นวัตกรรมพลาสติกกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์

นวัตกรรมพลาสติกกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์

วันที่: 1 ก.ค. 2557

ปัจจุบันทั่วโลกเกิดการตื่นตัวเรื่องการดูแลสภาพแวดล้อมมากขึ้นในทุกภาคส่วนโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรปออกระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (The Restriction of the use of certain Hazardous Substance in electrical and electronic equipment; RoHS) เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น มีการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งและในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ยังตื่นตัว และให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ทั้งการผลิตชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานระดับสากลการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดจนดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกวันนี้ปัญหามลพิษทวีความรุนแรงขึ้น ทรัพยากรถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองจนอาจหมดลงในไม่ช้า ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่มีความผันผวน จึงทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้มากขึ้นควบคู่ไปกับการคิดค้นรถพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ทางด้านผู้บริโภคก็มีพฤติกรรมในการซื้อรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกันโดยมีความรอบคอบในการซื้อมากขึ้น เลือกรถยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัดคล่องตัวและประหยัดน้ำมัน จึงไม่แปลกใจเลยที่ในช่วง 4-5 ปีนี้รถยนต์พลังงานทางเลือกและรถประหยัดพลังงาน (Eco Car) ถูกจับตาและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้นโดยเฉพาะในประเทศไทย Eco Car ทางเลือกใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รัฐบาลไทยผลักดันและส่งเสริมโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากลหรือ Eco car ขึ้นในปี 2550 ด้วยแนวคิด Ecological friendly car for modern society หรือรถยนต์ที่มีความเป็นมิตรต่อระบบนิเวศน์สำหรับสังคมทันสมัยภายใต้กรอบคุณสมบัติสะอาด ประหยัด ปลอดภัย มีการคาดการณ์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่าในปีนี้จะมีกำลังการผลิตรวมจาก Eco Car เพิ่มขึ้นประมาณ 658,000 คันต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ว่า ปี 2555 ถือเป็นปีทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถผลิตได้มากกว่า 2 ล้านคันโดยมีโปรดักส์แชมเปี้ยนคือ รถปิกอัพและ Eco Car ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งการประหยัดพลังงานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและยังเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมทำให้ Eco Car สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี PP Compound…ส่วนหนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติของ Eco Car ที่ต่างจากรถยนต์โดยทั่วไปทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 4 และมีปริมาณก๊าซ CO2 ที่ปล่อยออกจากท่อไอเสียไม่เกิน 120 กรัมต่อกิโลเมตร คุณสมบัติด้านการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องมีอัตราการใช้เชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตรต่อ100 กิโลเมตร และคุณสมบัติด้านความปลอดภัยซึ่งต้องป้องกันผู้โดยสารกรณีที่เกิดอุบัติเหตุการชนด้านหน้าและด้านข้างของตัวรถ ทำให้การผลิต Eco Car จำเป็นต้องมีชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานเพื่อให้ตัวรถผ่านข้อกำหนดต่างๆซึ่งนอกจากเหล็กและอลูมิเนียมจะเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตรถยนต์แล้วยังมี พลาสติกชนิดพิเศษอย่าง PP Compound ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ ทั้งทนทานความร้อนสูง ทนรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต แข็งแรง รับแรงกระแทกได้ดี มีความปลอดภัยสูง ใช้งานได้ยาวนาน โดยที่คุณสมบัติทางกายภาพไม่เปลี่ยน เป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ และที่สำคัญคือ น้ำหนักเบา เมื่อตัวรถมีน้ำหนักเบาทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ด้วยเช่นกัน ดังนั้น PP Compound จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เน้นเรื่องการผลิตรถยนต์ประหยัดน้ำมันอันเกิดจากการให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจนั่นเอง บริษัท แกรนด์สยามคอมโพสิต จำกัด หรือ GSC บริษัทร่วมทุนระหว่าง SCG Chemicals Mitsui Chemicals Inc. และ Prime Polymer ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตพลาสติกคุณภาพดีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่ง PP Compound ของ GSC ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หลายส่วนด้วยกัน อาทิ กันชน แผงเครื่องตรวจวัด คอนโซล แผงประตู และอุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ ไม่เพียงเฉพาะคุณสมบัติของ PP Compound เท่านั้นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหากแต่ยังรวมไปถึงกระบวนการผลิตด้วยเนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เช่น การควบคุมส่วนผสมของสารอินทรีย์ไอระเหยหรือสาร VOCs (Volatile Organic Compounds) ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานในระยะยาวหากไม่ควบคุม นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาในทุกขั้นตอนการผลิต โดยมีทีมงานที่เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาดูแลอย่างใกล้ชิด การเติบโตของ GSC ควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเนื่องด้วยบริษัทฯ มีความตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่งจึงได้ควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดีที่ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมไปด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจในความสำเร็จของบริษัทฯ อย่างแท้จริง
ลดการสูญเสีย เพิ่มผลผลิตด้วย Active Flow

