ถอดรหัสความสำเร็จ SCG Circular Way ทางออกวิกฤตปัญหาขยะ

Date: 6 Aug 2020

งาน SD Symposium 10 Years Circular Economy: Collaboration for Action เมื่อเดือนกันยายนของปี 2019 คือบทพิสูจน์ความสำเร็จของ Circular Way แนวปฏิบัติที่เอสซีจีตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้เป็นต้นแบบของบริษัทในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในปัจจุบัน เอสซีจียังคงมุ่งมั่นผลักดันแนวคิดและแนวปฏิบัติดังกล่าวให้กับทุกฟังก์ชันขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้โมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโมเดลนี้ ได้รับการยอมรับมากขึ้นและถูกนำไปประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ความท้าทายเรื่อง “ขยะมูลฝอย” ก็เป็นอีกหนึ่งวาระระดับประเทศที่เอสซีจีให้ความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาผ่านการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้เป็นฐานคิดและแนวปฏิบัติในการหาทางออกให้กับวิกฤตอย่างมีระบบและยั่งยืน

เริ่มต้นในองค์กร ขยายผลสู่ชุมชน โครงการจัดการขยะภายในองค์กรที่มีชื่อว่า “บางซื่อโมเดล (Bang Sue Model)” คือสูตรสำเร็จของเอสซีจีในการประยุกต์ใช้หลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการหมุนใช้ทรัพยากรธรรมชาติในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสีย วัตถุดิบ สินค้าที่หมดอายุ และพลังงาน ให้กลับไปเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบด้วยกระบวนการที่เหมาะสม นอกจากนี้โมเดลดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ช่วยรองรับขยะที่เกิดขึ้นและนำกลับเข้าสู่วงจรการรีไซเคิล และที่สำคัญยังเอื้อต่อการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของพนักงานภายใต้แนวคิด ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก

โครงการจัดการขยะภายในองค์กรของเอสซีจีนี้ประสบความเร็จในระดับน่าพอใจ เพราะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องทิ้งในบ่อฝังกลบ เพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิลได้อย่างต่อเนื่อง และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากความสำเร็จภายในองค์กรนำไปสู่การขยายผลกับชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง ได้แก่ ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ ชุมชนเขาไผ่ วัดโขดหิน โรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 และธนาคารขยะชุมชนเขาไผ่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่เอสซีจีได้เข้าไปพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยโครงการที่ต่อยอดมาสู่ชุมชนดำเนินงานภายใต้ชื่อ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” ที่เชื่อมโยงการจัดการขยะระหว่าง บ้าน-โรงเรียน-วัด-ธนาคารขยะ เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณขยะรีไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณการฝังกลบขยะ และมีแนวทางการดำเนินโครงการมุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านผู้นำชุมชน สู่สมาชิกของชุมชนในเรื่องของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการผลักดันและให้ความรู้ในด้านต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญของเอสซีจีโดยเฉพาะ

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวดำเนินงานมาแล้วกว่า 1 ปี สามารถนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากถึง 6,500 กิโลกรัม และลดปริมาณขยะที่ถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบได้เป็นจำนวนมาก โดยเอสซีจีตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนชุมชนและครัวเรือนให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดระยองพัฒนาสู่เมืองไร้ขยะต่อไปในอนาคต   

นวัตกรรม: โซลูชันเพื่อความยั่งยืน
นอกเหนือจากการเป็นองค์กรต้นแบบเรื่องความยั่งยืน ที่ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นพื้นฐานเพื่อการสร้างเสริมค่านิยมที่ดีให้กับบุคลากรและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงแล้ว เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการนำดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ “คุ้มค่า” (KoomKah) เว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธนาคารขยะแบบครบวงจร ซึ่งถูกนำมาบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการ “บางซื่อโมเดล (Bang Sue Model)” และโครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” โดยเครื่องมือดังกล่าวช่วยบันทึกจัดเก็บข้อมูลขยะและจำนวนยอดเงินจากการซื้อขาย มีระบบจะช่วยจัดเก็บข้อมูลสมาชิก รวมถึงประวัติการแลกแต้มสะสมคะแนน ช่วยจัดระเบียบข้อมูลสินค้าขยะแต่ละประเภท เงินทุนและแต้มสะสมจากการรับซื้อสินค้า ทำให้วางแผนกลยุทธ์การซื้อขายได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยจัดทำรายงานรับซื้อและขายขยะ (Report) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่วงเวลาประมวลผล และดาวน์โหลดไฟล์ออกมาในรูปแบบ Excel ซึ่งง่ายต่อการนำข้อมูลมาคำนวณในรูปแบบต่าง ๆ

