นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจี กับโลกปี 2020 ตอนที่ 1

นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจี กับโลกปี 2020 ตอนที่ 1

Date: 30 Nov 2020

เอสซีจี มุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมพลาสติกและโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานในทุกมิติของอุตสาหกรรม และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ยกระดับคุณภาพของสังคม และเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม โดยในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา เอสซีจีได้นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกที่สนับสนุนความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในหลากหลายมิติของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตใหม่ ปลอดภัยไกลโควิด-19 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้การใช้ชีวิตของคนในสังคมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ภาครัฐจะมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคระบาดดังกล่าวออกมา แต่ห้างร้านและคนในสังคมยังคงต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ เอสซีจี ในฐานะแนวหน้าผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านพอลิเมอร์ของภูมิภาค ได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดังกล่าว มาพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันเชื้อ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางสาธารณสุขและประชาชนทั่วไปอย่างมีมาตรฐาน ฉากกั้นอะคริลิกป้องกันเชื้อแบบสำเร็จรูป และฉากกั้นอะคริลิกชนิดออกแบบพิเศษจาก Shinkolite (ชินโคไลท์) คือ หนึ่งในนวัตกรรมไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อุปกรณ์ดังกล่าวผลิตจากอะคริลิกเกรดพรีเมียมที่มีความแข็งแรง ทนทาน และง่ายต่อการเช็ดล้างเพื่อทำความสะอาด สามารถช่วยป้องกันเชื้อที่ติดมากับละอองฝอยระหว่างการพูดคุยหรือติดต่องาน และลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างกันได้ มีการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวที่ออฟฟิศสำนักงาน สถานที่ราชการ โรงเรียน ร้านอาหาร และในรถแท็กซี่ เพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยทั้งสองฝ่าย เอสซีจี โดยความร่วมมือกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน พัฒนานวัตกรรมกลุ่ม Mobile Isolation Unit หรือ นวัตกรรมป้องกันโควิด-19 แบบเคลื่อนที่ ซึ่งมีด้วยกันถึง 5 นวัตกรรม ได้แก่ ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่ (Negative Pressure Isolation Room) ใช้สำหรับติดตั้งภายในห้องฉุกเฉิน ห้องไอซียู หรือห้องพักผู้ป่วย เพื่อช่วยป้องกันเชื้อแพร่กระจายสู่ภายนอกด้วยระบบความดันลบ ห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ (Negative/Positive Pressure Isolation Chamber) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ใช้ตรวจวินิจฉัย (Swab) โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย สามารถปรับเป็นห้องความดันลบหรือบวกได้ตามความต้องการใช้งาน แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ (Patient Isolation Capsule) คำนึงถึงการใช้งานจริงโดยมีช่องเปิด-ปิดรอบตัวผู้ป่วย มีที่ใส่เสาน้ำเกลือ และสามารถต่อกับโต๊ะวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบขนาดเล็กสำหรับเข้าเครื่อง CT Scan (Small Patient Isolation Capsule for CT Scan) ออกแบบให้โครงสร้างไร้โลหะช่วงบน เพื่อตรวจผู้ป่วยติดเชื้อผ่านเครื่อง CT Scan โดยเฉพาะ และอุปกรณ์ครอบศีรษะคนไข้เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ สำหรับงานทันตกรรม (Dent Guard) ออกแบบมาเพื่อป้องกันทันตแพทย์จากการสัมผัสละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายในขณะปฏิบัติงาน ขนาดเหมาะกับมาตรฐานของเก้าอี้ทันตกรรม โดยทั้งหมดนี้ผลิตจากวัสดุพลาสติกคุณภาพสูงของเอสซีจี ชุมชนปลอดภัย ไกลยุงร้าย เพื่อแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกเดงกี (Dengue Fever) ที่มีแนวโน้มการเกิดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอสซีจี ร่วมกับสถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “The Mosquito Trap” นวัตกรรมกับดักยุงลาย เพื่อช่วยลดปริมาณการแพร่พันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะสำคัญของโรค ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกและยกระดับคุณภาพด้านสาธารณสุขและการบริการสุขภาพให้กับชุมชนในประเทศไทย ในเบื้องต้นนั้น เอสซีจีได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทดสอบการใช้งานนวัตกรรมดังกล่าวจำนวน 200 ชุด ทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนามในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี “ยุงลายสวน” ชุกชุมตลอดทั้งปี และล่าสุดนวัตกรรมนี้ยังถูกนำมาทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานใน พื้นที่ชุมชนมาบตาพุดและชุมชนบ้านบน จ.ระยอง พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเพราะมีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงเป็นอันดับที่สองของประเทศ โดยการทดลองในครั้งนี้ เน้นไปที่การศึกษาประสิทธิภาพการทำงานของนวัตกรรมกับดักยุงลาย (Mosquito Trap) กับ “ยุงลายบ้าน” โดยโครงการนำร่องดังกล่าวนี้มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน และข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนานวัตกรรมนี้ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ก่อนขยายผลการใช้งานไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่มีอุบัติการณ์ของโรคไข้เลือดออกในระดับวิกฤตต่อไป โซลูชันเพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน นอกเหนือจากการมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนาเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง เพื่อนำมาใช้ในการผลิตนวัตกรรมที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจและยกระดับให้กับสังคมแล้ว เอสซีจียังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การคิดค้นและการพัฒนานวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ นวัตกรรมบำบัดสิ่งปฏิกูลและน้ำเสียจากครัวเรือน “ไซโคลนิก” โดย Aquonic 600 ช่วยขจัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียจากห้องน้ำและน้ำเสียในครัวเรือนด้วยกระบวนการทางชีวภาพและเคมีไฟฟ้า ทำให้น้ำที่ได้ปราศจากเชื้อโรค สี และกลิ่น สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบสุขาปลอดเชื้อที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมพัฒนาขึ้นกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์ ไฮไลต์ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone ผลิตพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE ทำให้ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย การประยุกต์ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญของเอสซีจี นำไปสู่ความก้าวหน้าของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวะล้อมในหลากหลายด้าน และในบทความฉบับหน้าเรามาดูไฮไลต์นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจีที่น่าสนใจได้อีก
คืนชีวิตใหม่ให้แกลลอนน้ำยาล้างไต “กระถางต้นไม้รีไซเคิล” จาก เอสซีจี