ลดการสูญเสีย เพิ่มผลผลิตด้วย Active Flow

วันที่: 1 ก.ค. 2557

ปัญหาใหญ่ที่ผู้ผลิตพลาสติกประเภทงานฉีด (Injection) มักพบคือการฉีดชิ้นงานได้ไม่เต็มรูปเนื่องจากความหนืดของพลาสติกทำให้เกิดชิ้นงานเสียหายและต้องนำมาทำลายเพื่อผลิตใหม่เป็นการสูญเสียทั้งเวลาและพลังงาน เพราะรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงพยายามพัฒนาตัวช่วยสำหรับลูกค้าซึ่งเรียกว่าเป็น "การปรุงสูตร" เพื่อเป็นตัวช่วยเพิ่มศักยภาพในการขึ้นรูปงานฉีดจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ Active Flow™ ที่มีคุณสมบัติเป็นสารเติมแต่งสำหรับเม็ดพลาสติก PE และ PP ทุกชนิด ทำให้พลาสติกไหลตัวดีขึ้น เมื่อเติม Active Flow™ลงไปเพียง 1-3% ของปริมาณเม็ดพลาสติก สามารถใช้ได้กับทั้งเม็ดพลาสติกทั่วไปและเม็ดรีไซเคิลรวมทั้งยังเหมาะกับชิ้นงานขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบซับซ้อน เช่น พาเลท ชิ้นส่วนรถยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความเสียหายของชิ้นงาน ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า จากลูกค้าผู้ผลิตงานฉีดของเอสซีจี เคมิคอลส์ที่ใช้ Active Flow™ พบว่าเดิมเคยมีปริมาณชิ้นงานไม่เต็มรูปหรือเสียหายมากถึง 30% ก็ลดลงเหลือ 0% นั่นหมายความว่าผู้ผลิตไม่ต้องนำสินค้าที่เสียหายกลับมาเข้าสู่ประบวนการผลิตใหม่ นอกจากนี้การไหลตัวของพลาสติกในขณะฉีดที่ดีขึ้นยังช่วยลดเวลาและพลังงานลงด้วยเพราะผู้ผลิตไม่ต้องปรับอุณหภูมิในกระบวนการผลิตให้สูงขึ้นเมื่อขึ้นรูปสินค้าได้ง่ายและรวดเร็วไม่เกิดชิ้นงานเสียหายก็สามารถเพิ่มผลผลิตโดยรวมได้มากถึง 20% ไม่เพียงจะใช้งานได้ดีกับเม็ดพลาสติกทั่วไปแล้ว Active Flow™ ยังใช้ได้ดีกับกรณีที่มีการผสมเม็ด Regrind หรือเม็ดที่เหลือจากกระบวนการผลิตแล้วนำกลับมาหลอมเป็นเม็ดพลาสติกใหม่เรียกว่า เม็ด Recycle ซึ่งปกติมีค่าการไหลตัวแกว่งตัวมากกว่าและมีช่วงของความหนืดกว้างกว่าเม็ดทั่วไป การพัฒนา Active Flow™ ถือเป็นการทำงานที่ดีร่วมกันระหว่าง เอสซีจี เคมิคอลส์ กับลูกค้ามาเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยพัฒนาปรับปรุงสูตรอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ผลิตในรูปผง และแผ่นมาเป็นรูปแบบเม็ดในปัจจุบัน เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นเพราะลูกค้า สามารถเติมลงในเม็ดพลาสติกได้เลย และไม่ต้องคอยปรับอุณหภูมิระหว่างการผลิต นอกจากนี้ Active Flow™ ยังมีคุณสมบัติเด่นอีกเรื่องหนึ่ง คือ ช่วยในเรื่องกระจายสี ได้ดีทำให้ชิ้นงานมีสีสันสม่ำเสมอและมีพื้นผิวที่เรียบเนียนดูสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้เช่นกัน ในอนาคตเอสซีจีเคมิคอลส์ยังไม่หยุดพัฒนา Active Flow™ ให้เป็น ตัวช่วยที่ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อตอบสนองแนวโน้มของการผลิตงานฉีดที่นิยมให้สินค้ามีความบางลงโดย เอสซีจี เคมิคอลส์ กำลังพัฒนา Active Flow™ ที่มีคุณสมบัติช่วยลด เวลาในการแข็งตัวของพลาสติกในแม่พิมพ์ (Reduce Cooling Time) ซึ่งจะยิ่งช่วยลดเวลา และพลังงานไฟฟ้าในการผลิตส่งผลให้เกิดการเพิ่มผลผลิตสูงขึ้นตามมา Active Flow™ จึงไม่เพียงเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์เฉพาะการแก้ปัญหาเดิมๆของผู้ผลิตอีกต่อไปแต่ยังจะเป็นตัวช่วยป้องกันการเกิดความเสียหายของสินค้าการสูญเสียเวลาและพลังงานให้กับผู้ผลิตที่มีวิสัยทัศน์และมีเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตให้ได้เต็มศักยภาพที่มีอยู่ หากเปรียบไปแล้ว Active Flow™ จึงเป็นเหมือน "ผงชูรส" ที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจการปรุงอาหารและผลที่ได้รับคืออาหารที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้นนั่นเอง คลิกที่นี่เพื่ออ่านข้อมูลเกรดสินค้า Active Flow™ LP1040T
สร้างสุขอนามัยอย่างปลอดภัยกับนวัตกรรมพลาสติกเพื่ออุปกรณ์การแพทย์

