EL-Lene™ H112PC นวัตกรรมเม็ดพลาสติกประสิทธิภาพเหนือกว่า PE100

วันที่: 3 ต.ค. 2559

ปัจจุบันนี้มีการใช้ HDPE PE100 ในอุตสาหกรรมท่อเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ท่อส่งน้ำแรงดัน ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ หรือท่อที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงไม่หยุดยั้งที่จะคิดค้นพัฒนาประสิทธิภาพของเม็ดพลาสติก HDPE  ให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า PE100 ในปัจจุบัน จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น “EL-Lene™ H112PC” นวัตกรรมเม็ดพลาสติก HDPE ใหม่สำหรับท่อแรงดันสูงโดยเฉพาะ

จากการทดสอบมาตรฐานจากสถาบันชั้นนำระดับสากล (EXOVA) พบว่า ท่อที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก     EL-Lene™ H112PC มีคุณสมบัติทนแรงดันได้มากกว่าท่อที่ผลิตจากเม็ด PE100 ในท้องตลาดทั่วไป ถึง 10% ด้วยคุณสมบัตินี้เองที่ทำให้ผู้ผลิตสามารถลดความหนาของท่อได้ 10% เมื่อเทียบกับการรับแรงดันระดับเดียวกัน  จึงทำให้สามารถเพิ่มปริมาตรการขนส่งน้ำได้มากขึ้น และการลดความหนานี้ยังช่วยให้ใช้วัตถุดิบลดลง ลดเวลาในการเชื่อมและติดตั้งท่ออีกด้วย

นอกจากนี้ จากการทดสอบการสึกกร่อนด้วยวิธี Slurry Test พบว่า ท่อที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก EL-Lene™ H112PC มีคุณสมบัติทนการสึกกร่อนได้มากกว่าท่อ PE100 ทั่วไปถึง 40% ส่งผลให้อายุการใช้งานของท่อยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในงานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เน้นอายุการใช้งานของท่อเป็นปัจจัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้เม็ดพลาสติก EL-Lene™ H112PC จึงได้รับความไว้วางใจให้ใช้ในท่อสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และท่อน้ำแรงดันสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมจากเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่สร้างความยั่งยืนให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมท่อโดยเฉพาะ

 

อ่านข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมจากโบรชัวร์และ datasheet ได้ที่ https://www.scgchemicals.com/th/products-services/product-type/pe/hdpe

คลิกเพื่อรับชมวีดีโอ https://www.scgchemicals.com/th/news-media/media/video/17 

P902J นวัตกรรมเม็ดพลาสติกเพื่อบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ … บางลงแต่แข็งแรงขึ้น

P902J นวัตกรรมเม็ดพลาสติกเพื่อบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ … บางลงแต่แข็งแรงขึ้น

