรวจสอบความบวมและความโก่งของท่อได้ในคราวเดียวกัน 4 ความเร็วในการตรวจอยู่ที่ 4 เมตรต่อวินาที 7 รวดเร็วกว่าการตรวจด้วยคนถึง 7 เท่า
P483JU เม็ดพลาสติกเพื่อการใช้งานพาเลทโดยเฉพาะ

P483JU เม็ดพลาสติกเพื่อการใช้งานพาเลทโดยเฉพาะ

วันที่: 6 ก.ย. 2561

หนึ่งในกระบวนการสำคัญของอุตสาหกรรมทุกประเภท นอกจากขั้นตอนการผลิตแล้ว ยังมีการขนส่ง (Logistic) และเก็บรักษา (Storage) “พาเลทพลาสติก” คืออุปกรณ์ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้การทำงานทุกขั้นตอนเป็นไปได้ด้วยดี แม้จะถูกมองเป็นเพียงอุปกรณ์ผู้ช่วย แต่คุณสมบัติของวัสดุพลาสติกซึ่งเป็นเนื้อของพาเลทยังเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพัฒนา อันเนื่องมาจากวิธีการใช้งานที่ต้องพบกับหลายปัจจัยที่ทำให้พาเลทเสียหายก่อนเวลาอันควร ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักหรือสภาวะอากาศ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ธุรกิจเคมิคอลส์ ในเอสซีจี จึงทำการวิจัยและพัฒนาเม็ดพลาสติก P483JU ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกประเภท PP (Polypropylene) ที่มีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้งานขึ้นรูปเป็นพาเลทโดยเฉพาะ จากเดิม การใช้งานพาเลทพลาสติกชนิด HDPE (High Density Polyethylene) แบบที่ใช้กันทั่วไปมักจะพบปัญหาใหญ่อยู่หลายประการ ได้แก่ การแอ่นโค้งของพาเลทหลังจากบรรทุกของน้ำหนักมาก ๆ ไว้เป็นเวลานาน รอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นตามขอบมุมของพาเลท ซึ่งเกิดจากการใช้งานที่ได้รับแรงกดหรือแรงกระแทกสูง และปัญหารอยแตกระหว่างรอยเชื่อมของพาเลท ซึ่งมักพบในพาเลทประเภทที่มีการเชื่อมประกบจากการฉีดชิ้นงานสองชิ้นแล้วนำมาเชื่อมประกบกันด้วยความร้อน ดังนั้นปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่เสียหายต่อกระบวนการทำงานเท่านั้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าของลูกค้า เช่น บรรจุภัณฑ์สินค้าซึ่งอาจฉีกขาดเมื่อไปเกี่ยวเข้ากับพาเลทส่วนที่แตกร้าว จากปัญหาดังกล่าว ทางเอสซีจี ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษ เนื่องจากคุณสมบัติของวัสดุพอลิเมอร์ตั้งต้นเป็นสิ่งสำคัญในการปรับคุณภาพชิ้นงานพาเลท จึงเกิดเป็นเม็ดพลาสติกเกรด P483JU ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกประเภท PP Copolymer ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้งานขึ้นรูปเป็นพาเลทโดยเฉพาะ โดยร่วมพัฒนากับทางบริษัท Sanko Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทผลิตพาเลทใหญ่ที่สุดเจ้าหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เพื่อแก้ปัญหาของพาเลทในเชิงวัสดุศาสตร์ให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพของเม็ดพลาสติกเกรด