สร้างสุขอนามัยอย่างปลอดภัยกับนวัตกรรมพลาสติกเพื่ออุปกรณ์การแพทย์

วันที่: 16 มิ.ย. 2557

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน มีเรื่องที่สำคัญหลายๆ เรื่องได้แก่ ภาวะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก กระแสความนิยมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และมีเรื่องหนึ่งที่ อยู่ใกล้ตัวเราและเกิดขึ้นแล้วในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย คือ แนวโน้มสังคมผู้สูงอายุ อันเนื่อง มาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ และการดูแลรักษาสุขภาพของคนทุกช่วงอายุ และคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุที่เร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นการให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพ อนามัยจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลไทยตั้งเป้าสู่การ เป็น Medical Hub หรือศูนย์กลางการพัฒนาด้านสุขภาพของภูมิภาค เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ส่งผลให้ภาครัฐ และเอกชนคิดค้นนวัตกรรมและพัฒนาขีดความสามารถ ในการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อรองรับ ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง เอสซีจี เคมิคอลส์ ผู้นำธุรกิจและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ครบวงจรของไทย และเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ผลิตและส่งออกเม็ดพลาสติกเกรด Polypropylene (PP) คุณภาพสูงหลายเกรดสำหรับผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล FDA, USP Class VI และ EP Standard และสามารถผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมมาเป็นรายแรกในอาเซียน โดยเฉพาะนวัตกรรมเม็ดพลาสติกเกรด PP Copolymer P859JMR สำหรับอุปกรณ์การแพทย์ได้แก่ หลอดเข็มฉีดยา ฝาพลาสติกครอบเข็มฉีดยา ถ้วยเก็บตัวอย่าง และหลอดทดลอง ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรง โปร่งแสงมาก และสามารถผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมม่า (Gamma Radiation) ซึ่งเป็นวิธีการฆ่าเชื้อขั้นสูงสุดโดยที่ไม่กรอบ ไม่แตก สีไม่เปลี่ยนซึ่งให้บริการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น ผลไม้ เครื่องเทศ เครื่องสำอาง รวมถึงเครื่องมือแพทย์เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัยสูงสุด สำหรับการฆ่าเชื้อเครื่องมือแพทย์นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อเมื่อนำไปใช้กับคนไข้ อุปกรณ์ต้องปลอดจากเชื้อ ฉะนั้นการฆ่าเชื้อเครื่องมือแพทย์จึงมีกระบวนการที่เข้มงวดซับซ้อน มีข้อกำหนดและการตรวจสอบหลายขั้นตอนจากหลายหน่วยงาน และเนื่องจากการฉายรังสีเครื่องมือแพทย์ต้องให้ปริมาณรังสี (Dose) ที่เข้มข้นกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ฉะนั้นจึงส่งผลต่อลักษณะกายภาพและคุณภาพของเครื่องมือแพทย์ที่มีส่วนประกอบจากพลาสติก อาจเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และไม่ขาวใส หรือถึงขั้นกรอบ เปราะ จากข้อจำกัดตรงนี้ เมื่อทางเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้คิดค้นเม็ดพลาสติกที่สามารถผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมม่าได้นั้น สามารถช่วยแก้ปัญหาตรงที่ว่าเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตจากพลาสติกนำมาฉายรังสีแกมม่าไม่ได้ ซึ่งเม็ดพลาสติก PP Copolymer P859JMR สามารถนำไปขึ้นรูปเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แล้วนำมาฉายรังสีแกมม่าได้ ซึ่งผ่านการพิสูจน์ และได้รับการยอมรับจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือ ทางการแพทย์ชั้นนำถึงประสิทธิภาพของเม็ดพลาสติกชนิดนี้ โดยทั่วไป อุปกรณ์ทางการแพทย์มีวิธีการฆ่าเชื้อ 3 แบบคือ 1. Autoclave หรือการนำไปนึ่งฆ่าเชื้อโดยใช้ไอร้อนและแรงดันสูง 2. Ethylene