วันที่: 26 ก.ย. 2559

บรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเพราะสอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ในประเทศไทยอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เติบโต ต่อเนื่องประมาณร้อยละ 3 - 4 ต่อปี อย่างไรก็ตาม กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นทำให้การเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับ กลุ่มผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย อย่างการเลือกใช้วัตถุดิบเพื่อให้บรรจุภัณฑ์มีรูปทรงบาง น้ำหนักเบา แต่ยังคงคุณสมบัติเด่นตามที่ต้องการช่วยให้ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย จึงนับเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงคิดค้น วิจัยและพัฒนา นวัตกรรมเม็ดพลาสติก P902J เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มประเภทผนังบาง หรือ Thin Wall Injection Molding รวมถึงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคปลายทางไปพร้อมกัน และด้วยความพร้อมของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก และมีห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือทันสมัยและครบครันนี่เองจึงทำให้ได้เม็ดพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณสมบัติโดดเด่นและแตกต่างจากพลาสติกสำหรับงานฉีดทั่วไป จุดเด่นของเม็ดพลาสติก P902J ได้แก่ บางลงแต่แข็งแรงขึ้น ช่วยลดปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกในกระบวนการผลิตแต่เพิ่มประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์ให้บางลงและน้ำหนักเบา แต่ในขณะเดียวกันกลับมีความแข็งแรงทนทาน (High Toughness) และมีความเหนียวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 - 60 ทำให้ไม่กรอบแตกง่ายเมื่อใช้งาน และยังลดการบิดตัว (More Isotropic Shrink) ทำให้บรรจุภัณฑ์ไม่บิดงอ ผู้บริโภคใช้งานง่าย นอกจากนี้ยังมีความใสและความเงา (High Transparency) ทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าน่าหยิบจับใช้งาน ซึ่งการที่บรรจุภัณฑ์มีขนาดบางและน้ำหนักเบาลงยังช่วยให้ขนส่งได้จำนวนมากขึ้นอีกด้วย เพิ่มกำลังการผลิต จุดเด่นเรื่องการไหลตัวสูง (High Flowability) และ การเซ็ตตัวเร็ว (Faster Demolding) ส่งผลดีต่อระบบการผลิตโดยตรง ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม หรือสามารถลดเวลาในการฉีดขึ้นรูปได้ประมาณร้อยละ 5 - 10 ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ด้วยความสามารถในการไหลตัวที่สูงและเช็ตตัวเร็วทำให้พลังงานที่ใช้ในกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระบวนการผลิตเม็ดพลาสติก ไปจนถึงกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ ใช้พลังงานในการผลิตน้อยลง และยังง่ายต่อการผลิตชิ้นงานที่บาง ทำให้ใช้เวลาขึ้นรูปสั้นลงประมาณอย่างน้อย 5 เท่าเมื่อเทียบขนาดการใช้งานเดียวกัน นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่บอกว่าความพยายามในการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการทุ่มเทวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติก P902J ทำได้จริงและคุ้มค่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่กำลังมองหานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถตอสนองความต้องการของผู้บริโภคไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ่านข้อมูลสินค้า P902Jเพิ่มเติมได้ที่https://www.scgchemicals.com/th/products-services/product-type/pp/pp-homopolymer​
คืนบ้าน คืนชีวิตสู่ท้องทะเล เพื่อชุมชนยั่งยืน

