P348S นวัตกรรมเพื่อบรรจุภัณฑ์ปลอดภัย แบบ Freeze to Heat

P348S นวัตกรรมเพื่อบรรจุภัณฑ์ปลอดภัย แบบ Freeze to Heat

วันที่: 30 ต.ค. 2558

ในชีวิตของคนเมืองที่วันๆ ต้องรีบเร่ง เวลาส่วนใหญ่ของเราหมดไปกับรถติดบนถนนทั้งเช้า-เย็น งานที่ยุ่งตลอดทั้งวันทำให้บ่อยครั้งต้องพึ่งพาอาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งตามร้านสะดวกซื้อเพราะความสะดวกสบายเพียงอุ่นร้อนด้วยไมโครเวฟก็ได้รับประทาน รวดเร็วทันใจ และรสชาติได้มาตรฐาน แต่เราเคยสงสัยบ้างไหมว่า อาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งนั้น มีสารอาหารครบถ้วนเหมือนอาหารปรุงสุกใหม่หรือไม่ และปลอดภัยจากสิ่งปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์แค่ไหน เมื่อนำไปอุ่นร้อนในไมโครเวฟ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถบริโภคอาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งได้อย่างปลอดภัย เราจึงไปค้นหาคำตอบตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่า บรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็งผลิตจากอะไร ปลอดภัยต่อสุขภาพของคนเรามากน้อยแค่ไหน ซึ่งคงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีเท่าผู้ผลิตเม็ดพลาสติก วัตถุดิบสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็งนั่นเอง เอสซีจี เคมิคอลส์ ตอบคำถามของเราโดยเล่าถึงการพัฒนาเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในปัจจุบันว่ามีความก้าวหน้าอย่างมาก เม็ดพลาสติกหลายประเภทมีคุณสมบัติพิเศษ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง เช่น โพลีเอสเตอร์ (Polyester :PET) เหมาะสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการความใสอย่างขวดบรรจุน้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำมันพืช หรือ โพลีเอททีลีน (Polyethylene:PE) มีจุดหลอม เหลวต่ำและราคาถูก จึงถูกนำมาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับการนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งนั้น เม็ดพลาสติกต้องมีความพิเศษมากขึ้นไปอีกเพราะต้องตอบโจทย์ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบที่พร้อมใช้ในกระบวนการผลิตจะช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการผลิต ด้านการใช้งานบรรจุภัณฑ์ก็ต้องมีคุณสมบัติทนต่ออุณหภูมิเย็นจัดและร้อนจัดได้ โดยไม่เปลี่ยนรูปทรง ไม่หลอม ไม่ยวบ และไม่แตก เรียกว่าทนทุกอุณหภูมิตั้งแต่ Freeze to Heat รวมทั้งต้องทนทานต่อการกระแทกระหว่างขนส่ง ต้องไม่ดูดซึมสารอาหาร กลิ่น และส่วนประกอบของอาหาร จนทำให้รสชาติ หรือคุณค่าของอาหารสูญเสียไป สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค สุดท้ายเมื่อผ่านการใช้งานแล้วก็ต้องสะดวกต่อการทำลาย คุณสมบัติมากมายนี้อาจดูเป็นเรื่องยาก แต่กลับเป็นโจทย์ท้าทายให้ทีมนักวิจัยของเอสซีจี เคมิคอลส์ พัฒนาคิดค้นเม็ดพลาสติกให้ตอบทุกโจทย์ จนกระทั่งได้เม็ดพลาสติกคุณสมบัติพิเศษ P348S ที่สามารถนำไปผ่านกระบวนการ Thermoformขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารได้ทันที ทำให้การผลิตบรรจุภัณฑ์สะดวก และประหยัดเวลายิ่งขึ้น ผลิตแล้วได้บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ลดการสูญเสียระหว่างผลิตได้เป็นอย่างดี บรรจุภัณฑ์จาก P348S นี้ ยังถูกออกแบบมาให้เหมาะกับอาหารเอเชีย ที่มีความหวานและความมัน จากส่วนผสมของกะทิ น้ำมัน