EL-Lene™ HDPE เกรด H568JA นวัตกรรมพลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม

EL-Lene™ HDPE เกรด H568JA นวัตกรรมพลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม

วันที่: 31 ต.ค. 2560

“Sustainable, Bio-Degradable, Natural, And Eco-Friendly” นี่คือใจความสำคัญจากบทความ Packaging Trends to Watch 2017 ซึ่งสรุปให้เห็น “Sustainability Trends” ของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในปีนี้ ซึ่งเรื่องสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในทุกอุตสาหกรรม อย่างในธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมก็มีการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดเช่นกัน ผู้ผลิตเครื่องดื่มพยายามทุกวิธีเพื่อลดการใช้ทรัพยากรแม้แต่ฝาน้ำอัดลมพลาสติกที่แม้เป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคปลายทางเป็นอย่างยิ่ง หากดูจากกราฟ Market Trend: Cap Weight Evaluation จะเห็นวิวัฒนาการของฝาน้ำอัดลมได้อย่างชัดเจนว่ามีความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด จากฝาสองชิ้นเหลือเพียงชิ้นเดียว ความสูงของฝาลดลง รวมถึงน้ำหนักที่เบาลงเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของผู้ผลิตเครื่องดื่มและผู้ผลิตฝาน้ำอัดลม (ผู้แปรรูป) ว่าให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมจึงพยายามออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมเพื่อลดการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตโดยที่ยังคงคุณภาพของสินค้าได้ตามมาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภคปลายทาง เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ เอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด จึงพัฒนานวัตกรรมพลาสติก EL-LeneTM HDPE เกรดH568JA สำหรับฝาขวดน้ำอัดลมรุ่นน้ำหนักเบาซึ่งยังคงความแข็งแรงและกักเก็บแก๊สในน้ำอัดลมได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าน้ำหนักฝาจะลดลงมากกว่าร้อยละ10 เมื่อเทียบกับฝารุ่นก่อน จึงช่วยลดการใช้พลาสติกได้มากกว่าร้อยละ 10 ส่งผลดีต่อลูกค้าทั้งผู้แปรรูปฝา เจ้าของแบรนด์น้ำอัดลมและผู้บริโภคปลายทาง คุณสมบัติเด่นของนวัตกรรมฝาพลาสติกที่ผลิตจากEL-LeneTM HDPE เกรด H568JA เม็ดพลาสติกชนิด EL-LeneTM HDPE เกรด H568JA ถูกออกแบบมาสำหรับผลิตฝาพลาสติกน้ำอัดลมรุ่นน้ำหนักเบาโดยเฉพาะ ส่งผลให้การดีไซน์ฝารุ่นใหม่ ๆ จะลดน้ำหนักฝาลงได้มากกว่าร้อยละ10 เมื่อเทียบกับฝารุ่นก่อน ช่วยลดการใช้พลาสติกได้มากกว่าร้อยละ 10 สามารถแปรรูปได้ง่ายเนื่องจาก EL-LeneTM HDPEเกรด H568JA มีสมบัติด้านการไหลตัวที่ดี (Flow Ability) เหมาะสมกับการผลิตฝาเครื่องดื่มที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการขึ้นรูปแบบฉีด (Injection Molding) และแบบการอัดต่อเนื่อง (Continuous Compression Molding) เม็ดพลาสติกชนิด EL-LeneTM HDPE เกรด H568JA ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรงและทนแรงดันสูงของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยป้องกันการรั่วซึมและเพื่อรสชาติที่ดีของเครื่องดื่ม ได้รับใบรับรองมาตรฐานการผลิตจาก US Food and Drug Administration (U.S. FDA) และEuropean Union (EU) Food Contact Commission Regulation No.10/2011 สามารถสัมผัสโดยตรงกับอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างปลอดภัย โดยคุณภาพของฝาเครื่องดื่มจะยังคงมีคุณภาพที่ดี ปลอดภัย และสะดวกต่อการใช้งานตามมาตรฐานของผู้ผลิตสินค้าน้ำอัดลม เม็ดพลาสติกชนิด EL-LeneTM HDPE เกรด H568JA นับเป็นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งวัตถุดิบและพลังงาน อีกทั้ง สินค้าที่ผลิตได้ยังคงคุณสมบัติที่ดีและมีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งนอกจากส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อผู้ผลิตฝา เจ้าของแบรนด์น้ำอัดลมและผู้บริโภคปลายทางที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
P838C เม็ดพลาสติกสำหรับงานเคลือบ Laminate ถุงกระสอบพิมพ์  เพื่อคุณภาพสินค้าและการผลิตที่ดียิ่งขึ้น