คืนชีวิตใหม่ให้แกลลอนน้ำยาล้างไต “กระถางต้นไม้รีไซเคิล” จาก เอสซีจี

Date: 30 Nov 2020

ภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดและลดของเสียให้น้อยที่สุด เป็นอีกหนึ่งแนวปฏิบัติสำคัญที่เอสซีจีบูรณาการเข้ากับกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท และอีกหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ ก็คือ “กระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไต” เป้าหมายเดียวกัน เริ่มต้นด้วยกัน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุพอลิเมอร์และการออกแบบ เอสซีจี ได้พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์เพื่อยกระดับการใช้งานให้แก่ทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ของกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำของไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว นำมาสู่ความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งสององค์กรให้ความสำคัญกับหลักดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยเอสซีจีเองมีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า SCG Circular Way ซึ่งส่งเสริมและร่วมสร้างพฤติกรรมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด โดย ลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ให้นานที่สุด หรือนำกลับมาใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกันกับ BDMS ที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อม BDMS Earth Healthcare ที่มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรและสร้างบุคลากรให้มีทัศนคติและมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรากฐานสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั่นจึงเป็นที่มาของความร่วมมือผสานความเชี่ยวชาญที่แตกต่างเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน โดยมีโครงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทางการแพทย์อย่างแกลลอนน้ำยาล้างไต ให้กลายเป็นกระถางต้นไม้สำหรับประดับตกแต่งภายในอาคาร เป็นสิ่งที่ช่วยสะท้อนภาพความสำเร็จของความร่วมมือบนพื้นฐานของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เริ่มต้นด้วยกัน ลงมือทำด้วยกัน การพัฒนากระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตนี้ ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 2 ส่วน คือ การจัดการขยะ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยเอสซีจีได้แนะนำถึงกระบวนการทำงานตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการจัดการขยะนั่นคือ การวิเคราะห์ประเภทของขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลของเครือ BDMS ซึ่งมีการคัดแยกไว้อยู่แล้ว จากนั้นจึงเลือกจากขยะประเภทที่ไม่ติดเชื้อ จนได้พบว่าแกลลอนน้ำยาล้างไตเป็นวัสดุตั้งต้นที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นขยะคุณภาพดี สะอาด ไม่ปนเปื้อน โดยแกลลอนเป็นพลาสติกประเภท HDPE (High Density Polyethylene) หรือพอลิเอทิลีนที่มีค่าความหนาแน่นสูง ที่ทางเอสซีจีเชี่ยวชาญอยู่แล้ว อีกทั้งยังทางโรงพยาบาลมีศูนย์ล้างไต จึงมีแกลลอนเปล่าเป็นขยะที่เกิดขึ้นทุกวันและมีปริมาณประมาณ 150 – 200 แกลลอนต่อวัน จึงเหมาะแก่การนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ในช่วงของการคัดแยกและจัดเก็บวัสดุเพื่อนำไปรีไซเคิลนั้น แม่บ้านของเครือ BDMS จัดเก็บแกลลอนน้ำยาล้างไตจากหน่วยไตเทียม โดยมีการบันทึกจำนวนทุกครั้ง จากนั้นทำการแยกฝา ฟอยล์ที่หุ้มฝา และฉลากที่เป็นวัสดุประเภทอื่นออก แล้วจึงทำความสะอาดแกลลอนทั้งภายในและภายนอกด้วยผงซักฟอก ขัดคราบกาวออก ล้างน้ำสะอาดและนำไปตากให้แห้ง ก่อนเก็บรวบรวมในสถานที่ที่สะอาด มิดชิด และไม่อับชื้น เพื่อส่งต่อให้ทางเอสซีจี ส่วนสำคัญต่อมาคือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการระดมสมองระหว่างทั้งสององค์กรเพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่สร้างมูลค่าและตอบโจทย์การใช้งานของทางโรงพยาบาล จากข้อจำกัดของกฎหมายที่ผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลจะต้องไม่นำไปใช้สัมผัสกับอาหารโดยตรง ขณะเดียวกันกับที่โรงพยาบาลต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณอาคารหลังใหม่ ผลสรุปจึงออกมาเป็นการดีไซน์กระถางต้นไม้ขนาดความสูง 80 – 100 เซนติเมตร สำหรับตกแต่งอาคาร โดยแกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 10 แกลลอน นำมารีไซเคิลเป็นกระถางต้นไม้รีไซเคิลขนาดกลางได้ 1 กระถาง และถ้าหากต้องการขนาดกระถางที่ใหญ่ขึ้น ต้องใช้แกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 12 แกลลอน ลงมือทำด้วยกัน ก้าวไปต่อด้วยกัน จากความสำเร็จของกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไต ที่ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวและเพิ่มชีวิตชีวาให้ภายในอาคารโรงพยาบาลของเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ผลิตภัณฑ์ถัดไปของโครงการก็คือ กระถางต้นไม้ขนาดเล็กสำหรับปลูกพลูด่างซึ่งเป็นพืชที่สามารถช่วยลดมลพิษในสถานที่ทำงานได้ โดยตัวกระถางได้รับการออกแบบให้มีสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และยังมีฟังก์ชันพิเศษเพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ถังขยะที่อยู่ระหว่างการออกแบบรูปลักษณ์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้งานเข้าใจวิธีการแยกขยะได้ง่ายขึ้นและสามารถแยกทิ้งขยะได้อย่างถูกต้อง โครงการกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตในครั้งนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญของเอสซีจีในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบ พร้อมกับการแบ่งกันแนวคิดและแนวปฏิบัติเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
Prosthetic Feet: From Expertise to Innovation for a Better Quality of Life