P483JU ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการใช้งานพาเลทอย่างตรงจุด ด้วยการเพิ่มคุณสมบัติความทนทานต่อการโค้งงอ หรือ Flexural Strength โดยนำเม็ดพลาสติกไปขึ้นรูปเป็นแท่ง แล้วใช้แรงกดเพื่อหาค่าความต้านทานต่อการดัดโค้ง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มคุณสมบัติบัติในด้านของความทนแรงกระแทก หรือ Impact Strength โดยการให้แรงกระแทกอย่างฉับพลันแก่วัสดุ ตามมาตรฐานในห้องแล็ปของเอสซีจี ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลให้ พาเลทจากพลาสติกประเภทนี้ทนทานต่อแรงดัดโค้ง และสามารถรับแรงกระแทกได้มากกว่าพาเลททั่วไป นอกจากนี้ เม็ดพลาสติกเกรด P483JU มีความหนาแน่นน้อยกว่า เมื่อฉีดขึ้นรูปเป็นพาเลทแล้วจึงมีน้ำหนักเบากว่าการใช้พลาสติกแบบเดิม โดยใช้ปริมาณเม็ดพลาสติกลดลงถึง 8% (ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของพาเลท) จึงช่วยประหยัดต้นทุนในการผลิต และมีการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้งานกลางแจ้ง ด้วยการเติม UV Resistant ในเนื้อพลาสติก ป้องกันไม่ให้เนื้อพลาสติกกรอบ แตกหักง่าย เมื่อต้องวางไว้กลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้ใช้งานในคุณภาพของพาเลทพลาสติก เจ้าหน้าที่วิศวกรเทคนิคจากเอสซีจี จะติดตามผลการใช้งานของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พบว่าจากเดิมลูกค้าจะส่งคืนพาเลทที่เสียหายและเปลี่ยนคืนพาเลทใหม่เมื่อครบทุก 1 ปี แต่หลังจากที่เปลี่ยนสูตรการผลิตมาใช้เม็ดพลาสติก P483JU ลูกค้าสามารถใช้งานพาเลทอย่างต่อเนื่องได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องส่งไปเปลี่ยนคืนเลยแม้แต่ชิ้นเดียว และยังสามารถรองรับน้ำหนักได้มากขึ้นถึง 2 ตันต่อชั้น และซ้อนกันได้ถึง 3 ชั้น ได้โดยไม่แอ่น สังเกตได้จากเวลายกซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นยังคงตรงเป็นระนาบเดียว การแก้ปัญหาของผู้ใช้งานพาเลทพลาสติกในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างเอสซีจี และบริษัท Sanko Co., Ltd. ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและเสริมประสิทธิภาพให้การใช้งานพาเลทพลาสติกรวมทั้งสร้างประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้งานในทุกขั้นตอน สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม: Technical Service and Development E-Mail: General_plastics@scg.com Tel: +66 2 586-4874 Fax +66 2 586-3676 คลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลสินค้า TDS SDS
RISE THE LIGHT แสงกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