นอกจากนี้ การคิดค้นและการพัฒนานวัตกรรมชุดบำบัดน้ำเสียก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ที่เอสซีจีประยุกต์ใช้ความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยประกอบไปด้วย

  • ถังดักไขมันแบบ DIY ผลิตจากวัสดุที่หาซื้อได้ทั่วไป ราคาประหยัด สามารถประกอบได้ง่าย ติดตั้งได้ในครัวเรือนได้ทันที นำไปใช้กรองเศษอาหาร และช่วยแยกไขมันออกจากน้ำก่อนปล่อยน้ำทิ้งสู่ท่อระบายน้ำ
  • Aquonic 600 ช่วยขจัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียจากห้องน้ำและน้ำเสียในครัวเรือนด้วยกระบวนการทางชีวภาพและเคมีไฟฟ้า ทำให้น้ำที่ได้ปราศจากเชื้อโรค สี และกลิ่น สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบสุขาปลอดเชื้อที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ร่วมพัฒนาขึ้นกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์
  • นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone ซึ่งพัฒนาขึ้นจากทุ่นดักขยะแบบแนวตรง (Oil Boom) ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้คิดค้นขึ้นเมื่อปี 2561 นวัตกรรมนี้ผลิตพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทนทานต่อรังสียูวี อายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย

นวัตกรรมทั้งสามชนิดนี้มีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งจากครัวเรือนก่อนปล่อยออกสู่คลองเปรมประชากร โดยก่อนหน้านี้มีการติดตั้งนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ HDPE-Bone จำนวน 24 จุด รวม 13 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถกักขยะได้กว่า 40 ตัน โดยเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเทศบาลในพื้นที่ ร่วมเก็บขยะและคัดแยกขยะเพื่อนำไปจัดการอย่างถูกต้องต่อไป

สร้างความร่วมมือ ขยายผลแนวคิด
แม้ว่าการปลูกฝังเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นกับทุกคนในองค์กร และการส่งผ่านแนวคิดนี้ไปให้กับชุมชนในพื้นที่ เป็นเรื่องที่เอสซีจีดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่กุญแจสำคัญของความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดที่เป็นมิตรกับธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยังรวมถึง Open Collaboration ด้วย

การสร้างภาคีเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอสซีจีได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในระดับประเทศนั้น กรมทรัพยากรทางชายฝั่งทะเล (ทช.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานรัฐที่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอสซีจี และความร่วมมือในระดับนานาชาตินั้น เอสซีจีได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรต่าง ๆ อาทิ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแห่งเดียวในโลกที่มีสมาชิกประกอบไปด้วยบริษัทที่มาจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อแก้ปัญหาขยะในทะเลผ่านการสร้างโซลูชันที่ช่วยจัดการขยะ และ The Ocean Cleanup องค์กรสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมชั้นนำระดับโลก โดยร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในประเทศไทย เป็นต้น

แม้ว่าปัญหาขยะในประเทศอาจจะยังไม่สามารถแก้ไขให้คลี่คลายและลดความรุนแรงลงได้โดยทันที แต่เอสซีจีคงมุ่งมั่นกับการรณรงค์และการปลูกฝังความรู้เรื่องการจัดการขยะให้กับทุกภาคส่วนผ่านโครงการต่าง ๆ การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานของโครงการ และการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายเพื่อหาโซลูชันทั้งในและนอกประเทศ โดยมีหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งเสริมให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

เอสซีจีกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ บ้านมาบจันทร์ จ.ระยอง

เอสซีจีกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ บ้านมาบจันทร์ จ.ระยอง