Prosthetic Feet: From Expertise to Innovation for a Better Quality of Life

Date: 9 Nov 2020

“Some patients have never walked for 40 years because they have never had access to prostheses. If you go to the prosthesis casting room or see people coming to our foundation early in the morning hoping that they would be able to walk the next day, you’ll understand what I’m doing all this for.” The touching words of Assoc. Prof. Vajara Rujiwetpongstorn, M.D., Board Member and Secretary General of the Prostheses Foundation of H.R.H. the Princess Mother, not only reflect the quality of life of people with disabilities in Thailand but also show an opportunity where SCG can apply its expertise in material science and design to developing an innovation that enables these people to fully integrate into society with confidence and use their potential for society. Development towards theBetter For over 30 years, the Prostheses Foundation of H.R.H. the Princess Mother has offered assistance to lower limb amputees, in keeping with the aspiration of H.R.H. Princess Srinagarindra to see people with disabilities able to live a normal life and earn their own livelihood. To this end, the foundation seeks to partner up with private companies with capabilities to make parts of prosthetic legs more functional and durable, and SCG is among Thailand’s leading companies that have played a role in advancing this initiative. The task that SCG was mainly responsible for was the development of a new prosthetic foot that was more ergonomically correct. Leveraging its expertise in material science and design as well as years of experience in medical equipment development, SCG started out by tackling the challenge of selecting materials, prioritizing quality and affordability. The SCG team eventually decided on a material used in the automotive industry – a PP composite mixed with fiberglass, which gave the material greater strength and made it lighter. The material was then applied to a new keel design. Instead of a C-shape keel, which created a direct pressing force and could thus lead to breakage, the SCG team designed the new keel in the shape of the letter A, which better supported and distributed pressure, and gave it a beehive structure. This design was further developed and eventually met industrial standards. The keel developed by the SCG team could support 90 kilograms maximum and could be used for at least 2,000,000 steps, fulfilling actual functional requirements effectively. Collaboration for theBetter As the material for the foot shell needed to be durable, resilient, tough, flexible, light and aesthetically resemble a real foot, SCG also collaborated with Dow Thailand Group to obtain the perfect plastic material. The prosthetic foot project reflects how SCG always prioritizes open collaboration and integrates it into every dimension of the working process. What also captured this very spirit was the collaboration with Rubber Soul Company Limited to further develop the improved prosthetic foot, in which Rubber Soul designed the mold and developed a compound material that would create lightweight, durable, and affordable prosthetic feet that were similar to human feet in properties and could be easily purchased and replaced. Opportunity for the Better The innovative prosthetic foot jointly developed by SCG, Dow Thailand Group, Rubber Soul Co., Ltd., and the Prostheses Foundation of H.R.H. the Princess Mother has not only brought technological advancement to the world but has also renewed hope and given a new life to many people. SCG continues to actively develop innovation and is ready to contribute to a better quality of life and grow sustainably with everyone. Watch the video on the “new prosthetic foot” here: https://bit.ly/3p2qD8g
From Leftover Material To A Unique Product: An Innovative Fiber Made Out of Pineapples And Recycled Plastics

From Leftover Material To A Unique Product: An Innovative Fiber Made Out of Pineapples And Recycled Plastics