Oxide Sterilization(EO) หรือการนำไปรมแก๊ซ ซึ่งวิธีการนี้จะสะอาดกว่าวิธีแรก แต่ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และอาจมีสารตกค้างได้ 3. Gamma Ray การฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมม่า ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด มีความปลอดเชื้อสูงและปลอดภัยมาก เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตเครื่องมือแพทย์ (Medical Plastic) ที่เหมาะสำหรับการฆ่าเชื้อทั้ง 3 วิธี โดยผลิตจากโรงงานเดียวกันที่ผ่านมาตรฐาน ISO 13485 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ เอสซีจี เคมิคอลส์ ถือเป็นรายแรกและรายเดียวในภูมิภาคอาเซียนในฐานะผู้ผลิตเม็ดพลาสติกที่ผ่านมาตรฐานนี้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ได้มั่นใจถึงคุณภาพว่ามีการควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบตั้งต้น (Raw Material) เม็ดพลาสติก PP Copolymer P859JMR ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ภาคภูมิใจ โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงตอบรับที่ดีและได้รับการยอมรับจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นนำหลายบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ได้ให้เหตุผลที่ไว้วางใจและเลือกใช้เม็ดพลาสติกชนิดนี้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปในแนวทางเดียวกัน นั่นคือ เพราะเม็ดพลาสติก PP Copolymer P859JMR สามารถผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมม่าได้โดยที่สีไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากนอกเหนือไปจากความใสและความแข็งแรง อีกทั้งยังมีเหตุผลทางด้านราคาที่สามารถยอมรับได้ รวมถึงมีการส่งมอบเม็ดพลาสติกด้วยระยะเวลาที่สั้นกว่าผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายอื่น นอกจากนี้ทีมงานทุกฝ่ายของเอสซีจี เคมิคอลส์ มีการทำงานและตอบสนองรวดเร็ว ช่วยแก้ไขปัญหา ติดตามผล และแจ้งข้อมูลข่าวสารเป็นระยะๆ ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจที่มีต่อลูกค้า ด้วยคุณสมบัติสำคัญที่ไม่เปลี่ยนแปลงทางภายภาพและคุณภาพแม้ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมม่าของเม็ดพลาสติก PP Copolymer P859JMR นอกจากจะส่งผลดีโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยสูงสุดแล้ว ยังช่วยให้ประเทศไทยลดการนำเข้าเม็ดพลาสติกชนิดนี้เนื่องจากมีคุณภาพทัดเทียมกับกับเม็ดพลาสติกที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อต้นทุนในการผลิตลดลงทำให้ช่วยส่งเสริมการพัฒนาของวงการการแพทย์ไทย โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์ทางการแพทย์มีราคาที่ถูกลงส่งผลให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือการรับบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตด้านสุขอนามัยที่ดีขึ้น และไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังส่งออกเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอุปกรณ์การแพทย์ไปยังต่างประเทศ เช่น ประเทศในแถบอาเซียน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยและคนทั่วไปในประเทศอาเซียนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานด้านสุขอนามัยได้มากขึ้นเช่นกัน เอสซีจี เคมิคอลส์มุ่งมั่นในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง (High Value Added: HVA)สำหรับอุปกรณ์การแพทย์ (Medical Plastics) ที่สะอาดถึงระดับปลอดเชื้อ โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคเป็นสำคัญ นี่จึงถือเป็นนวัตกรรมทางเลือกเพื่อมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ดีกว่า คลิกที่นี่เพื่ออ่านข้อมูลผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในการแพทย์
emisspro สารเคลือบเตาเผานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

emisspro สารเคลือบเตาเผานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

วันที่: 12 มิ.ย. 2557

ในภาคอุตสาหกรรมเตาเผา (Furnace) ถือเป็นหัวใจสำคัญในกระบวนการผลิต เช่น ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการกลั่น อุตสาหกรรมเซรามิกและการผลิตเหล็กกล้าฯ โดยทำหน้าที่ให้ความร้อนแก่วัตถุดิบเพื่อให้ได้คุณสมบัติและผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ เตาเผาจึงเป็นหน่วยการผลิตที่ใช้เชื้อเพลิงในปริมาณมาก เอสซีจี เคมิคอลส์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม จึงได้ร่วมกับเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง คิดค้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สารเคลือบเพื่อการอนุรักษ์พลังงานสำหรับเตาเผาอุตสาหกรรมภายใต้เครื่องหมายการค้า emisspro® (อิมิสโปร) emisspro® ถือเป็นสารเคลือบเตาเผาที่พัฒนาสูตรขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและเป็นรายเดียวในอาเซียน โดยเมื่อนำไปเคลือบที่ผนังเตาด้านในจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางความร้อนให้กับเตาเผา นั่นคือ สารเคลือบนี้จะดูดซับความร้อนไว้แล้วค่อยๆ ปล่อยออกมา ทำให้เตาเผาใช้เชื้อเพลิงน้อยลง เท่ากับว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ทำให้ emisspro® ได้รับการรับรองมาตรฐาน SCG eco value ซึ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงของเตาเผา และลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ เพราะสามารถลดปริมาณการเผาไหม้ได้เท่ากับเราลดการปล่อย NOX (แก๊สไอเสียประเภทหนึ่งที่มาจากการเผาไหม้) ซึ่งมันมีผลต่อเนื่องตามมาหลายอย่างรวมถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย เท่ากับว่าการใช้ emisspro® มีประโยชน์ต่อทั้งธุรกิจและสิ่งแวดล้อม จากการใช้ emisspro® ในทุกธุรกิจของเอสซีจี เช่น โรงงานมาตาพุตโอเลฟินส์ (MOC),โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) เป็นต้น ช่วยให้เราสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้มากกว่า 100,000 ตันต่อปี และในปัจจุบันเราได้ขยายการให้บริการไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเอสซีจี เช่น อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรม การผลิตเหล็กกล้า ซึ่งจะช่วยลดลกระทบของอุตสาหกรรมต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างและเป็นการเสริมสร้างอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Manufacturing) เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนและช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของอุตสาหกรรมนอกจากนำมาใช้งานจริงกับเตาเผาที่โรงงานในเอสซีจีแล้ว ยังต่อยอดไปในเชิงธุรกิจด้วย โดยบริการทั้งสารเคลือบพร้อมกับวิธีการทำงานที่ถูกต้อง การบำรุงรักษา เราส่งมอบบริการที่แตกต่างด้วยความรู้และความชำานาญทางเทคโนโลยีที่เรามี และจนถึงวันนี้ยังมีการทำวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายการใช้งานไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะที่ผ่านมาสารเคลือบนี้สามารถใช้งานในเตาเผาของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเซรามิกได้เป็นอย่างดี และยังคงพัฒนาวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป ความสำเร็จของ emisspro® ปัจจุบัน ในอาเซียนจัดได้ว่าเป็นรายแรกที่ผลิตสารเคลือบชนิดนี้ออกมาแต่ถ้าจะพูดถึงในระดับโลกเราก็นับได้ว่าเป็นรายแรกๆ จากการที่เอสซีจี เคมิคอลส์ มีโรงงานเราจึงทราบความต้องการที่แท้จริงของโรงงาน เราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งสามารถบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราไม่แพ้ Coating ที่ผลิตออกมาทั้งในตลาดเอเชียและตลาดโลก ทั้งในเรื่องของคุณสมบัติและประสิทธิภาพต่างๆ เราทำงานโดยการวางแผนระยะยาวทั้งในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และธุรกิจ เชื่อว่าอีกไม่นานเราจะได้เห็นว่าอาเซียนเล็กเกินไปสาหรับ emisspro® ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสร้าง emisspro® ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วคือ ความร่วมมือของหลายๆ หน่วยงานทั้งจากเอสซีจี เคมิคอลส์ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และโรงงานในเครือ เพราะ "คน" เป็น ส่วนสำาคัญที่สามารถทำให้งานสำาเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ เราโชคดีที่ทุกคน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทำางานร่วมกัน สอดประสานกันอย่างดี ตรงนี้เองที่ทำให้ประสบความสำเร็จโดยใช้เวลาไม่นาน emisspro® ของเราไม่แพ้ coating ที่ผลิตออกมาทั้งในเอเชีย และตลาดโลก ทั้งคุณสมบัติ และประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถส่งผล กระทบต่อทุกคน ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อคิดหาวิธีและลงมือทำทุกทางเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ที่เอสซีจี เคมิคอลส์ นอกจากเราจะผลิตเม็ดพลาสติกที่มีคุณภาพแล้วเรายังมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น emisspro® ตัวอย่างความสำเร็จที่ยั่งยืน ซึ่งทำให้เห็นว่าการเติบโตของธุรกิจและคุณภาพของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันและสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ จากการใช้งานในกระบวนการผลิตของเอสซีจี พบว่า emisspro® ทำให้สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงลงมากกว่า 36,500 ตัน/ปี และ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกสู่ชั้น บรรยากาศกว่า 100,000 ตัน/ปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่า 97,000 ไร่ ปัจจุบัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้สารเคลือบเตาเผา emisspro® คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, อุตสาหกรรม เซรามิก,และอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กกล้า สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของสินค้าและบริการ ติดต่อ บริษัท เท็กซ์พลอร์ จำกัด ในเอสซีจี เคมิคอลส์ www.texplore.co.th อีเมลTexplore-Sale&Marketing@scg.comโทรศัพท์(+66) 2 586 2576 คลิกดูรายละเอียดคุณสมบัติและแผ่นพับemisspro® ได้ที่https://www.scgchemicals.com/th/products-services/technology-service-solutions/emisspro/grade/emisspro​
ไบโอพลาสติกคอมพาวนด์ทางเลือกใหม่กับตลาดงานเคลือบบรรจุภัณฑ์