คืนบ้าน คืนชีวิตสู่ท้องทะเล เพื่อชุมชนยั่งยืน

วันที่: 13 ก.ย. 2559

ชุมชนเนินฆ้อ จ.ระยอง วันนี้บ้านเนินฆ้อของฉันคึกคักกว่าทุกวัน เพราะที่นี่กำลังจะมีงาน “สู่ปีที่ 5 บ้านปลา ชุมชนยั่งยืน” และลุงสำออย ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านของเราก็ได้รับเชิญไปเป็นตัวแทนพูดคุยบนเวทีด้วยเวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ จำได้ว่าเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนฉันอายุ 16 ฉันเห็นลุงสำออยชวนพวกผู้ใหญ่ในชุมชนมารวมตัวพูดคุยกันเพื่อหาทางฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายฝั่งของบ้านเราเพราะกลุ่มประมงพื้นบ้านของเราจับปลาได้น้อยลงทุกวัน ๆ หรือไม่ เราก็ต้องออกเรือไปไกลขึ้นถึงจะได้ปู ปลา กลับมา โครงการหนึ่งที่ชุมชนของเราลองทำคือการสร้างบ้านปลาให้เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำเล็ก ๆ โดยทำจากสิ่งที่เราหาได้ในชุมชน เช่น ซังเชือก ยางรถยนต์ จากนั้นก็ได้บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ เข้ามาพูดคุยและชวนให้ชุมชนเราลองทำบ้านปลาจากท่อ PE100 หน้าตาของบ้านปลาแปลกไปกว่าที่เราเคยทำกันมา เขาเอาท่อสีดำมาเรียงต่อกันขึ้นไปเป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนหลังคาบ้านคน ซึ่งกว่าจะได้บ้านปลาแบบนี้ พี่ ๆ จาก เอสซีจี เคมิคอลส์ เข้ามาปรึกษากับกลุ่มประมงพื้นบ้านของเราอยู่ตลอด และค่อย ๆ ปรับแก้จนได้บ้านปลาที่เราทุกคนพอใจ ทุกครั้งที่มีกิจกรรมทำบ้านปลาจะมีทั้งชุมชนของเราและ พี่ ๆ จากเอสซีจี เคมิคอลส์ มาร่วมกันทำบ้านปลาและช่วยกันยกไปใส่เรือประมงเพื่อนำไปวางในพื้นที่ที่กำหนดไว้ ตอนที่ฉันได้ออกเรือไปวางบ้านปลาในทะเลครั้งแรก ตื่นเต้นมาก ถึงจะเคยออกเรือไปกับพ่อแม่หลายครั้ง แต่การได้เอาบ้านปลาไปวางในทะเล แล้วคอยเฝ้าดูว่าผลจะเป็นยังไงน้า ตื่นเต้นกว่าอีก นอกจากการทำบ้านปลา ลุงสำออยยังชวนชาวชุมชนเราดูแลพื้นที่รอบชายฝั่ง เช่น เก็บขยะ ปลูกป่าโกงกาง ส่วนพื้นที่ที่เราเอาบ้านปลาไปวางนั้น ผู้ใหญ่ก็คุยกันว่าชุมชนจะต้องช่วยกันดูแล เพื่อให้ปลารู้สึกว่าที่ตรงนั้นเป็นบ้านที่ปลอดภัย จะได้เข้ามาวางไข่และเติบโต ทุกคนตกลงกันว่าจะไม่จับปลาในเขตพื้นที่ที่วางบ้านปลา และจะช่วยกันป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปจับปลาในบริเวณนั้นเป็นอันขาด เพื่อจะได้เป็นแหล่งเพาะพันธ์สัตว์น้ำที่สมบูรณ์ของบ้านเรา ผ่านไปแค่ 4 ปี บ้านปลาที่พวกเราเอาไปวางมีปลามาอยู่เต็มไปหมดเลย เวลาพวกเราดำน้ำลงไปดูก็เห็นว่ามีปลาและสัตว์น้ำหลายชนิดมาอาศัยอยู่ในนั้น แต่ที่น่าดีใจกว่าก็คือเรือประมงพื้นบ้านของเราจับปลาได้มากขึ้น ทั้งที่ไม่ต้องออกเรือไปไกลบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราก็ดีขึ้น เรื่องนี้ทำให้คนรุ่นใหม่อย่างฉันได้เรียนรู้ว่าการดูแลท้องทะเลสำคัญกับลูกประมงอย่างเรามากแค่ไหน ทะเลไม่ใช่แค่บ้านของปลา แต่คือบ้านของพวกเราด้วย และที่สำคัญคือความร่วมมือของหลาย ๆ คนมีส่วนช่วยให้โครงการนี้เป็นจริงขึ้นได้ เหมือนกับวันนี้ที่ทั้งหน่วยงานราชการ ชุมชน และเอสซีจี เคมิคอลส์ มาจัดกิจกรรม “สู่ปีที่ 5 บ้านปลา ชุมชนยั่งยืน” ฉันรู้สึกดีใจที่มีคนมองเห็นความพยายามของชุมชนเราที่จะฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีเหมือนเดิม และคอยช่วยสนับสนุนโครงการนี้มาตลอด นอกจากพวกเราจะได้ร่วมกันทำบ้านปลาแล้ว พี่ ๆ เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังแนะนำให้เราถ่ายทอดภูมิปัญญาของประมงพื้นบ้าน โดยจัดตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้วิถีประมงชุมชนเนินฆ้อ” เพื่อส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ที่เราได้ทำกันมาไปยังชุมชนอื่น ๆ ภายในศูนย์ฯ จะมีทั้งบอร์ดนิทรรศการเล่าถึงชีวิตประมงพื้นบ้าน และเรื่องความสำเร็จของโครงการบ้านปลา อีกไม่นานคงมีกลุ่มประมงจากที่อื่น ๆ รวมถึงผู้สนใจและผู้รักทะเลไทยมาแวะชมและศึกษาหาความรู้ พวกผู้ใหญ่มีไอเดียจะทำเรือประมงท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย น่าสนุก ฉันคนหนึ่งล่ะที่จะอาสาเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวประจำเนินฆ้อ ฉันประทับใจคำพูดของลุงสำออยในวันนี้มาก ลุงบอกว่า “ถ้าทุกคนมาระดมความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา เคารพกติกา เราก็จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน” ฟังแล้วก็นึกถึงภาพผู้ใหญ่ในชุมชนประชุมกันทุกเดือน ลุงสำออยพูดบ่อย ๆ ว่า ชุมชนจะเข้มแข็งยั่งยืน ต้องพึ่งพาตัวเองได้ ชุมชนต้องเป็นคนเริ่มต้นโครงการดี ๆ แล้วค่อยหาการสนับสนุนจากรัฐหรือเอกชน อย่างเอสซีจี เคมิคอลส์ นี่ช่วยสนับสนุนโครงการที่ชุมชนคิดเอง ทำเองหลายโครงการ ฉันคิดว่าการสนับสนุนแบบนี้ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้จริง ๆ แล้วคนในชุมชนก็ภูมิใจด้วย งานวันนี้ผ่านไปด้วยดี ทุกคนยิ้ม มีความสุข ฉันเองก็ยิ้มกว้างไม่แพ้ใคร และบอกกับตัวเองว่า ฉันจะรักษาและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาการทำประมงพื้นบ้านต่อไป พวกเราจะได้มีแหล่งทำกินที่อุดมสมบูรณ์และมีระบบนิเวศทางทะเลที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป วัสดุและรูปแบบในการสร้างบ้านปลา บ้านปลาจากเอสซีจี เคมิคอลส์ ทำจากท่อพอลิเอทีลีน (EL-LeneTM H1000PC) หรือท่อ PE ที่ผ่านกระบวนการทดสอบเม็ดพลาสติกของบริษัทและผ่านการทดสอบคุณสมบัติท่อจากสถาบัน VTT, Finland และสถาบันอื่น ๆ ทั่วโลก ในด้าน SFS-EN ISO 8795:2001 โดยนำน้ำที่สกัดสารเคมีออกจากท่อมาทดสอบหาสารอันตราย และทดสอบเรื่องกลิ่นหรือสารปนเปื้อนจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่าปลอดภัยไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังมีคุณสมบัติที่ทนต่อการกัดกร่อนและแรงดันได้สูง ทำให้มีอายุใช้งานได้นาน รูปแบบ วิธีการทำและวางบ้านปลา นำท่อ PE100 ขนาด 110 มม.มาเชื่อมต่อเป็นบ้านปลา ขนาดประมาณ 2 ตารางเมตร ต่อหลัง (กว้าง 1.2 เมตร ยาว 1.2 เมตร สูง 1.1 เมตร) น้ำหนัก 250 กิโลกรัม จากนั้น นำบ้านปลาไปจัดวางใกล้กันอย่างน้อย 10 หลัง (พื้นที่ประมาณ 20 ตารางเมตรต่อกลุ่ม) และถ่วงบ้านปลาโดยใช้ลูกปูนน้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัมวางไว้ที่ฐานบ้านปลา ซึ่งพื้นที่การวางบ้านปลาจะอยู่ในรัศมีของการทำประมงพื้นบ้าน (เรือเล็ก) เพื่อให้กลุ่มประมงพื้นบ้านสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ประโยชน์ของบ้านปลา สร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งในแง่ชนิดและจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มาอาศัยอยู่บริเวณบ้านปลาที่วาง ไม่น้อยกว่า 10 ชนิด ได้แก่ ปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาข้างเหลือง ปลาเก๋า ปลาสละ ปลากุแล ปูจั๊กจั่น ปูหิน หอยแมลงภู่ และปลาสวยงาม เช่น ปลาหูช้าง ปลากระเบน ปลาโฉมงาม สามารถเพิ่มแหล่งทำประมงใกล้ชายฝั่ง และเพิ่มพื้นที่ในการอยู่อาศัย อนุบาล หลบภัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล ได้ไม่น้อยกว่า 1,600 ตารางเมตรต่อปี จากการจัดโครงการนี้ สามารถสร้างเครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล ได้มากกว่า 1,000 คนต่อปี สู่ปีที่ 5 โครงการบ้านปลา ปี 2555 เริ่มโครงการบ้านปลาในเดือนธันวาคม โดยวางบ้านปลาจำนวน 10 หลังในพื้นที่อ.แกลง จ.ระยอง ปี 2556 วางบ้านปลาเพิ่มอีก 90 หลังในพื้นที่จ.ระยอง พร้อมประกาศความสำเร็จในการวางบ้านปลาครบ 100 หลังในงาน"หาดงามตา ปลากลับบ้าน เอสซีจี 100ปี บ้านปลา100หลัง” ในโอกาสครบรอบ 100ปีของเอสซีจี ปี 2557 วางบ้านปลาเพิ่มอีก 100 หลัง ในพื้นที่จ.ระยองและขยายสู่พื้นที่จ.ชลบุรีเป็นครั้งแรก ปี 2558 วางบ้านปลาเพิ่มอีก 170 หลัง ในพื้นที่จ.ระยองและจ.ชลบุรี ปี 2559 ตั้งเป้าสร้างบ้านปลาเพิ่มอีก 400 หลัง ในพื้นที่จ.ระยองและจ.ชลบุรี
PVC Resin SG500 พีวีซีหลอมง่าย ไหลเร็ว ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