Date: 6 Nov 2020

The circular economy is a key approach that SCG has consistently integrated into various activities in a multi-faceted way. Circulating waste like pineapple leaves and plastic cups back into use through innovative means that add value to the materials, foster collaboration among community members, and contribute to the building of an open collaboration network is another example of success that brings pride to SCG. Thinking Like a Local Originally, the Khon Saen Witi Weaving Community Enterprise of Pluak Daeng District, Rayong Province specialized only in weaving monks’ robes with traditional looms. In 2015, Pattakarn Wattanasahoyothin, Director of the Office of the Non-Formal and Informal Education of Pluak Daeng District, initiated an industry shift towards making handwoven textiles dyed with mangosteen peel and tailored into ready-to-wear pieces. During the planning stage, a question arose of what household material could be incorporated into the fabric that would reflect the story of the community. The Director and her team looked to the district’s motto “Sweet, Juicy Pineapples” for inspiration. Pineapples are abundant in the region, and when harvesting them, farmers pluck only the fruits, discarding the leaves. Pattakarn believed that the tensile strength of pineapple leaves should make them suitable for use in textile making. And thus the development of the innovative fiber from pineapple leaves began. Through trial and error, research into the strengths and weaknesses of pineapple fiber samples from the Philippines, and, finally, process optimization to create the most suitable product for consumers, Pattakarn and her team succeeded in producing pineapple fabric in 2018 by blending pineapple fiber with cotton at a ratio of 40:60. The innovation of the Khon Saen Witi Weaving Community Enterprise perfectly combines the tensile strength of pineapple leaves with the softness of cotton. "The benefit of fabric from pineapple fiber is its tensile strength, which makes it able to withstand laundry detergent and machine washing as well as extends the life of the fabric. Other features include the unique color of the pineapple fiber and its exfoliating properties. Thanks to local wisdom, the problem of scratchiness found in pineapple fiber from the Philippines was solved by simply pounding the fibers in a stone mortar to soften the rough edges. Additionally, pineapple fiber absorbs sweat well, making it comfortable to wear,” the Director explained. Aside from the invention of a method to improve the quality of the fiber, the development of the manufacturing process also involved the design of a pineapple leaf processing machine. This new invention replaces the need for manual labor in scraping each leaf with a spoon, thus producing fibers at a faster rate, and reduces jerk-back, which is a common problem in commercially available fiber extraction machines. All of these developments resulted from the initiative and efforts of the community. A Good Partner is Key “We were introduced to SCG at a trade show, and we heard that the Company had conducted research on producing fibers from recycled plastic, so we decided to collaborate on an experiment to see how we could incorporate these plastic fibers into fabric,” Pattakarn recollected. The fabric produced by the Khon Saen Witi Weaving Community Enterprise uses natural fiber for the warp (vertical) yarns and plastic fiber for the weft (horizontal) yarns. The team is still in the process of optimizing a fiber blend that is most suitable for the weaving process. Although plastic fiber is more challenging to weave because the strands don’t adhere to one another unlike cotton, coupled with its relative slipperiness, which can make the shape of the resulting fabric unstable, thus requiring more skill and expertise in the weaving process, this collaboration is the first step toward expanding the opportunity to create innovations that turn traditional wisdom into local products. Besides working closely with the community and exchanging creative ideas in order to build knowledge and develop plastic fibers into aesthetically pleasing and functional fabric, SCG also supports the local industry with equipment and tools, such as providing flying shuttle looms, which allow for more efficient fabric production compared to traditional looms, as well as organizing activities to help elevate the status of the Community Enterprise, so that they are now featured in functions to represent the province and the country. "Producing fabric from plastic fiber isn’t just about creating a product, but it’s also about shifting the mindset and feeling of community members about waste towards a more conscious approach to household waste management, such as increased mindfulness when using plastic and initiative in sorting waste like plastic coffee cups, because of a realization that if we sort and recycle trash properly, it can be turned into something useful and valuable,” Director Pattakarn concluded. SCG continues our commitment to promoting the circular economy principles that are applicable in the lives of community members in order to support economic sustainability in the community along with the suitable and efficient management of local resources.
Innovative Recycled Plastic Road For Sustainable Environment and Communities