RISE THE LIGHT แสงกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

วันที่: 26 มิ.ย. 2561

มากกว่า 30% ของพื้นที่ในประเทศไทย คือพื้นที่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ อาจกล่าวได้ว่ามันคือพื้นที่แห่งชีวิต เพราะเป็นแหล่งเพาะปลูกทางการเกษตร และเป็นแหล่งน้ำต่าง ๆ บึง บ่อ ทะเลสาบ หนอง คลอง แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตตลอดสายที่ได้ไหลผ่าน บนผืนน้ำระยิบระยับ นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงาม ปลาที่แหวกว่าย มันยังพอจะเป็นอะไรได้อีกนะ? นักคิดค้น และนักวิทยาศาสตร์ ยกมือตอบว่ามันยังเป็นโอกาสในการช่วยโลกด้วยการผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ อย่างที่เราทราบว่านักวิทยาศาสตร์สามารถนำแสงอาทิตย์มาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้มานานเกินครึ่งทศวรรษแล้ว นวัตกรรมโซลาร์เซลล์พัฒนาประสิทธิภาพมาต่อเนื่องจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้กันอย่างกว้างขวางอย่างในปัจจุบันในฐานะพลังงานสะอาด ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ไร้ขีดจำกัด ทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไม่มีขั้นตอนที่ก่อให้เกิดมลภาวะ จึงเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยพลังงานสะอาด ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิประเทศเขตโซนร้อน มีความเข้มข้นของรังสีติดอันดับของโลก ทำให้เรามีศักยภาพการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในระดับเข้มข้น แต่คนทั่วไป เวลาที่พูดถึง “พลังงานแสงอาทิตย์” อาจนึกถึงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Solar Rooftop ซึ่งเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือเห็น Solar Farm ที่ต้องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นดิน แต่ที่จริงแล้ว การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ยังมีอีกรูปแบบที่น่าสนใจ คือ Floating Solar เป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนผืนน้ำ แต่ด้วยการที่ประเทศไทยยังไม่เคยมีผู้ที่เชี่ยวชาญมากพอ ไม่มีผู้ผลิตโดยตรง จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่ ทว่าไม่ใช่ในเวลานี้อีกแล้ว และนี่คือความสำคัญของ “พื้นที่น้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ” ที่เราเกริ่นไปตั้งแต่ต้น ว่ามันกินพื้นที่ประเทศไทยไปมากกว่า 30% และยังไม่รวมพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล ซึ่งนั่นคือความอุดมสมบูรณ์ในแบบฉบับของ Floating Solar เอสซีจี เคมิคอลส์ นำความเชี่ยวชาญในเรื่องวัสดุศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุพอลิเมอร์ บวกกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการออกแบบสินค้าอุตสาหกรรม จนสามารถออกแบบและผลิต “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” ได้สำเร็จเป็นรายแรกในประเทศไทย และในอนาคต เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังมีแผนขยายธุรกิจไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการครบวงจร โดยมีทีมงานที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าที่สนใจนำระบบทุ่นโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำไปใช้ ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินหน้างาน การติดตั้ง และการซ่อมบำรุง เพราะบนผืนน้ำเป็นโอกาสเหมาะเจาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่จำกัด การติดตั้งทุ่นพลาสติกบนผิวน้ำจึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้พื้นที่ว่างเปล่าให้เป็นประโยชน์ สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ว่างเปล่าได้ แน่นอน ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพเท่านั้น แต่การดีไซน์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ทีมออกแบบจากเอสซีจี เคมิคอลส์ นำความรู้ความเชี่ยวชาญมาออกแบบทุ่นพลาสติกสำหรับโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำด้วยแนวคิดการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากของเล่นตัวต่อ ที่คำนึงถึงการติดตั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว จากการลดจุดยึดประกอบ ทั้งยังรองรับการติดตั้งได้ทุกขนาดของแผงโซลาร์เซลล์ ระบบทุ่นของเอสซีจี เคมิคอลส์ยังช่วยประหยัดพื้นที่กว่า 10 % เมื่อเทียบกับทุ่นลอยน้ำแบบอื่น และนี่คือก้าวแรก ๆ ที่จะทำให้คนทั่วไปสามารถนำทุ่นโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำไปใช้กับครัวเรือนได้ ไม่เพียงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ขอแค่มีบ่อน้ำเท่านั้นแหละ แต่กว่าจะออกแบบสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องการใช้งานจริง แต่ยังคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้วย ทีมงานมีการทดสอบคุณภาพของทุ่นผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นแรงกด การตั้งค่าเพื่อทดสอบแรงดึง หรือแรงลอยตัว ฯลฯ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับทุ่นลอยสำหรับใช้กับแผงโซลาร์ วัสดุที่เอสซีจี เคมิคอลส์เลือกใช้ทำทุ่นลอยน้ำ เป็นอีกเรื่องที่โดดเด่น พลาสติกที่เลือกใช้เป็นเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ชนิดพิเศษจากเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่มี UV Stabilizer ทำให้ทนทานต่อแสงแดดและรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต เป็นสิ่งที่ทำให้ทุ่นมีความคงทน ไม่กรอบแตกง่ายเมื่ออยู่กลางแดด ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยสารปนเปื้อน การติดตั้งแผงโซลาร์ในน้ำยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพกำลังผลิตของแผ่นโซลาร์เซลล์ได้ เพราะน้ำสามารถช่วยระบายความร้อนของระบบที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิตได้ 5-20% จากความเย็นของน้ำใต้แผ่น (cooling effect) เมื่อเทียบกับการติดตั้งโครงการโซลาร์ฟาร์มบนดินและโครงการโซลาร์บนหลังคาทั่วไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่และสภาพอากาศ รวมไปถึงทุ่นโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่คลุมอยู่บนผิวน้ำยังช่วยลดการระเหยของน้ำที่กักเก็บไว้ใช้อีกด้วย มองด้วยสายตาของคนทั่วไป ทุ่นลอยน้ำโซลาร์ฟาร์มเป็นทางเลือกที่ดีหากเทียบกับการใช้พลังงานอย่างอื่น แต่กับสายตาของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีให้กับกิจการที่ต้องการประหยัดต้นทุนในระยะยาว เพราะอายุการใช้งานของระบบทุ่นสำหรับโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำของเอสซีจี เคมิคอลส์ยาวนานกว่า 25 ปี นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco Innovation) ที่เอสซีจี เคมิคอลส์พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม และเป็นโซลูชั่นใหม่ให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้พื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ และเป็นการเพิ่มโอกาสในการผลิตพลังงานสะอาดให้กับประเทศไทย เปลี่ยนความร้อนของแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานสะอาดที่ทำให้เราเย็นชื่นใจกันตลอดไป โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ ใช้พื้นที่ในบ่อเก็บน้ำของเอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งให้กำลังผลิต 1MW คาดการณ์ว่าโครงการ ฯ มีกำลังการผลิตสูงสุดถึงประมาณ 978.75 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้ามากที่สุดถึงประมาณ 1.43 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 5,155 จิกะจูลต่อปี ทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเตากว่า 129,610 ลิตรต่อปี (โดยน้ำมันเตามีค่าความร้อนสุทธิ เท่ากับ 39.77 เมกะจูลต่อลิตร) ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศกว่า 810 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (โดยที่ค่า emission factor เท่ากับ 0.5661 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยผลิตไฟฟ้า) เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 81,000 ต้น (ต้นไม้ใหญ่ 1 ต้นช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 10 กิโลกรัมต่อปีโดยเฉลี่ย) จุดเด่นของโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ 1) อายุใช้งานยาวนาน ผลิตจากวัสดุเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษที่มี UV Stabilizer เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้ง 2) ติดตั้งง่าย ด้วยการออกแบบโดยลดจุดยึดประกอบ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หนักในการติดตั้ง 3) ออกแบบระบบทุ่นให้ใช้พื้นที่การติดตั้งน้อยลงถึงสิบเปอร์เซ็นต์ 4) รองรับการติดตั้งหลายรูปแบบทั้งระบบสมอ และระบบยึดโยงชายฝั่ง ตอบสนองบ่อน้ำหลากหลายรูปแบบ 5) ดีไซน์แผงวางแผ่นโซลาร์ให้ไม่มีเงาบังกัน และทำมุมเอียงสิบห้าองศาเพื่อรับแสงอาทิตย์ให้ได้มากที่สุด โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำรายแรกในประเทศไทย ได้รับจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 13153 และอยู่ระหว่างขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ (คำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยเลขที่ 1602004725, 1602004726, 1602004727 และคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในประเทศสิงคโปร์เลขที่ 10201710335S) “เราพัฒนาตัวทุ่นให้ตอบโจทย์สภาพการใช้งานบนผิวน้ำที่หลากหลาย และต่อยอดไปสู่ธุรกิจโซลูชั่นแบบครบวงจรเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยสามารถให้บริการตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การผลิตทุ่น การติดตั้งและระบบยึดโยงตัวทุ่น ไปจนถึงการดูแลรักษา ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้พื้นที่ผิวน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว ยังช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรน้ำจากการระเหย และช่วยเพิ่มพื้นที่ผลิตพลังงานทดแทนให้กับประเทศอีกด้วย” ชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์
Shinkolite ครบเครื่องเรื่องหลังคา