และน้ำตาลในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิของอาหารมีจุดเดือดสูงกว่าปกติเมื่อผ่านความร้อน บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรองรับความต้องการของตลาดในจุดนี้ให้ได้ เม็ดพลาสติก P348S เจาะจงตอบโจทย์ความต้องการนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากสามารถทนอุณหภูมิสูงถึง 130 องศาเซลเซียส และทนความเย็นในการแช่แข็งได้ต่ำสุดถึง -40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้น้ำในอาหารแข็งตัวอย่างฉับพลัน เกิดผลึกน้ำแข็งที่เล็กและละเอียด จึงสามารถรักษาคุณค่าทางอาหาร เนื้อสัมผัส และรสชาติอาหารได้ดี ต่างจากการแช่เย็นปกติที่เกิดผลึกน้ำแข็งอย่างช้าและใหญ่ ทำให้เนื้อสัมผัส คุณค่าทางอาหาร และรสชาติเสียไป P348S จึงมีคุณสมบัติทนต่ออุณหภูมิตั้งแต่เย็นจัดจนร้อนจัด หรือ Freeze to Heat ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ P348S ยังเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น เพราะผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานคุณสมบัติจากทั้งในไทยและต่างประเทศว่าปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแน่นอน ได้แก่ EU Food Contact Regulation No. 10/2011, Specific Migration of Simulant, Thailand Food Contact : TIS 656 or Notification No. 295, FDA 21 CFR 177.1520 และ Packaging & Packaging Waste Directive (Directive 94/62/EC) เมื่อได้คำตอบจนมั่นใจแล้วว่าบรรจุภัณฑ์ปลอดภัยแน่นอน เพราะผลิตจากเม็ดพลาสติกคุณสมบัติพิเศษ เราก็ยังค้นหาคำตอบต่อไปอีกว่า กระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งมีขั้นตอนอย่างไรกว่าจะมาถึงผู้บริโภคอย่างเรา กระบวนการผลิตอาหารแช่แข็งเริ่มจากนำอาหารปรุงสำเร็จร้อนๆ บรรจุใส่ภาชนะพลาสติกหลายรูปแบบ ทั้งแบบถ้วยและแบบถาด ก่อนนำไปทำให้เย็นจัดในอุณหภูมิติดลบอย่างรวดเร็วเรียกว่ากระบวนการแช่เยือกแข็งซึ่งเป็นวิธีถนอมอาหารที่มีประสิทธิภาพสูงมากวิธีหนึ่ง สามารถรักษาคุณค่าของสารอาหารได้ดีทำให้หน้าตาของอาหารคงความสดใหม่น่ารับประทาน อาหารแช่แข็งจึงมีคุณค่าสารอาหารสำหรับร่างกายอยู่ จากนั้นอาหารแช่แข็งจะถูกจัดเรียงเพื่อขนส่งไปยังร้านจำหน่ายโดยรักษาความเย็นไว้ที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส พนักงานประจำร้านจะจัดเรียงเข้าสู่ตู้แช่เย็น/แข็ง เมื่อเราไปซื้อจึงนำออกมาอุ่นในไมโครเวฟพร้อมเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภค เราได้เห็นแล้วว่า กว่าอาหารแช่แข็งจะถึงมือผู้บริโภคต้องผ่านหลากหลายกระบวนการที่มีสภาวะต่างๆ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างมาก บรรจุภัณฑ์ต้องทนทั้งความเย็นจัดและร้อนจัดได้ดี เพื่อให้เวลาจัดเรียงซ้อนกันในอุณหภูมิติดลบระหว่างขนส่งจะไม่กรอบหรือแตกหัก และทันทีที่เปลี่ยนอุณหภูมิเป็นร้อนจัดในไมโครเวฟ ก็ต้องไม่หลอมละลายหรือบิดเบี้ยวเสียรูปอาหารจึงถึงมือผู้บริโภคอย่างอร่อยและปลอดภัย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็งให้มีความก้าวหน้า สอดคล้องกับความทันสมัยของเทคโนโลยีทางอาหารและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค โดยเฉพาะความปลอดภัยต่อสุขภาพ ผู้บริโภคอย่างเราจึงมั่นใจและสบายใจได้ทุกมื้อเมื่อต้องอุ่นอาหารแช่แข็งเพื่อรับประทาน อ่านข้อมูลสินค้า P348S เพิ่มเติมได้ที่https://www.scgchemicals.com/th/products-services/product-type/pp/pp-block-copolymer
วิจัยและพัฒนา…สร้างมูลค่าเพิ่มไม่รู้จบ