Innovative Recycled Plastic Road For Sustainable Environment and Communities

Date: 6 Nov 2020

The concept of circular economy, which recognizes the importance of using resources to the best advantage and only as needed, from production to usage and recycling (Make - Use - Return), and open innovation, which refers to collaboration in research and innovation development with all sectors, both locally and internationally, to foster a network and create better innovations at a faster pace. are two strategic key factors that have driven SCG to the forefront of the industry in Thailand. An example of our successful projects is the Innovative Recycled Plastic Road, which demonstrates a concrete result of applying the aforementioned principles and reflects the determination of the organization to benefit not only the business but also the environment and society. A Solution to Every Challenge According to data from theUnited Nations Environment Program, throughout the world, as many as 50 billion plastic bags are used each year, half of which are single-use plastics. In Thailand, according to a 2017 report of the Ministry of Natural Resources and Environment, 27 million tons of waste is generated annually, with 2 million tons being plastic waste and with about 45 billion plastic bags being used each year. Keeping plastics in use for as long as possible in a sustainable way throughout the cycle of production, usage, and recycling according to the concept of circular economy is an important mission for SCG and its partners. And thus, the Innovative Recycled Plastic Road Project, in which used plastics are mixed with asphalt to construct roads, was born. Joining Forces to Solve Problems The idea for the innovative recycled plastic road was conceived by the Dow Chemical Company, which had been working on recycled plastic asphalt roads in India and Indonesia prior to Thailand. Subsequently, the Chemicals Busines, SCG, and Dow Thailand Group joined hands to build similar recycled plastic roads in Thailand. Researchers at the Chemicals Business experimented to find the right proportions for the raw materials, which will affect the mixture’s strength, durability, water permeability, and lifetime. More importantly, the mixture had to be designed to suit Thailand’s terrain, which differs from that of Indonesia and affects the temperature on and under the road surface. A study on the innovative recycled plastic road conducted by the Department of Civil Engineering, the Faculty of Engineering, Chulalongkorn University, tested and compared recycled plastic roads with regular asphalt roads, and found that the surface of the recycled plastic road featuring plastic waste as a component was 15-30% stronger than regular asphalt roads and that the traction increased by approximately 6%, making this innovation effective not only in helping to reduce plastic waste in the country, but also in improving the quality of asphalt roads. Plastic types that are suitable for the innovative recycled plastic road include plastic bags with handles, heat-resistant bags, straws, PP, PE and PET coffee cups, and various non-metal coated packaging, such as dishwasher detergent pouches. These plastics melt at temperatures of about 160 °C or lower, which are the levels for asphalt production for road construction. Striving towards Sustainable Development Goals The Innovative Recycled Plastic Road Project align with the United Nations’ Sustainable Development Goals or SDGs in three important dimensions, namely the environment, society and economy, as follows: More environmentally friendly: The innovation reduces the amount of waste plastic through repurposing, decreases road wear, and helps reduce greenhouse gas emissions from asphalt production for road construction. More sustainable than raising awareness: Making the benefits of waste plastic visible to the public can encourage people to take up plastic waste separating and recycling as a profession and ultimately lead to the development of residential settlements Stronger roads: This innovation not only creates added value to plastic waste but also reduces water seepage and enhances resistance to water erosion, thus prolonging the life of roads and reducing road repairs. Keep Expanding the Network The innovative recycled plastic road in RIL Industrial Estate in Rayong is a prototype created by a technological cooperation between SCG and Dow Chemical. The inaugural road spans 220 meters and measures 3 meters in width and 6 centimeters in thickness. The project was then expanded through cooperation with various companies. Among these is SC Asset Corporation Public Company Limited, which sought to pilot the innovation and be the first company in Thailand’s real estate industry to repurpose used plastics according to the circular economy model. Another example is Amata Corporation Public Company Limited, which constructed Thailand’s first functional recycled plastic road in an industrial estate, thus contributing to the realization of a Smart City by creating a smart environment, in line with the government policy aiming to support the development of a Smart City, especially in the Eastern Economic Corridor (EEC). The last example is CP All Public Company Limited, which constructed recycled plastic roads in their project “7 Go Green Recycled Plastic Road.” On October 8th, 2020, SCG signed a memorandum of understanding with the Department of Highways, the Department of Rural Roads, Dow Thailand Group, and Chiang Mai University, to jointly study and develop plastic waste for use as a raw material in asphalt concrete for road construction to create new standards for the country's road making while also promoting proper waste management and resource efficiency, in line with the concept of circular economy and the government's BCG Economy (Bio - Circular - Green Economy) policy. SCG and its partners have constructed a 7.7 km prototype asphalt concrete road that used a total of 23 tons or about 23,000 kilograms of plastic waste. Watch a video about the innovative recycled plastic road at: https://bit.ly/360yP05
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 4: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 4: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่”