Date: 8 Jun 2020

ความแห้งแล้งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญระดับประเทศ เพราะส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวล้อม พื้นที่และชุมชนบริเวณเขายายดาในจังหวัดระยองเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนเองก็เผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว มีไฟป่าเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าแล้ง เมื่อถึงคราวหน้าฝน แม้ฝนจะตกแต่ผืนดินก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ทั้งยังเกิดดินถล่มจนเซาะหน้าดินแทบไม่เหลือ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน เอสซีจีได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว จึงได้เข้าไปให้คำปรึกษาและสร้างความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่เขายายดา ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำที่มีจำนวนกว่า 6,800 ฝายในปัจจุบัน นอกจากนี้ เอสซีจียังส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องการประกอบอาชีพ รวมถึงยังมีส่วนช่วยในการหาตลาดให้ชาวบ้านมีช่องทางการจัดจำหน่าย โดยบ้านมาบจันทร์มีบ้านเรือนประมาณ 240 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 400 คน ในหมู่บ้านจะจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ หรือสร้างผลผลิตทางการเกษตรขึ้น สร้างให้เข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่อีโคทัวร์ จากการให้คำปรึกษาและสร้างความร่วมมือกับชุมชน พร้อมความตั้งใจจริงของเอสซีจี ที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและธรรมชาติในพื้นที่เขายายดา คือการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณเขายายดาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Ecotourism) ซึ่งเป็นกระแสการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมและเหมาะกับโลกยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติกำลังเสื่อมโทรม การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นี้เป็นการบริหารจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยเน้นไปที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยนักท่องเที่ยวยังคงได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และความผ่อนคลาย ในปัจจุบันชุมชนบ้านมาบจันทร์ ที่เอสซีจีได้เข้าไปให้การสนับสนุน เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจของการท่องเที่ยวแบบอีโคทัวร์ โปรแกรมการท่องเที่ยวที่ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่มีดังต่อไปนี้ กิจกรรมทำฝายชะลอน้ำ เพื่อเป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำของชุมชน นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้ลงมือทำฝ่ายชะลอน้ำด้วยตนเอง โดยฝ่ายชะลอน้ำนี้ช่วยลดความเร็วของน้ำให้ทำให้น้ำสามารถซึมไปในดินได้มากขึ้น เก็บกักความชื้นได้นานขึ้น อีกทั้งยังช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เจริญเติบโต และน้ำบางส่วนจะซึมลงไปกักตัวเป็นน้ำใต้ดินและน้ำบาดาลให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ต่อไป กิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ อีกหนึ่งกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาส“อาบป่า” เพราะหลังจากเอสซีจีได้เข้ามาช่วยให้คำแนะนำเรื่องการฟื้นฟูสิ่งแวดลอมและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าในชุมชนบ้านมาบจันทร์คืนกลับมา โดยชุมชนได้กำหนดเส้นทางสำหรับการเดินป่าเพื่อศึกษาธรรมชาติที่จะช่วยสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว กิจกรรมขับขี่มอเตอร์ไซค์วิบากเอ็นดูโรในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านมาบจันทร์มีการออกแบบเส้นทำงสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์วิบากไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้สมาชิกอาสาสมัครป่าชุมชนได้ขับมอเตอร์ไซค์ลาดตระเวนสอดส่องดูแลภายในพื้นที่ป่า และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่ชอบขับมอเตอร์ไซค์วิบาก มาทดลองเส้นทางเพื่อซึบซับธรรมชาติ โดยมีทีมงานของสมาชิกอาสาสมัครป่าชุมชนเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยและแนะนำตลอดเส้นทางการผจญภัย กิจกรรมไหว้พระปฏิบัติธรรมที่วัดมาบจันทร์ วัดมาบจันทร์เป็นวัดป่าที่ตั้งอยู่บริเวณเขายายดา พื้นที่ส่วนใหญ่ติดเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ครอบคลุมพื้นที่กว่าหนึ่งพันไร่ มีการสำรวจพบสัตว์ป่าหายากชนิดต่าง ๆ เช่น เสือปลา หมี เก้ง อีเห็น ชะมด และนกหลากหลายสายพันธุ์ กิจกรรมท่องเที่ยวสวนสละ สวนสละสุมาลีเป็นสวนสละแห่งเดียวของบ้านมาบจันทร์ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปทำกิจกรรมแต่งงานสละ (ผสมเกสรสละตัวผู้ + ตัวเมีย) ได้ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังได้เรียนรู้วิธีกำรทำสละลอยแก้วที่ใช้สละสด ๆ เด็ดจากสวนด้วย กิจกรรมเรียนรู้การทำอาหารพื้นบ้านระยอง อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของ จ.ระยองมีหลายชนิด เช่น แกงกระวาน แกงชะมวง น้ำพริกกะปิ เป็นต้น สำหรับบ้านมำบจันทร์ถือเป็นอีกแหล่งเรียนรู้การทำอาหารพื้นถิ่นของระยอง จุดเด่นของกิจกรรมนี้ก็คือ นักท่องเที่ยวจะได้เก็บวัตถุดิบสด ๆ จากสวนครัวของชุมชนมาใช้ประกอบอาหาร กิจกรรมท่องเที่ยวสวนผลไม้ สวนผลไม้ที่ประกอบด้วยไปด้วยเงาะ มังคุด ลองกองและทุเรียนหลากหลายพันธุ์ ในพื้นที่กว่า 90 ไร่ โดยนักท่องเที่ยวมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการทำสวน รวมถึงได้ชิมผลไม้จากสวนของที่นี่กันแบบสด ๆ บริการที่พักแบบโฮมสเตย์ เพื่อซึมซับและเข้าถึงวิถีชุมชนของบ้านมาบจันทร์ได้ลึกซึ้งขึ้น ทางชุมชนบ้านมาบจันทร์มีที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้ให้นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นบ้านของสมาชิกในชุมชน เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการพักแบบใกล้ชิดวิถีชุมชน ชิมอาหารพื้นถิ่นฝีมือชาวบ้าน และได้ใกล้ชิดธรรมชาติของเขายายดา บ้านมาบจันทร์ ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลแกลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ธรรมชาติให้กับผู้ที่สนใจตลอดทั้งปี ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ทำให้บ้านบาบจันทร์ได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัลป่าชุมชนระดับจังหวัด โครงการคนรักษ์ป่า ป่าชุมชน พ.ศ. 2556 เป็นต้น สนใจเยี่ยมชมหรือศึกษาดูงาน ติดต่อได้ที่ ผู้ใหญ่วันดี อินทร์พรม (+66) 8 9284 1204
เอสซีจี ร่วมมือ “Alliance to End Plastic Waste” (AEPW) เพื่อการจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