วิจัยและพัฒนา…สร้างมูลค่าเพิ่มไม่รู้จบ

วันที่: 30 มิ.ย. 2558

ปัจจุบันโลกหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายในขณะเดียวกันความต้องการเหล่านั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน สิ่งที่ท้าทายผู้ผลิตในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือ ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาสินค้าและบริการให้มีความพิเศษ ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ดำเนินกลยุทธ์การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มหรือ HVA (High Value Added Products and Services)มาอย่างต่อเนื่อง โดยส่งมอบสินค้าและบริการทีให้มูลค่าเพิ่มให้กับคู่ค้า ช่วยต่อยอดธุรกิจ รวมถึงช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภคและผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมด้วย การจะได้มาซึ่งสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มนั้น ปัจจัยสำคัญ ก็คือ “การวิจัยและพัฒนา” (Research & Development) ทีมงานด้านวิจัยและพัฒนาของเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้คิดค้น และทดลองหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและผู้บริโภคปลายทาง โดยผสานทั้งองค์ความรู้จากภายในองค์กร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำระดับโลกโดยปัจจุบัน เอสซีจี เคมิคอลส์ มีนักวิจัย และบุคลากรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 433 คน โดยมีนักวิจัยระดับ Ph.D กว่า 66 คน ทั้งนี้ได้จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม” หรือ ASTEC (Advanced Sciences and Technology Center) ขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งนอกจากศูนย์ ASTEC แล้ว ยังมีศูนย์เพื่อการวิจัยและพัฒนาอีกหลายแห่ง เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมกับสถาบันชั้นนำระดับโลก เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังขับเคลื่อนงานด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่านเครือข่ายความร่วมมือชั้นนำระดับโลก (R&D Collaboration) เช่น ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในการก่อตั้ง ศูนย์ “SCG - University of Oxford Centre of Excellence” ขึ้น เมื่อปี 2011 และในปี 2014 เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ซื้อหุ้นบริษัท Norner Holding AS ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ชำนาญการด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีการพัฒนาวัสดุพลาสติกและโพลิเมอร์ ด้วยงบประมาณกว่า340 ล้านบาท เพื่อร่วมศึกษาด้านเทคนิคการผลิตและคิดค้นสิ่งใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกและโพลิเมอร์ ความทุ่มเทที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพื่อสรรสร้างสิ่งที่ดีกว่า งานวิจัยและพัฒนาจากเอสซีจี เคมิคอลส์ ครอบคลุมถึงความต้องการของลูกค้า และตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี โดยมีสิทธิบัตรที่ยื่นขอจดทะเบียนแล้วทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศรวมกว่า 93 สิทธิบัตร ซึ่งในปี 2015 เอสซีจี เคมิคอลส์ มีงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 2,100 ล้านบาท โดยมีการพัฒนาสินค้า HVA อย่างต่อเนื่อง เช่น นวัตกรรมวัสดุนาโน (Nano Materials) เพื่อนำไปผลิตสินค้า HVA หลากหลายประเภท (Application) ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ในขณะที่ใช้ปริมาณเม็ดพลาสติกน้อยลง นวัตกรรมฟิล์มพลาสติกชนิดพิเศษที่มีความใสและปิดผนึกได้ดี เหมาะต่อการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าให้บางเบาแต่ทนทานยิ่งขึ้น ยืดอายุการใช้งาน ถนอมคุณภาพของสินค้าภายใน “อิมิสโปร” (emisspro®) นวัตกรรมสารเคลือบเตาเผาในอุตสาหกรรม ช่วยลดพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตได้ถึง 2-6% สำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้เตาเผาที่ทนความร้อนสูง เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เซรามิคและเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมด้านต่างๆ เช่น การเปลี่ยนกากตะกอนจุลินทรีย์ให้เป็นมูลไส้เดือนดิน ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการจัดการของเสียให้มีมูลค่า การสร้างหุ่นยนต์ตรวจสอบงานการผลิตในโรงงาน ทดแทนการใช้คนลงตรวจสอบในพื้นที่แคบ และเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย เป็นต้น