Date: 26 Oct 2020

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ “ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่” จุดเปลี่ยนความคิด แม้ขยะจะไม่ได้เป็นปัญหาเชิงกายภาพของคนในชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เพราะที่นี่เป็นชุมชนของซาเล้งเก็บขยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่ประกอบไปด้วยผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ผู้ค้าปลีก และผู้จัดการขยะ แต่ขยะกลับเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชน ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ พีรธร เสนีย์วงศ์ หัวหน้าทีมซาเล้งเก็บขยะ ที่ทำอาชีพนี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว รับรู้และต้องการแก้ไข แต่เดิมนั้นรายได้เฉลี่ยที่ได้จากการเก็บขยะของซาเล้งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ อยู่ที่ 300 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งนั่นมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างชัดเจน และกว่า 30 ครัวเรือน ก็ขับรถซาเล้งเก็บขยะเหมือนกันด้วย พอออกไปเก็บขยะ ก็มีการทับที่ทับทางกัน จนทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน และบั่นทอนความสามัคคีของคนในชุมชน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พีรธรตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าไม่ต้องใช้เงินเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนซื้อกับคนขายจะเป็นอย่างไร จะอยู่กันได้ไหม” จากนั้นเขาจึงนำเงินที่พอมีเหลือติดตัวอยู่ประมาณ 2,000 บาท ไปซื้อของใช้ที่จำเป็น เช่น ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม แล้วให้คนในชุมชนนำขยะมาแลกสินค้าตามราคาที่กำหนดไว้ “เราจะมีราคาของขยะแต่ละประเภทกำหนดไว้ เช่น ขวดพลาสติกกิโลละ 3 บาท ขวดแก้วกิโลละ 5 บาท กระดาษกิโลละ 4 บาท ราคานี้จะขึ้นลงตามราคาตลาด ถ้าคุณอยากได้ยาสระผมราคา 20 บาท คุณไม่ต้องใช้เงินซื้อ แต่เอาขยะที่รวมกันได้ราคา 20 บาท มาจ่ายแทน” พีรธรกล่าวเสริม เพราะขยะทำให้เรามีชีวิต วิธีการดังกล่าวมีแต่คนได้ ผู้ซื้อได้ของไปใช้โดยไม่ต้องเสียเงิน แถมยังได้ลดขยะในบ้านตัวเอง ส่วนพีรธรเองซึ่งเป็นผู้ขายที่เมื่อก่อนต้องออกไปเหนื่อยหาขยะ แต่ทำแบบนี้ ขยะจะเดินมาหาเราเอง แถมได้จำนวนขยะมากกว่าเดิมด้วย นอกจากนี้ เมื่อมีขยะมากขึ้น ก็ไม่ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางให้กดราคา แต่นำขยะไปขายกับโรงงานเจ้าใหญ่ที่รับซื้อปลายทางได้ นั่นทำให้ซาเล้งมีอำนาจต่อรองในการขายขยะ จากที่เคยมีรายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 300 กว่าบาท พุ่งไปแตะที่เฉียด 600 บาทต่อวัน และพีรธรยังมีเวลาว่างให้ครอบครัวด้วย แต่เมื่อหันมามองชุมชนของตัวเองก็พบว่า กว่า 120 หลังคาเรือนในชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ปัญหาเดิม ๆ ยังคงมีอยู่ และในอาคตคงมีปัญหาอื่นอีกที่ตามมา และนั่นป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาใช้ “ขยะ” เป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนของชุมชนที่นี่ ความสำเร็จสำคัญของโครงการ “เมื่อใดที่ผู้คนรู้สึกว่าขยะมีคุณค่า เมื่อนั้นผู้คนจะลุกขึ้นมาคัดแยกและจัดการขยะเองโดยไม่ต้องร้องขอ” นี่คือความเชื่อของพีรธร และกลายมาเป็นความเชื่อของคนทั้งชุมชนที่ลงมือแยกขยะอย่างอัตโนมัติ เพราะถ้าคนใดคนหนึ่งไม่ทำให้เป็นนิสัย ก็อาจจะสูญเสียโอกาสหลายอย่าง เช่น โอกาสในการมีกินมีใช้ มีรายได้ มีสวัสดิการ และที่มากกว่านั้น บางทีคน ๆ นั้นอาจจะกลายเป็นคนแปลกแยกจากชุมชน โดยทุกวันนี้แทบไม่มีใครในชุมชนฯ คัดแยกขยะไม่เป็น ขนาดเด็กน้อยอายุแค่ 6-7 ขวบ ยังจัดการแยกขยะด้วยความถูกต้องคล่องแคล่ว นั่นเพราะเป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่ทุกวี่วัน จากเงิน 2,000 บาท ที่พีรธรใช้เป็นเงินลงทุนตั้งต้น เพื่อเปิด “ร้านค้าศูนย์บาทพลัส” ร้านค้าในชุมชนฯ ที่ใช้ขยะแทนเงิน กุศโลบายอันแยบยลที่ชักชวนให้คนในชุมชนแยกขยะที่ต้นทางได้มากขึ้น เพราะถ้าไม่แยกขยะ ก็จะไม่สามารถนำมาใช้แทนเงินสดซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องการจากร้านแห่งนี้ได้ ที่นี่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะความกลมเกลียว และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีของทุกคนที่แวะเวียนมาร้านนี้ อีกหนึ่งความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ก็คือ “ขยะสวัสดิการ” ซึ่งเป็นการนำขยะมูลค่า 1 บาท มาส่งที่ร้านค้าศูนย์บาทพลัสทุกวัน แต่ถ้าชาวบ้านคนไหนไม่สะดวก ก็อาจนำส่งเป็นรายเดือนก็ได้ ซึ่งสวัสดิการที่ว่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล ทุนการศึกษา และเงินช่วยเหลือสำหรับงานฌาปนกิจ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของขยะที่ถูกใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในชุมชนแห่งนี้ ดาวน์โหลด Waste to Wealth... เงินทองจากกองขยะ ได้ที่ https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/