Shinkolite ครบเครื่องเรื่องหลังคา

วันที่: 26 มิ.ย. 2561

Shinkolite​ครบเครื่องเรื่องหลังคา การสร้าง “ที่จอดรถยนต์กลางแจ้ง” พื้นที่เล็กๆ แต่มีความสำคัญมากโซนหนึ่งของ “โรงแรม” เป็นงานที่ท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะหากต้องการหลังคากันแดดกันฝน ก็จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เลือกซื้อวัสดุที่เหมาะสม การติดตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลหน้างานและการตรวจสอบคุณภาพงานเพื่อส่งมอบอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ที่นิยมใช้บริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส “เอสซีจี เคมิคอลส์” จึงนำเสนอนวัตกรรมสินค้าและบริการครบวงจร ตามแบบฉบับ “บริการครบจบในที่เดียว” ให้กับลูกค้า ช่วยให้การสร้างที่จอดรถกลางแจ้งแบบมีหลังคาสะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม ด้วย “หลังคาที่จอดรถยนต์สำเร็จรูป” นวัตกรรมสินค้าและบริการของบริษัทเหล็กสยามยามาโตะ หรือ SYS (Siam Yamato Steel) ผู้ผลิตเหล็ก และบริษัท ไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด ในเอสซีจี เคมิคอลส์ ผู้ผลิตหลังคาโปร่งแสงอะคริลิกชินโคไลท์ (Shinkolite) โดยล่าสุด ได้รับความไว้วางใจจาก “บริษัทพราว เรียลเอสเตท” ที่เลือกนำ “หลังคาที่จอดรถยนต์สำเร็จรูป” ไปติดตั้งที่โรงแรม “ ฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน” ซึ่งทีมงานของเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นเลือกวัสดุ จนถึงตรวจรับงาน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตอบสนองทุกรายละเอียดความต้องการของลูกค้าได้อย่างดีที่สุด สำหรับโจทย์สำคัญของโรงแรมแห่งนี้คือ วัสดุหลังคาที่เลือกใช้ต้องมีคุณภาพดี ทนทาน กันแดดกันฝนได้ดี ไม่โก่งงอ ที่สำคัญลักษณะดีไซน์ของหลังคาจะต้องสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของโรงแรม ไม่บดบังสถาปัตยกรรมของตัวอาคารหลัก ขณะเดียวกันธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจในการให้บริการก็จะมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการเข้าพื้นที่ก่อสร้าง ต้องรวดเร็วและอยากให้งานติดตั้งหลังคาส่วนที่จอดรถยนต์กลางแจ้งส่งผลกระทบต่องานของผู้รับเหมารายอื่นน้อยที่สุด ต้องการให้เป็นงานเปียกน้อยที่สุด ดังนั้นหากทำสำเร็จรูปมาจากโรงงานได้ก็จะดีมาก ซึ่งการจะตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวให้ได้ทั้งหมด จะต้องอาศัยการวางแผนร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเอสซีจี เคมิคอลส์, SYS และลูกค้า โดยคุณชิสรัสย์ สุรการ Senior Project Manager บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด ลูกค้าของเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้เล่าว่า “เราตัดสินใจเลือกชินโคไลท์ เพราะเห็นว่าเป็นวัสดุโปร่งแสง ดูเหมือนหลังคาเบา สวยงาม ส่งเสริมภาพลักษณ์ของงานอาคารโรงแรม ทีมงานของเอสซีจี เคมิคอลส์ อธิบายว่า หลังคาแบบนี้กันแดดกันฝนได้ดี อายุการใช้งานยาวนาน ไม่โก่งตัว การระบายน้ำทำได้ดี ไม่มีน้ำขังในตัวแผ่นทำให้เกิดเชื้อรา มองดูไม่สวยงาม และน้ำหนักเบากว่ากระจก ซึ่งเพราะเราอยากให้หลังคาดูเบาที่สุด