PVC Resin SG500 พีวีซีหลอมง่าย ไหลเร็ว ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่: 13 ก.ย. 2559

ในกระบวนการฉีดขึ้นรูปชิ้นงานพลาสติกพีวีซี (Injection) โดยเฉพาะชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ เช่น ข้อต่อท่อระบายน้ำขนาดตั้งแต่ 80 มิลลิเมตรขึ้นไป หรือชิ้นงานที่ต้องการผนังบาง น้ำหนักเบาและมีรูปร่างซับซ้อนมากเป็นพิเศษ เช่น ข้อต่อสำหรับรางน้ำฝน มักจะเกิดชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์จากกระบวนการผลิตค่อนข้างมาก ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการฉีดชิ้นงานไม่เต็มแบบเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าพีวีซีเรซิน K-58 ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนั้นมีความหนืดจึงทำให้ชิ้นงานเกิดตำหนิต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ฉีดชิ้นงานไม่เต็มแบบ (Short Shot), ชิ้นงานมีรอยไหม้ (Burnt), รอยพ่น (Jetting) และ ผิวด้านไม่มันเงา (Matting) แม้ว่าจะมีระบบการจัดการของเสียที่ดีก็ตาม เช่น การนำชิ้นงานเหล่านั้นกลับมาบดเพื่อหลอมขึ้นรูปใหม่ แต่กระบวนการเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อต้นทุนในการผลิตเช่นกัน ดังนั้นจึงมีความต้องการพีวีซีที่หลอมง่ายและมีความสามารถในการไหลตัวที่ดีมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงพัฒนาพลาสติกพีวีซีเรซินเกรดใหม่ นั่นคือ SG500 ซึ่งเป็นพีวีซีเรซินที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำมาก (ค่า K-Value = 50 หรือ Degree of Polymerization = 450) ทำให้มีคุณสมบัติด้านการไหลที่ดีเยี่ยมและใช้เวลาในการหลอมที่เร็วกว่าพีวีซีเรซิน K-58 สำหรับงานฉีดแม่แบบ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้งานในลักษณะงานฉีดแม่แบบขนาดใหญ่ เช่น ข้อต่อท่อระบายน้ำขนาดตั้งแต่ 80 มิลลิเมตรขึ้นไป หรือ ข้อต่อสำหรับรางน้ำฝน โดยอาจใช้ SG500 ทดแทนพีวีซีเรซินเดิมทั้งหมด หรือใช้ในลักษณะการใส่ทดแทนพีวีซีเรซินเกรดเดิมบางส่วนในสูตรการผลิต ทั้งนี้ สูตรการผสมขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตต้องการ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยลดเวลาการหลอมและการฉีดแม่แบบให้สั้นลงจึงสามารถลดการใช้พลังงาน ทั้งยังช่วยลดความสูญเสียจากชิ้นงานที่ไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะการฉีดงานไม่เต็มแบบได้ถึงร้อยละ 40-60 และช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตได้ร้อยละ 5-15 จึงเห็นได้ชัดว่าพลาสติกพีวีซีเรซิน SG500 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้นและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตที่เคยเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ คลิกดูข้อมูลเกรด SG500 คลิกPVC Resin SG500 สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ : คุณนันทวุฒิ ศิริธร Technical Service & Development Engineer บริษัท เอสซีจี พลาสติกส์ จำกัด โทร +66 2586 1144 Fax : +66 2586 5514 อีเมล : nantawus@scg.com
Sky Visualizer Robot หุ่นยนต์บินสำรวจเพื่อยกระดับความปลอดภัยในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

Sky Visualizer Robot หุ่นยนต์บินสำรวจเพื่อยกระดับความปลอดภัยในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