P838C เม็ดพลาสติกสำหรับงานเคลือบ Laminate ถุงกระสอบพิมพ์ เพื่อคุณภาพสินค้าและการผลิตที่ดียิ่งขึ้น

วันที่: 31 ต.ค. 2560

ถุงกระสอบ (Small Woven Sack) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่นิยมนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ด้วยความแข็งแรง ทนทานเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่น อีกทั้งยังนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่ความแข็งแรงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดใจผู้บริโภค ปัจจุบัน สีสันและหน้าตาของบรรจุภัณฑ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า ดังนั้นผู้ผลิตถุงกระสอบจึงพัฒนาถุงกระสอบให้สวยงามยิ่งขึ้น กระสอบพิมพ์หรือกระสอบ Laminate จึงได้รับความนิยมจากตลาดที่เน้นความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ อาทิ กระสอบอาหารสัตว์ กระสอบข้าวสาร และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สำหรับคุณภาพและความสวยงามของกระสอบพิมพ์หรือกระสอบ Laminate ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานพิมพ์เท่านั้น แต่รวมถึงคุณภาพของการเคลือบหรือการ Laminate ด้วย ดังนั้น เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงพัฒนาเม็ดพลาสติก Polypropylene Copolymer เกรด P838C สำหรับงานเคลือบ (Extrusion Coating) และ งาน Lamination (Extrusion Lamination) ที่ใช้ในกลุ่ม Polypropylene (PP) ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ตอบโจทย์งานเคลือบของผู้ผลิตกระสอบทั้งในด้านคุณภาพของสินค้าและต้นทุนการผลิต คุณสมบัติของเม็ดพลาสติก Polypropylene Copolymer เกรด P838C ได้แก่ การไหลตัวที่ดี (Flow Ability) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสม่ำเสมอของงานเคลือบ โดยหากชั้นฟิล์มเคลือบมีความสม่ำเสมอตลอดทั้งหน้าของฟิล์มก็จะทำให้น้ำหนักของกระสอบทุกใบใกล้เคียงกัน การเกาะติดที่ดีกับ PP Substrate ไม่ว่าจะเป็น PP Woven, PP Non-Woven หรือ Bi-Oriented PP (BOPP) ฟิล์ม ซึ่งผู้ผลิตสามารถนำเม็ดพลาสติกเกรดนี้ไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ความสามารถในการรักษาความทรงรูป (Stiffness) ของกระสอบ ในขณะที่ยังคงความสามารถในการรับแรงกระแทก (Impact Strength) ของกระสอบเอาไว้ได้ และจากคุณสมบัติข้อนี้ทำให้ผู้ผลิตสามารถลดความหนาของชั้นฟิล์มเคลือบลงจากปกติได้อย่างน้อยร้อยละ 10 จากความหนาเดิม โดยที่ไม่ส่งผลต่อความทรงรูปของกระสอบ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิตสำหรับสินค้าประเภทกระสอบเคลือบ แรงเสียดทานของผิวเคลือบสูงขึ้น (High Surface Friction) ช่วยให้สามารถเรียงซ้อนชั้นกระสอบเคลือบได้สูงขึ้น (Stacking) นอกจากบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มกระสอบเคลือบหรือกระสอบ Laminate แล้ว เม็ดพลาสติกเกรด P838C ยังสามารถนำไปใช้ในงานเคลือบอื่น ๆ ในกลุ่ม Polypropylene ได้ด้วย เช่น ผ้าใบ (Tarpaulin) ถุงผ้าเคลือบ Non-Woven หรืองาน Lamination อื่น ๆ เป็นต้น สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม : คุณอฑิตยา ภักดีวิสูตร Technical Service and Development Engineer เอสซีจี เคมิคอลส์ โทรศัพท์: +66 2-586-4854 แฟ็กซ์: +66 2-586-5522 E-mail: atitayap@scg.com
ถอดรหัสเทรนด์ผู้ใช้งาน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์  ด้วยนวัตกรรมเม็ดพลาสติก High Performance PP Products (HPPP)