ไบโอพลาสติกคอมพาวนด์ทางเลือกใหม่กับตลาดงานเคลือบบรรจุภัณฑ์

วันที่: 4 มิ.ย. 2557

บนความพยายามที่จะสร้างทางเลือกใหม่ให้กับ ตลาดงานเคลือบบรรจุภัณฑ์ และเน้นย้ำเรื่องการสร้างนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ค้นคว้าทดลองผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนางานเคลือบบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มร้อนและเย็นแทนแก้วกระดาษเคลือบที่เคลือบด้วยพลาสติกโพลิเอททีลีน (LDPE) ที่ใช้กันทั่วไปในท้องตลาดซึ่งตอบความต้องการของตลาดทั้งการใช้งานตามมาตรฐาน EU 10/2011 จาก SGS ว่ามีความปลอดภัยสำหรับการบรรจุอาหาร สามารถทนความร้อนได้ถึง 100 องศาเซลเซียส และกลายเป็นทางเลือกใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อมให้กับเจ้าของสินค้า ซึ่งสูตรคอมพาวนด์พลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพที่คิดค้นด้วยเทคโนโลยีจากทีมวิจัยและห้องทดลองของเอสซีจี เคมิคอลส์เองนี้ ได้รับการรับรองมาตรฐานการย่อยสลายภายใน 180 วันจากองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง DIN CERTCO ประเทศเยอรมนี เป็นรายแรกของประเทศไทย เมื่อกล่าวถึงประสิทธิภาพของไบโอพลาสติกสำาหรับเคลือบกระดาษ นอกจากจะช่วยเสริมการใช้งานของบรรจุภัณฑ์กระดาษในการป้องกันการรั่วซึมของเครื่องดื่มแล้ว ยังสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% โดยจะแปรสภาพเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และสารชีวมวลภายใน 180 วันภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ซึ่งสามารถกลับสู่เชิงนิเวศน์ได้อย่างสมบูรณ์ นับเป็นการสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของตลาดบรรจุภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) โดยไบโอพลาสติกชนิดนี้ ผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถทดแทนขึ้นใหม่ได้ในธรรมชาติ (Renewable Source) เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โปรตีนจากถั่วและข้าวโพด นำมาผ่านกระบวนการคอมพาวนด์ให้มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับเคลือบกระดาษโดยคงความสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% (Compostable Plastics Coated Paper) และที่ก้าวไปอีกขั้น คือการต่อยอดฟังก์ชั่นการใช้งานและลูกเล่นที่หลากหลายให้กับไบโอพลาสติกดังกล่าว เช่น หมึกพิมพ์สามารถเปลี่ยนสีได้เมื่ออุณหภูมิเครื่องดื่มเปลี่ยน หรือการออกแบบที่ตอบโจทย์ตลาดและลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สินค้าสามารถเติบโตในตลาดได้อย่างสมบูรณ์ ไบโอพลาสติกย่อยสลายได้ (Biodegradable bioplastics)คือ พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์และแบคทีเรียตามธรรมชาติ (Bio compostable) โดยสามารถผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถผลิตทดแทนขึ้นใหม่ได้ในธรรมชาติ (Renewable Source) เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โปรตีนจากถั่ว ข้าวโพด ฯลฯ ได้ ด้วยต้นกำเนิดของวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ คุณสมบัติในการใช้งานใกล้เคียงพลาสติกจากปิโตรเคมีแบบดั้งเดิม และพลาสติกชีวภาพแบบย่อยสลายได้จะกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ 100% ทำให้พลาสติกชีวภาพเป็นแนวทางการพัฒนาวัสดุสำหรับการใช้งานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ยกระดับคุณภาพท่อ HDPE สู่อนาคตร่วมกัน