วันที่: 13 ก.ย. 2559

ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจต้องมีการสำรวจเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงานอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งในอุปกรณ์ที่สำคัญคือ ปล่องไฟในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ Flare Stack ที่นอกจากมีเปลวไฟลุกอยู่ตลอดเวลาแล้วยังมีความสูงตั้งแต่ 30-150 เมตร หรือเทียบเท่าความสูงของตึก 40 ชั้น ซึ่งการใช้คนสำรวจสภาพของปล่องไฟมีข้อจำกัดหลายอย่าง เนื่องจากอุณหภูมิที่ปลายปล่องสูงถึง 1,300 องศาเซลเซียส ดังนั้นการตรวจสภาพปล่องไฟของโรงงานจึงสามารถทำได้เฉพาะตอนหยุดโรงงานเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่ (Turnaround) ซึ่งอาจจะสำรวจได้เพียงทุก ๆ 5-6 ปีครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ การตรวจสภาพโดยใช้คนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้เนื่องจากต้องปีนขึ้นไปตรวจสอบบริเวณปากปล่องที่สูงมากและยากต่อการเข้าไปสำรวจ เอสซีจี เคมิคอลส์ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ครบวงจรซึ่งดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนความคิดริเริ่มด้านนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย (Safety Innovation Initiative) จึงคิดค้น วิจัยและพัฒนา Sky Visualizer Robot นวัตกรรมหุ่นยนต์บินสำรวจขึ้นโดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของผู้ปฏิบัติงานและชุมชนเป็นสำคัญ หลายท่านอาจสงสัยว่า Sky Visualizer Robot กับโดรนทั่วไปแตกต่างกันอย่างไร ขออธิบายดังนี้ จริงอยู่ที่ในปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับอย่างแพร่หลายในหลากหลายอุตสาหกรรม แต่การนำโดรนมาใช้ในงานสำรวจปล่องไฟของโรงงานปิโตรเคมีมีความเสี่ยงเนื่องโดรนทั่วไปจากไม่มีระบบความปลอดภัยที่เพียงพอ เช่น หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นไม่ว่าจะจากการบังคับด้วยมือหรือการสูญเสียการควบคุมระหว่างการบินโดรนอาจตกไปในจุดที่เป็นอันตรายของโรงงานปิโตรเคมี ในละแวกชุมชนหรือบนถนน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ในขณะที่ Sky Visualizer Robot ได้รับการพัฒนาให้สามารถทำงานในโหมดนักบินอัตโนมัติ (Autopilot) ที่เน้นความปลอดภัย สามารถวางแผนการบินเพื่อป้องกันจุดเสี่ยงและมุมอับได้ก่อนขึ้นบิน และสามารถปรับเปลี่ยนพิกัดเส้นทางการบินได้ ที่สำคัญที่สุดคือมีระบบความปลอดภัยที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัดทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบินสำรวจ ระบบความปลอดภัยของ Sky Visualizer Robot ที่พิเศษและแตกต่างจากโดรนทั่วไป ได้แก่ 1. สามารถกำหนดแผนการบินล่วงหน้าได้และป้องกันการบินเข้าสู่จุดเสี่ยงและมุมอับสัญญาณ 2. สามารถกำหนดขอบเขตการบินและกำหนดพื้นที่ที่ปลอดภัยในการตกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 3. สามารถกลับมาที่จุดเริ่มต้นโดยอัตโนมัติ กรณีที่สัญญาณควบคุมขาดหายหรือแบตเตอรี่อ่อน 4. ผู้ควบคุมสามารถทำการควบคุมด้วยตนเอง กรณีที่ Autopilot มีปัญหาหรืออับสัญญาณ GPS 5. ออกแบบ failure-proof ด้วยการใช้ multiprocessor ควบคุมด้วยคลื่นความถี่หลายย่าน และระบบ GPS ความแม่นยำสูงรับสัญญาณจากหลายแหล่ง เห็นได้ว่าคุณสมบัติอันโดดเด่นของ Sky Visualizer Robot ทำให้หุ่นยนต์สามารถบินสำรวจปล่องไฟในโรงงานปิโตรเคมีโดยที่ไม่ต้องหยุดการทำงานของของทั้งโรงงาน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างดีเยี่ยมและที่สำคัญคือ มีความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานและชุมชนโดยรอบโรงงาน โดย Sky Visualizer Robot ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพการทำงานและประสิทธิภาพความปลอดภัยแล้วจากการใช้ในงานบินสำรวจที่โรงงานในเอสซีจี เคมิคอลส์ อย่างไรก็ตาม เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังมีแผนที่จะพัฒนา Sky Visualizer Robot ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อใช้กับงานบินสำรวจในอุตสาหกรรมที่เน้นเรื่องความปลอดภัยในระดับสูงต่อไป หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม : ติดต่อหน่วยงาน Industrial Solutions คุณปิยะวุฒิ วงศเลิศวิทย์ piyavudv@scg.com
เส้นใยสององค์ประกอบ (Bi-Component Fiber) สำหรับสินค้า Disposable Hygiene ที่ต้องการความนุ่มเป็นพิเศษ