มีจำนวนเสาน้อยที่สุด ทีมงานมืออาชีพของเอสซีจี เคมิคอลส์ และ SYS ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านโครงเหล็กมาพร้อมกัน ก็เข้าใจความต้องการเราชัดเจน ทำให้ได้ทั้งหลังคาที่สวยงามมาพร้อมโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรง ซึ่งทั้ง เอสซีจี เคมิคอลส์ และ SYS สามารถคำนวณรายละเอียดต่าง ๆได้แม่นยำ ทำงานออกมาดี ประหยัดทั้งเรื่องของเวลา งบประมาณ และความสวยงาม จึงตอบโจทย์ของเราทั้งหมด” ส่วนการติดตั้งหลังคาก็สามารถทำได้รวดเร็ว และไม่ส่งผลกระทบต่องานก่อสร้างด้านอื่น เนื่องจากหลังคาโปร่งแสงอะคริลิกชินโคไลท์ (Shinkolite) สามารถนำมาประกอบกับโครงหลังคาเหล็กสำเร็จรูปของ SYS ได้ทันที หน้างานจึงปราศจากงานเปียก ไม่มีความสกปรกจากการตัดเหล็ก เชื่อมเหล็ก และการทาสี ซึ่งเป็นปัญหาที่มักพบในการติดตั้งหลังคาลานจอดรถยนต์แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อประกอบกับการวางแผนการทำงานร่วมกันอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นระหว่างทีมงานเอสซีจี เคมิคอลส์ และลูกค้า ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพการติดตั้งและการประสานงานในพื้นที่ได้อย่างดี งานติดตั้งเสร็จเรียบร้อยก่อนกำหนดที่วางไว้ “โดยทั่วไป การทำหลังคาที่จอดรถอาจต้องใช้ผู้รับเหมาหลายเจ้า เช่น งานโครงสร้าง งานเหล็ก งานประกอบติดตั้ง จนถึงงานตรวจสอบคุณภาพงานก่อนส่งมอบ ซึ่งเอสซีจี เคมิคอลส์ และ SYS ให้บริการเราครบจบที่จุดเดียว ทำให้การทำงานของเราสะดวกและง่ายขึ้นมาก” คุณชิสรัสย์ กล่าวถึงสไตล์การทำงานของเอสซีจี เคมิคอลส์ และนี่ทำให้ “หลังคาที่จอดรถสำเร็จรูป” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนวัตกรรมสินค้าและบริการครบวงจรที่ตอบโจทย์ลูกค้าครบจบในที่เดียว ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและช่วยปลดเปลื้องปัญหาของลูกค้ากลุ่มโรงแรมโรงแรม รีสอร์ต ที่ต้องการหลังคาที่จอดรถยนต์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แขกผู้มาใช้บริการ คุณสมบัติของหลังคาโปร่งแสงอะคริลิกชินโคไลท์ (Shinkolite) สี Glass Frosted (NB00) เป็นอะคริลิก 100% มีคุณสมบัติผิวมันวาว เรียบเนียนทั้งแผ่น ดีไซน์สวยงามเหมือนกระจกผิวเรียบพ่นทราย เป็นแผ่นตันไร้ปัญหาน้ำเข้าในตัวแผ่นที่จะทำให้เกิดเชื้อรา เสียงไม่ดังเวลาฝนตก กรองแสงแดดได้ดี อายุการใช้งานนาน สวยงาม ไม่แตกลายงา การติดตั้งหน้างานสะดวกรวดเร็ว สะอาด เพราะสามารถนำมาประกอบกับโครงหลังคาเหล็กสำเร็จรูปของ SYS ได้ทันที การติดตั้งบนพื้นที่ 900-1,000 ตร.ม. ใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น และระหว่างการติดตั้งจะไม่มีเสียงดังจากการตัดเหล็ก เชื่อมเหล็ก ลดอุบัติเหตุประกายไฟจากการเชื่อมโครงเหล็ก สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนขายแผ่นอะคริลิก ShinkoLite บริษัท ไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด และบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น โทรศัพท์ +66 2 586 5812, +66 2 586 3084, +66 2 827 7389, +66 2 586 2348 แฟ็กซ์: +66 2 586 5393 อีเมล: shinkolite_roof@scg.com เว็บไซต์: www.shinkolite.co.th
บางลง…แต่ยังคงความแข็งแรงด้วย New PE