ถอดรหัสเทรนด์ผู้ใช้งาน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยนวัตกรรมเม็ดพลาสติก High Performance PP Products (HPPP)

วันที่: 5 ก.ย. 2560

ตลาดรถยนต์ทั่วโลกในปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตอยู่ที่ 5% ในปีที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยมีการเติบโตที่ 2% และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พัฒนารูปแบบรถยนต์อย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ซึ่งในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่เน้นการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย ความสวยงามของรูปลักษณ์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และผู้พัฒนาเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้ขับขี่มาโดยตลอด จึงได้พัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้งผู้ขับขี่และผู้ผลิตรถยนต์ทั้งในปัจจุบันและมองไปถึงอนาคตข้างหน้า ด้วยนวัตกรรม High Performance PP Products (HPPP) เอสซีจี เคมิคอลส์เป็นผู้ผลิตรายแรกในอาเซียนที่ได้นำเสนอนวัตกรรมสินค้าชนิดนี้ออกสู่ตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ Surface Aesthetics (3 เกรด) และ High stiffness ( 2 เกรด) จุดเด่นของ HPPP ทั้งสองกลุ่มนี้เน้นการพัฒนาการไหลตัวของเม็ดพลาสติกไปในทางที่สูงขึ้น (Medium to High Flowability), แข็งแรงมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิตรถยนต์ ที่ต้องการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น ผลิตชิ้นส่วนที่น้ำหนักเบาขึ้น และลดการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้น้อยลง HPPP กลุ่ม Surface Aesthetics หรือกลุ่มที่ต้องการชิ้นงานที่สวยงาม โดยพัฒนามาจากความต้องการของผู้ใช้ยานยนต์ด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการลดความมันวาวของชิ้นงานภายในรถยนต์ หรือเพิ่มความสวยงามของชิ้นงานที่ไม่มีรอยคลื่นหรือรอยการไหลของเนื้อพลาสติก (Tiger Stripe/Tiger Mark Less) โดยมากนำไปใช้งานทั้งภายใน (Instrument Panel – แผงควบคุมหรือคอนโซล) และภายนอก (Bumper – กันชน) รถยนต์ คุณสมบัติของชิ้นงาน Surface Aesthetics Tiger mark Less solution ลดปัญหาการเกิดรอยคลื่นหรือรอยการไหลที่ไม่สม่ำเสมอเวลาขึ้นรูป (Flow Mark) ในการผลิตชิ้นส่วนทั้งภายในและภายนอกรถยนต์(Interior/Exterior) ด้วยวิธีการฉีด (Injection) Low Gloss ลดความมันวาวของชิ้นงาน ซึ่งเหมาะกับการนำไปใช้งานในกลุ่ม Interior โดย สามารถลดความมันวาวได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับเม็ดพลาสติก Polypropylene ปกติ สาเหตุที่ต้องลดความมันวาวของชิ้นส่วนภายในรถยนต์ (Interior Part) เช่น Instrumental panel/dashboard เนื่องมาจากเมื่อมีแสงแดดมาตกกระทบและสะท้อนกับคอนโซล ทำให้เข้าสายตาของผู้ขับรถยนต์ ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ HPPP กลุ่ม High Stiffness ตอบโจทย์เรื่องความบางเบา (Lightweight) จึงช่วยประหยัดน้ำมันแต่ยังคงความแข็งแรง ความทรงรูป และความเหนียวของชิ้นงานจึงปลอดภัยต่อผู้โดยสารรถยนต์ (Safety) อีกทั้งยังสามารถทนความร้อน (Thermal Resistance) ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย สามารถนำไปใช้กับงานภายนอกและภายในรถยนต์ เช่น Instrument Panel – แผงควบคุมหรือคอนโซล, Door Trim & Pillar –แผงประตู และ Bumper – กันชน คุณสมบัติของชิ้นงาน High Stiffness High Stiffness ความแข็งแรงและทรงรูปของชิ้นงาน เม็ดพลาสติกกลุ่มนี้สามารถลดน้ำหนักของชิ้นงานลง (Density) มีความบางเบา (Lightweight) แต่ยังรักษาความแข็งแรงของชิ้นส่วนได้เท่าเดิม ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น (Energy Conservation) Thermal Resistance ทนความร้อนเพิ่มขึ้นซึ่งเหมาะแก่การนำไปใช้สำหรับทำชิ้นส่วนรถยนต์ที่ต้องการสมบัติการทนความร้อนสูง เช่น ห้องเครื่องรถยนต์ ‘ประหยัดน้ำมัน สวยงาม ปลอดภัย’ คือความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์ในปัจจุบันซึ่งทำให้เราเห็นการขยับปรับตัวของผู้ผลิตรถยนต์ ทั้งยังได้เห็นแนวคิดและวิธีการมองเทรนด์ความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์มาปรับให้เป็นนวัตกรรมหรือวิธีการตอบสนองความต้องการผู้ขับขี่รถยนต์แบบใหม่ ๆ ของเอสซีจี เคมิคอลส์ อีกด้วย All Around Plastics Magazine เล่ม 2/2017 | Innovation เปิดโลกนวัตกรรม
เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกด้วยกระบวนการ Rotational Molding

เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกด้วยกระบวนการ Rotational Molding

วันที่: 29 ส.ค. 2560

การขึ้นรูปชิ้นงานพลาสติกมีวิธีการที่หลากหลายซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อด้อย รวมไปถึงความเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ต้นทุนและจำนวนการผลิตที่แตกต่างกัน สำหรับการขึ้นรูปด้วยกระบวนการผลิตแบบหมุนเหวี่ยง (Rotational Molding หรือ Rotomolding) นั้น จุดเด่นคือแม่พิมพ์ราคาไม่แพง เหมาะกับชิ้นงานที่จำนวนผลิตไม่เยอะ (100-10,000 ชิ้นต่อปี) และเหมาะกับชิ้นงานขนาดใหญ่ที่ด้านในมีความกลวง ชิ้นงานมีความหลากหลายของรูปทรง เช่น ถังบรรจุน้ำ ถังบำบัดน้ำเสีย และถังแช่น้ำแข็ง เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ได้ชิ้นงานที่หนา (3-20 มิลลิเมตร) ทนทาน และอายุการใช้งานยาวนาน แต่อย่างไรก็ตามชิ้นงาน Rotomolding เช่น ถังแช่ขนาดใหญ่ที่มีหลุมลึก (เกิน 30 ซม. ขึ้นไป) ส่วนก้นชิ้นงานจะบางกว่าผนังด้านข้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่ไม่แข็งแรงทนทานและรองรับน้ำหนักได้ไม่ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขึ้นรูปชิ้นงานด้วยวิธี Rotational Molding ทีม Technical Service Development (TS & D) เอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตจากลูกค้าดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงศึกษาหาข้อมูลและนำมาพัฒนาเทคนิคต่าง ๆ จนเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยเฉลี่ยหรือกระจายความร้อนไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ของแม่พิมพ์ได้ทั่วถึงและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น โดยมีทั้งเทคนิคการเพิ่มความร้อนและลดความร้อน สำหรับชิ้นงานที่บางไปนั้น สามารถแก้ไขด้วย 3 เทคนิคดังนี้ “เทคนิคการหักเหกระแสลม” ซึ่งเป็นการเพิ่มความร้อนด้านในแม่พิมพ์ด้วยแผ่นกั้นลม (แผ่นโลหะหนา 1-2 มิลลิเมตร) ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของลมร้อนได้สม่ำเสมอทั่วแม่พิมพ์ (ดูภาพที่ 1) “เทคนิคการเพิ่มลม/เป่าลม” ด้วยเครื่องอัดแรงดันอากาศเพื่อดึงอากาศร้อนจากภายในเตาเข้าไปสู่จุดอับลมของแม่พิมพ์ (ดูภาพที่ 2) หรือเลือกใช้เทคนิคสุดท้าย “เทคนิคการเพิ่มความร้อนด้วยการเพิ่มผิวสัมผัสของแม่พิมพ์” ซึ่งเพิ่ม Surface Area หรือพื้นที่ผิวสัมผัสของแม่พิมพ์เพื่อให้แม่พิมพ์ที่จุดนั้นรับความร้อนได้มากยิ่งขึ้น (ดูภาพที่ 3) โดยหล่อหรือเชื่อมให้แม่พิมพ์มีหนามที่บริเวณพื้นผิว หากชิ้นงานหนาไปควรปรับลดความร้อนบริเวณพื้นผิวด้านนอกแม่พิมพ์เพื่อเฉลี่ยความร้อนให้เท่ากับภายในแม่พิมพ์โดยใช้ “เทคนิคการบังไฟ” โดยมี 2 เทคนิคดังนี้ Heat Shielding การบังไฟโดยนำแผ่นโลหะ (ดูภาพที่ 4) เช่น แผ่นสังกะสี (ความหนา 1-2 มิลลิเมตร) มากั้นระหว่างไฟกับแม่พิมพ์ Heat Insulation การนำฉนวนใยแก้วมาติดบนผิวด้านนอกแม่พิพม์โดยใช้แผ่นฉนวนใยแก้ว (ความหนา 3-12 มิลลิเมตร) ติดไว้ที่ผิวด้านนอกแม่พิมพ์ (ดูภาพที่ 5) เทคนิคต่าง ๆ ที่ทีม TS & D เอสซีจี เคมิคอลส์ แนะนำให้กับผู้ผลิตถังแช่ นอกจากจะสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกด้วยกระบวนการ Rotational Molding ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ยังสะท้อนว่าทุกปัญหาของลูกค้าคือปัญหาของเรา ไม่ว่าปัญหานั้นจะเล็กหรือใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ มีทีมงานคุณภาพที่พร้อมรับฟังและพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หมายเหตุ: เทคนิคเหล่านี้ใช้ได้ดีที่สุดกับการขึ้นรูปแบบเตาอบ (Oven) สนใจข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ E-mail: rotomoulding@scg.comโทร: +66 2-586-4116 คลิกที่นี่เพื่อดูผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกสำหรับการขึ้นรูปแบบ Rotomolding
สารเคลือบเตาเผา emisspro® ได้รับการยอมรับให้ใช้งานจริงในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งในและต่างประเทศแล้วกว่า 100 เตา