เส้นใยสององค์ประกอบ (Bi-Component Fiber) สำหรับสินค้า Disposable Hygiene ที่ต้องการความนุ่มเป็นพิเศษ

วันที่: 1 เม.ย. 2559

จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสินค้าประเภท Disposable Hygiene โดยเฉพาะผ้าอ้อม และผ้าอนามัยตามจำนวนของประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงลักษณะและความต้องการของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยมีการให้ความสำคัญและใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ก่อให้เกิดการแข่งขัน อย่างสูงในกลุ่มสินค้าเหล่านี้ ทำให้ผู้ผลิตสินค้ามีการปรับตัวโดยพยายามนำเสนอคุณสมบัติเด่นของ ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งซึ่งคุณสมบัติหนึ่งที่ถือเป็นจุดขายของสินค้าประเภทนี้คือ ความนิ่มของ ผิวสัมผัสที่จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายขณะสวมใส่ รวมถึงลดการระคายเคืองระหว่างผิวหนังกับผลิตภัณฑ์ การเพิ่มความนุ่มให้กับผ้า Nonwoven ของชั้นผิวหน้า (Top Sheet) ซึ่งเป็นชั้นที่สัมผัสกับผิวหนังของผู้ใช้โดยตรง ทำได้โดยการใช้เส้นใยชนิดสององค์ประกอบ (Bi-Component Fiber) มาทดแทนเส้นใย PP Spunbond แบบเดิม ดังนั้นเพื่อตอบสนองแนวโน้มของตลาดและความต้องการของผู้บริโภค เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงมุ่งมั่นพัฒนาเม็ดพลาสติกประเภทโพลิเอททีลีนชนิด ความหนาแน่นสูงสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเส้นใยสององค์ประกอบ เพื่อ นำไปใช้เป็นผ้า “Nonwoven” สำหรับชั้นผิวหน้าของผ้าอ้อมหรือผ้าอนามัยที่ต้องการความนุ่มเป็นพิเศษต่อไป สำหรับเส้นใยชนิดสององค์ประกอบมีโครงสร้างเส้นใยสองชั้น โดยชั้นใน (Core) มักจะใช้โพลิโพรไพลีน (Polypropylene, PP) หรือ โพลิเอททีลีนทาเลฟทาเลต (Polyethylene Tarephthalate, PET) เป็นวัตถุดิบหลัก ส่วนชั้นนอก (Sheath) จะถูกเคลือบด้วยโพลิเอททีลีนชนิดความหนาแน่น สูง (High-Density Polyethylene, HDPE) เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสของเส้นใยที่นุ่มขึ้น ในขณะที่ยังสามารถรักษาสมบัติเชิงกลของเส้นใยไว้ได้ตามเดิม เอสซีจี เคมิคอลส์มีการผลิตสินค้า EL-Lene H103S ขึ้น เพื่อใช้เป็นเม็ดพลาสติกสำหรับผลิต เส้นใยชนิดสององค์ประกอบโดยเฉพาะ โดยจากการวิจัยและพัฒนาในเชิงลึกทำให้นอกจากจะได้สัมผัสที่นิ่มนวลของเส้นใยที่ดีกว่า PP Spunbond แล้ว เส้นใยชนิดสององค์ประกอบนั้นยังมีคุณสมบัติที่โดดเด่นอื่น ๆ เช่น มีความยืดหยุ่นที่ดีมีความสามารถในการส่งผ่านของน้ำและอากาศที่ดี ทำให้ลดความอับชื้นของผ้า Nonwoven ที่ผิวหน้าของผ้าอ้อมหรือ ผ้าอนามัย รวมไปถึงไม่มีสารตกค้างที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองกับผิวหนังของผู้ใช้งาน นอกจาก EL-Lene H103S จะผลิตมาเพื่อเส้นใยชนิดสององค์ประกอบแล้ว ยังสามารถนำ EL-Lene H103S ไปใช้ในงานเส้นใยสั้น (Staple Fiber) หรือ ผ้า Nonwoven อื่น ๆ ที่ต้องการความนิ่ม (Soft Touch) เป็นพิเศษได้ด้วยเช่นกัน เส้นใยชนิดสององค์ประกอบจึงเป็นตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่ต้องการตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดนั่นเอง คลิกที่นี่เพื่ออ่านข้อมูลสินค้าEL-Lene H103Sเพิ่มเติม