บางลง…แต่ยังคงความแข็งแรงด้วย New PE

วันที่: 18 ม.ค. 2561

จากความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตและผู้แปรรูปพลาสติกในงานอุตสาหกรรมที่มองหาเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงกว่าเดิม ซึ่งนับเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังประกอบกับแนวโน้มอุตสาหกรรมพลาสติกที่ต้องการสินค้าที่บางลงแต่ยังคงความแข็งแรง อายุการใช้งานยาวนาน เพื่อให้พลาสติกนั้น ๆ คุ้มค่ามากขึ้น เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพอลิเมอร์ใหม่ซึ่งสามารถช่วยให้ชิ้นงานมีคุณภาพมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิต และช่วยเพิ่มผลประกอบการให้ผู้ผลิตอีกทางหนึ่ง New PE หรือ เม็ดพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน (Polyethylene – PE) เกรดพิเศษนี้ มีคุณภาพสูง มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 สามารถนำไปขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกที่บางลง แต่ยังคงความแข็งแรงเอาไว้ โดยไม่กระทบต่อกระบวนการผลิตเดิม และไม่ต้องปรับเครื่องจักร ความสำเร็จอีกขั้นของเอสซีจี เคมิคอลส์ ในครั้งนี้ จะตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค ทั้งในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คุณภาพและความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นของ New PE นี้จะช่วยลดต้นทุนทางการผลิต อันเนื่องมาจากการประหยัดพลังงานและลดการสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิต อีกทั้งยังเอื้อต่อกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ เพราะสามารถนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเข้ามาผสมเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตแต่ยังคงคุณภาพและความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์พลาสติกเอาไว้ด้วย นวัตกรรม New PE มีคุณสมบัติที่สามารถนำไปผลิตพอลิเอทิลีนได้หลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มชนิดบางพิเศษ บ่อยครั้งที่ผู้แปรรูปต้องประสบปัญหาความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพของเม็ดพลาสติก ทำให้ไม่สามารถผลิตแผ่นฟิล์มที่มีความบางมากๆ หรือมีความบางสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแผ่นได้ แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษของ New PE จะทำให้สามารถควบคุมกระบวนการเป่าฟิล์มได้ดียิ่งขึ้น จึงผลิตเป็นแผ่นฟิล์มพลาสติกบางต่ำสุดได้ถึง 3 ไมครอน ขณะเดียวกันก็ยังคงความเหนียวและความแข็งแรง มีความบางสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแผ่น ทำให้ผู้แปรรูปสามารถควบคุมคุณภาพการผลิต และลดการสูญเสียจากกระบวนการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน รวมถึงค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร นอกจากฟิล์มชนิดบางพิเศษแล้ว ยังสามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ ได้แก่ ถุงใส่ผักผลไม้ที่ใช้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ถุงหน้ากว้างสำหรับคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือถุงพลาสติกด้านในของบรรจุภัณฑ์ซีเมนต์ ถุงที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม เช่น ถุงบรรจุเนื้อสัตว์ที่ใช้ในไลน์การผลิต ซึ่งต้องทนต่ออุณหภูมิเย็นจัด มีความเหนียว บางแต่ทนทานต่อแรงเจาะทะลุ เป็นต้น สินค้าที่ขึ้นรูปแบบเป่า หรือ Blow Molding New PE สำหรับงานขึ้นรูปแบบเป่าจะช่วยทำให้ขึ้นรูปได้ง่าย ใช้ระยะเวลาการผลิตที่สั้นลงและยังคงคุณภาพของชิ้นงานได้ สามารถนำไปผลิตสินค้าประเภทถังเหลี่ยมที่ใช้บรรจุสารเคมี แท็ งก์ขนาดใหญ่ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม ถังแกลลอนบรรจุของเหลว เป็นต้น ฝาขวดเครื่องดื่มเบาพิเศษ เทคโนโลยีพอลิเมอร์ใหม่นี้จะช่วยลดระยะเวลาการขึ้นรูปและน้ำหนักของชิ้นงาน ซึ่งหมายถึงการใช้ต้นทุนการผลิตที่ลดลง ทั้งในส่วนของการใช้พลังงานและการใช้ปริมาณพลาสติกสำหรับกระบวนการผลิตฝาขวดเครื่องดื่มที่บางและเบาลง โดยยังคงคุณภาพของสินค้าปลายทางไว้ได้ ท่อน้ำขนาดใหญ่ New PE ช่วยลดความหนาของท่อ เพิ่มปริมาตรการลำเลียงน้ำ ซึ่งยังคงความแข็งแรงและทนต่อแรงดันสูงได้ เหมาะกับงานท่อน้ำและท่อสำหรับใช้งานในเหมืองแร่ นับได้ว่าคุณสมบัติของ New PE มีความโดดเด่นและสามารถช่วยลดปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกในกระบวนการผลิตแต่เพิ่มประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์ให้บางลงในขณะเดียวกันกลับมีความแข็งแรงทนทาน ลดต้นทุนการผลิต สร้างความคุ้มค่าให้กับอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หากสนใจร่วมพัฒนาสินค้าจากนวัตกรรม New PE ท่านสามารถติดต่อ คุณสุพจน์ จิรวัฒนาภรณ์ Technical Service & Development Engineer โทร: +66 2586-1111 Ext 4946 โทรศัพท์มือถือ: +66 89 925-1751 E-mail: supojjir@scg.com
Industrial Ecology : ต้นแบบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน

Industrial Ecology : ต้นแบบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน

วันที่: 9 ม.ค. 2561

นิคมอุตสาหกรรม ถือเป็นสถานที่หนึ่งที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ ด้วยเหตุนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จึงนำแนวคิด ‘อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ’ หรือ Industrial Ecology มาใช้กับนิคมอุตสาหกรรมในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน ในรูปแบบที่เป็นเครือข่ายช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อีกทั้งมีการดูแลทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เล่าถึงความเป็นมาของแนวคิด อุตสาหกรรมเชิงนิเวศและตัวอย่างนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ดำเนินนโยบายอย่างสำเร็จดียิ่งไว้ดังนี้ จุดเริ่มต้นแนวคิด “Industrial Ecology หรือ อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” แนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศหรือ Industrial Ecology เป็นแนวคิดที่นำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนโดยมุ่งเน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนา ออกแบบอุตสาหกรรมให้คล้ายคลึงกับระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติบนหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Symbiosis) และดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานให้คนรุ่นต่อไป ความจริงแล้ว คำว่า “Industrial Ecology” เป็นที่รู้จักในต่างประเทศตั้งแต่ปีค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) แต่สำหรับเมืองไทย กนอ. ได้นำแนวคิดนี้มาใช้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมทั้งกำหนดเป้าหมายที่จะยกระดับนิคมอุตสาหกรรมมุ่งสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) โดยภายในปีพ.ศ. 2562 ทุกนิคมอุตสาหกรรมจะต้องพัฒนาเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หลักเกณฑ์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ กนอ. กำหนดคุณลักษณะมาตรฐานการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ( ECO Industrial Estate ) 5 มิติ ประกอบด้วย มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสังคม มิติสิ่งแวดล้อม และมิติบริหารจัดการ และกำหนดระดับการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ “Eco Champion” คือ นิคมอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างผาสุกด้วยหลักธรรมภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยนิคมฯ จะต้องนำข้อกำหนดคุณลักษณะและเกณฑ์ตัวชี้วัดการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน 5 มิติ ของ กนอ. ไปเป็นกรอบมาตรฐานในการเปรียบเทียบเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในแผนแม่บทพัฒนายกระดับนิคมฯ สู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ “Eco Excellence” คือ นิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่การพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระดับ “Eco World Class” คือ นิคมอุตสาหกรรมชั้นนำที่สามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม อยากให้ท่านยกตัวอย่างนิคมที่ผ่านมาตรฐาน Eco Champion และ Eco Excellence ที่ผ่านมานิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล (R.I.L Industrial Estate) โดยบริษัท อาร์ไอแอล 1996 จำกัด เป็นนิคมที่ได้รับการรับรองให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ในระดับ Eco Champion ติดต่อกันสามปีซ้อน และยังเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco Excellence แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย จุดเด่นของนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอลคืออะไร นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล เป็นหนึ่งนิคมที่เข้าร่วมนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (Sustainable Industrial Development) นอกจากการนำหลักเกณฑ์ของ กนอ. ไปปฏิบัติ และ การขยายผลออกไปสู่ภายนอก ทั้ง ชุมชน วัด และโรงเรียนโดยรอบนิคมแล้ว โรงงานทุกโรงภายในนิคมอาร์ ไอ แอล ยังได้รับรองให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (ECO Factory) ตามข้อกำหนดของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยครบถ้วน รวมทั้งยังผ่านมาตรฐานโรงงานสีเขียว (Green Industry) ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมระดับสูงสุดของประเทศ ความสำเร็จของนิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล จึงเป็นสิ่งยืนยันว่านิคมอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง และสามารถพัฒนาต่อไปเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสอดคล้องกับแนวนโยบายการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมของประเทศตามแนวนโยบายของรัฐเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง *********************************************************************** รู้จักนิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล (R.I.L Industrial Estate) นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล (R.I.L Industrial Estate) ดำเนินการโดยบริษัท อาร์ไอแอล 1996 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเอสซีจี เคมิคอลส์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2547 บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ในตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยนิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล เป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco Excellence แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งมีจุดเด่นในทุกมิติตามหลักเกณฑ์ของกนอ. อาทิ มิติทางกายภาพ นิคมฯ ได้มีการปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวป้องกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชน (Protection Strip) มีพื้นที่สีเขียวกว่า 293 ไร่ มีต้นไม้ประมาณ 52,600 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวภายในนิคม 19.5% ของพื้นที่ทั้งหมด และยังมีการตรวจสอบมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแจ้งให้ชุมชนรับทราบทุก ๆ 3 เดือน มิติบริหารจัดการ นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล มุ่งผลักดันการพัฒนาโรงงานให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งด้านความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งเสริมให้ทุกโรงงานในนิคมฯ ได้รับการรับรองเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) และยังมี 2 บริษัทในนิคม ฯ ที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 5 (Green Industry 5) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ได้แก่ บริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด ในเอสซีจี เคมิคอลส์ และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มิติสังคม และมิติเศรษฐกิจ นิคมฯ มีสัมพันธ์อันดีกับชุมชน รวมถึงสนับสนุนชุมชนโดยรอบกว่า 10 แห่ง ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เช่น วิสาหกิจขนมเปี๊ยะ 8 เซียน ของกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านทิวลิป ชุมชนเนินพยอม ที่ประสบความสำเร็จมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 200,000 บาท เป็นต้น