สารเคลือบเตาเผา emisspro® ได้รับการยอมรับให้ใช้งานจริงในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งในและต่างประเทศแล้วกว่า 100 เตา

วันที่: 14 มิ.ย. 2560

emisspro® (อิมิสโปร) สารเคลือบเตาเผาในโรงงานอุตสาหกรรม รายแรกและรายเดียวของอาเซียนที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศจนมีการใช้งานในโรงงานจนครบ 100 เตาเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา emisspro® ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจสำคัญอยู่ที่ประสิทธิภาพการดูดซับและปลดปล่อยรังสีความร้อนของสารเคลือบ สามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 1,600 องศาเซลเซียส สามารถยึดเกาะกับพื้นผิววัสดุทนไฟในโครงสร้างของเตาเผา ทนต่อสารเคมีและการขัดถู ทนต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจากสภาพการใช้งานจริง ทำให้อายุการใช้งานยาวนาน อีกทั้งไม่ทำให้เครื่องจักรเสียหาย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ การให้บริการที่ครบวงจร เอสซีจี เคมิคอลส์ ไม่เพียงนำเสนอบริการพ่นเคลือบเตาเผาให้ลูกค้า แต่ยังให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากธุรกิจในอุตสาหกรรมที่หลากหลายในเอสซีจี และจากประสบการณ์จริงที่ใช้สารเคลือบ emisspro® กับเตาเผาที่โรงงานอุตสาหกรรมในเอสซีจีมาให้บริการลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นดังเช่น ผู้ผลิตโอเลฟินส์ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีที่สุดในโลกอย่าง บริษัท Yeochun NCC Co., Ltd. (YNCC)ประเทศเกาหลีใต้ และ บริษัท PT Chandra Asri Petrochemical (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย นอกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแล้ว อุตสาหกรรมขนาดใหญ่อื่น ๆ ยังวางใจเลือกใช้ emisspro® เช่น บริษัท PT Keramika Indonesia Assosiasi (KIA) อุตสาหกรรมเซรามิก ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้ทดลองใช้งานจนเห็นผลลัพธ์ว่ามีประสิทธิภาพสามารถลดการใช้พลังงานได้จริง อีกทั้งสารเคลือบมีอายุการใช้งานยาวนาน จึงสามารถเพิ่มจำนวนเตาเผาและเกิดการบอกต่อไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหรือกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทำไมจึงต้องใช้สารเคลือบเตาเผา ? ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการผลิตเหล็กกล้ารีดร้อน และอุตสาหกรรมเซรามิก จำเป็นต้องใช้เตาเผา (Furnace) เพื่อให้ความร้อนแก่วัตถุดิบจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ ดังนั้น ต้องใช้เชื้อเพลิงจำนวนมาก จึงต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพเตาเผาเพื่อให้ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การเคลือบด้านในเตาเผา นี่จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสารเคลือบเตาเผา emisspro® จากการใช้งาน emisspro® ในกระบวนการผลิตของลูกค้า พบว่าช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงลงมากกว่า 35,000 ตัน/ปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศกว่า 97,000 ตัน/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 4,450,000 ต้น ส่งผลให้ ได้รับรางวัลดีเด่นด้านพลังงานสร้างสรรค์จากการประกวด Thailand Energy Award 2014 และได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) จาก SCG eco value ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.texplore.co.th Texplore-Sale&Marketing@scg.com(+66) 2 586 2576หรือคลิกที่นี่เพื่อดู brochure และdatasheet
P483JU เม็ดพลาสติก PP เพิ่มประสิทธิภาพพาเลท