ยกระดับคุณภาพท่อ HDPE สู่อนาคตร่วมกัน

วันที่: 23 พ.ค. 2557

การยกระดับคุณภาพมาตรฐานของระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการประปา มีความสำคัญและส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นโดยตรง แต่แนวคิดนี้จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่สะดุดต้องเกิดจากความร่วมมือและความจริงใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่เช่นนั้นก็อาจกลายเป็นภาพต่อที่ไม่สมบูรณ์ ประเทศไทยเองมีการพัฒนาระบบประปาอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพมาตรฐานของท่อประปาที่เปลี่ยนจากท่อเหล็กมาเป็นท่อพลาสติกโพลิเอททีลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปใช้ในระบบประปาทั้งหมดมานานกว่า 50 ปี จึงช่วยแก้ปัญหาสนิมจากท่อเหล็ก ทำให้น้ำประปาสะอาดปลอดภัยต่อผู้บริโภค ท่อชนิดนี้ยังติดตั้งง่ายกว่า จึงช่วยลดเวลาในการวางระบบท่อ และมีอายุการใช้งานยาวนานคุ้มค่าแก่การลงทุน แต่ที่ผ่านมาการใช้ท่อ HDPE ในไทยยังประสบอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะด้านคุณภาพมาตรฐาน จึงเกิดการผลักดัน มอก.982-2548 ขึ้นมาเป็นเกณฑ์ตรวจวัด เพื่อกำหนดขนาดและความสามารถในการรับแรงดันที่เหมาะสมกับการใช้งานท่อ HDPE แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมไปถึงวัตถุดิบในการผลิต ทำให้ผู้รับเหมาบางรายที่ต้องการลดต้นทุน อาศัยจุดอ่อนนี้เลือกใช้ท่อที่มีส่วนผสมของเม็ดรีไซเคิลซึ่งมีราคาต่ำกว่า ส่งผลให้เกิดปัญหากระทบถึงหลายฝ่าย ได้แก่ เกิดปัญหาท่อรั่วซึมหรือแตก ส่งผลต่อความไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยในการใช้น้ำของผู้บริโภค หน่วยงานดูแลรับผิดชอบการผลิตและขยายโครงข่ายการใช้น้ำประปา ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณซ่อมแซมท่อที่ชำรุดเสียหาย และไม่คุ้มค่าในการลงทุนจากอายุการใช้งานท่อที่ไม่คงทนยาวนาน ผู้ผลิตท่อ HDPE ที่มีคุณภาพมาตรฐานหลายราย ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาอย่างไม่เป็นธรรม นั่นทำให้เกิดการจับมือกันแก้ปัญหาไปถึงต้นเหตุแท้จริง โดยเอสซีจี เคมิคอลส์ ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพของไทยและผู้ผลิตรายอื่นๆ บริษัทผู้ผลิตท่อชั้นนำหลายราย และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิด มอก.2559-2554 "โพลิเอททีลีนคอมพาวนด์สำหรับผลิตท่อน้ำดื่ม" เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตรวจวัดท่อที่ผ่านมาตรฐาน มอก.982-2548 ให้ลึกลงไปถึงชั้นวัตถุดิบเม็ดพลาสติก เป็นการกลั่นกรองท่อที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริงให้ออกไปจากการตลาด การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ซึ่งเป็นผู้ใช้งานท่อน้ำรายใหญ่ของประเทศ จะเป็นผู้ใช้เกณฑ์มาตรฐานนี้ในการตรวจรับงานจากผู้รับเหมา โดยมีเอสซีจี เคมิคอลส์ สนับสนุนด้านวิชาการและเทคโนโลยี เช่น