P483JU เม็ดพลาสติก PP เพิ่มประสิทธิภาพพาเลท

วันที่: 9 พ.ค. 2560

พาเลทเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับภาคการขนส่งหรือระบบโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งนอกจากเรื่องการขนส่งแล้ว ยังมีกระบวนการจัดเก็บสินค้าต่าง ๆ ที่ใช้พาเลทจัดวางเพื่อความเป็นระเบียบหรือที่เรียกว่า Pallet Storage System ดังนั้นการพัฒนาพาเลทให้มีคุณภาพมากขึ้นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน ทั้งเพื่อความแข็งแรง ทนทาน ตลอดจนลดต้นทุนการผลิต รวมถึงเพิ่มพื้นที่สำหรับการขนส่งอีกด้วย เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงนำเสนอเม็ดพลาสติก PP เกรด P483JU ในการผลิตพาเลทแทนการใช้เม็ดพลาสติก HDPE เพื่อช่วยให้การพัฒนาคุณภาพพาเลทเพื่อการขนส่งและการจัดเก็บสินค้า ตลอดจนได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการลดต้นทุนธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลถึงผู้บริโภคให้ได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืนซึ่งผลการทดสอบการผลิตพาเลทจากเม็ดพลาสติกเกรด P483JU สามารถชี้ให้เห็นชัดเจนถึงคุณภาพที่ดีขึ้นในทุกด้าน ด้านคุณภาพ พาเลทจากเม็ดพลาสติกเกรด P483JU มีคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการใช้งานพาเลท เช่น การทนแรงกด (Compression test) และทนการกระแทก (Incline test) สูง ทนการตกจากที่สูง (Drop test) ต้านทานการโค้งงอ (Racking test) ทำให้ความสามารถในการทนการเสียรูปจึงเหมาะกับงานที่ต้องรับน้ำหนักมาก รวมถึงมีการเสียรูปที่น้อยกว่าเมื่อมีจำลองรับน้ำหนัก 2 ตัน (Dynamic test) เมื่อเทียบกับ HDPE และมีอัตราการผลิตที่สูงขึ้น ในเวลาเท่ากัน ด้านการจัดการและการขนส่ง เม็ดพลาสติกเกรด P483JU มีความหนาแน่นต่ำกว่า จึงทำให้มีน้ำหนักต่อหนึ่งพาเลทน้อยกว่า ทำให้การจัดการด้านการขนส่งเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยพาเลทจาก P483JU มีน้ำหนักเบากว่าพาเลทจาก HDPE ถึง 8% ด้านสิ่งแวดล้อม เม็ดพลาสติกเกรด P483JU สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยคุณภาพไม่ด้อยลง คุณสมบัติที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำโดยที่คุณภาพยังเท่ากับค่าเริ่มต้นนั้น ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง คลิกที่นี่เพื่อดูเกรดสินค้า PP Block Copolymer และ datasheet สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คุณไกรภพ ทองเศก Technical Service and Development Manager โทรศัพท์: +66 2-586-1111 แฟ็กซ์: +66 2-586-5522 E-mail: Kraipopt@scg.com