จัดสัมมนาให้ความรู้กับทีมวิศวกรตรวจสอบของ กปภ. จัดส่งทีมวิศวกรเทคนิคและทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าไปช่วยตรวจสอบคุณภาพของท่อ รวมทั้งให้บริการตรวจสอบตัวอย่างของท่อน้ำในห้องทดสอบของเอสซีจี เคมิคอลส์ การสร้างเกณฑ์ตรวจวัดมาตรฐานคุณภาพอย่างเข้มงวดนี้ ไม่ได้ส่งผลดีต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ยังส่งผลดีต่อทั้งระบบตั้งแต่อุตสาหกรรมการผลิตเม็ดพลาสติก อุตสาหกรรมการผลิตท่อ HDPE ผู้ใช้งานท่อ และผู้บริโภค ไล่ตั้งแต่เอสซีจี เคมิคอลส์ สามารถนำปัญหา ความคิดเห็น และคำแนะนำจากผู้ใช้งานท่อและผู้ผลิตท่อ กลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก และมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเม็ดพลาสติก HDPE เพื่อการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ในอนาคตต่อไป ในขณะเดียวกันผู้ผลิตท่อ HDPE ชั้นนำของไทย ซึ่งยึดถือเรื่องคุณภาพมาโดยตลอด อย่างบริษัท ไทย เอเซีย พี.อี. ไพ้พ์ จำกัด บริษัท วิค แอนด์ ฮุคลันด์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยก้าวไกล จำกัด ก็เกิดกำลังใจในการสร้างสรรค์สินค้าให้มีคุณภาพมาตรฐานก่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกับผู้ใช้งานอย่าง กปภ. เพราะเมื่อมีการแข่งขันด้านราคาอย่างเป็นธรรมผู้ผลิตก็จะหันมาให้ความใส่ใจด้านคุณภาพมากกว่ามองแค่ราคาที่ถูกกว่า ส่งผลให้เกิดการขยายตลาดท่อ HDPE ในอนาคต ซึ่งศักยภาพของผู้ผลิตไทยนั้นสามารถพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ท่อ HDPE ให้เทียบเท่าสากลได้ จึงเพิ่มโอกาสการส่งออก และทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญได้ในอนาคต ส่วนผู้ใช้งานท่อโดยตรงอย่าง กปภ. ก็สามารถแก้ปัญหาท่อรั่วซึม แตก หรือมีอายุการใช้งานสั้น ลดการสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซม เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนและขยายการลงทุนเพื่อครอบคลุมพื้นที่ให้บริการน้ำประปาได้กว้างขวางขึ้นและเมื่อประชาชนผู้บริโภคได้รับความสะดวกและน้ำที่สะอาดปลอดภัย ก็ย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และสะท้อนกลับมาถึงภาพลักษณ์ที่ดีในการให้บริการของ กปภ. ตรงตามนโยบายหลักที่คุณรัตนา กิจวรรณ ผู้ว่าการฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า "กปภ. วางแผนขยายเขตพื้นที่ให้บริการในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ต้องใช้งบประมาณลงทุนจำนวนมาก และอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ยิ่งต้องเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อให้บริการระบบประปาที่มีคุณภาพมาตรฐานได้อย่างเป็นเลิศ" การจับมือของทุกภาคส่วนเช่นนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน แต่ยังส่งผลกลับมาสู่การยกระดับอุตสาหกรรมท่อน้ำ HDPE ทั้งระบบให้ก้าวไปสู่อนาคตอันสดใสไปด้วยกัน คลิกที่นี่เพื่ออ่านข้อมูลสินค้าเม็ดพลาสติกสำหรับระบบท่อ