เอสซีจี ร่วมมือ “Alliance to End Plastic Waste” (AEPW) เพื่อการจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

Date: 29 May 2020

“ทุกปีขยะพลาสติกจำนวนกว่า 8 ล้านตัน มีจุดสิ้นสุดอยู่ที่มหาสมุทร” นี่เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ Ocean Conservancy ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่หวังผลกำไรที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในรายงานสถานการณ์ขยะทะเลปี พ.ศ. 2560 ตัวเลขดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ที่รายงานว่า 80% ของขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นทั้งหมดในแต่ละปีรั่วไหลลงสู่มหาสมุทร จริง ๆ แล้วพลาสติกเป็นวัสดุที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งยังรีไซเคิลกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้ แต่หากขาดการจัดการที่ดีย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาขยะพลาสติกซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปีที่ผ่านมา ผ่านการตอกย้ำภาพการเป็นผู้ร้ายของขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสัตว์ต่าง ๆ ดังที่สื่อได้นำเสนออยู่อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการงดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic ban) ของหลายประเทศ โดยในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา ได้มีมาตรการลดการใช้พลาสติกโดยขอความร่วมมือกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง และร้านสะดวกซื้อจำนวน 43 บริษัท ให้เลิกแจกถุงพลาสติกให้ลูกค้า ทั้งนี้ได้ระบุสินค้าผ่อนผันที่ยังสามารถใช้ถุงพลาสติกได้อยู่ 4 ชนิด ได้แก่ อาหารที่ต้องอุ่นร้อน อาหารเปียก เนื้อสัตว์ และผลไม้ เอสซีจีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งและผู้สนับสนุนการดำเนินงานของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวมบริษัทระดับโลกในห่วงโซ่มูลค่าของวงการพลาสติก เพื่อยกระดับโซลูชันการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในทะเลและมหาสมุทรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำด้วยกัน ไปได้ไกล Alliance to End Plastic Waste (AEPW) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแห่งเดียวในโลกที่มีสมาชิกประกอบไปด้วยบริษัทที่มาจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมพลาสติก ได้แก่ บริษัทที่ผลิต ใช้ ขาย แปรรูป จัดเก็บ และรีไซเคิลพลาสติก นับตั้งแต่การก่อตั้งองค์กรขึ้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 45 บริษัท มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์และสำนักงานสาขาตั้งอยู่ในหลายภูมิภาค ได้แก่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง โดยกลุ่มพันธมิตรได้ร่วมมือกับสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development: WBCSD) ในฐานะพันธมิตรผู้ก่อตั้งและวางแผนเชิงกลยุทธ์ สำหรับประเทศไทย เอสซีจี เป็นองค์กรไทยแห่งเดียวและเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติจากขยะพลาสติก โดยมีการจัดงานเปิดตัวองค์กรไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ภายในงานได้มีการจัดเสวนาเพื่อระดมความคิดในการจัดการความท้าทายเรื่องขยะในประเทศไทยและในภูมิภาคจากบริษัทสมาชิกผู้ก่อตั้ง หน่วยงานราชการ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร พร้อมกับการเปิดรับสมัครให้บริษัทต่าง ๆ ในภูมิภาคสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับโครงการในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการโดยมีเอสซีจีพร้อมช่วยผลักดันอย่างเต็มกำลัง องค์กรระดับโลกที่มีแนวคิดชัดเจน แนวคิดที่สนับสนุนความสำเร็จของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ในการต่อกรกับปัญหาขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วย 10 ข้อสำคัญ ได้แก่ เห็นปัญหาร่วมกัน จากข้อมูลที่น่าเชื่อถือซึ่งรวบรวมจากหน่วยงานชั้นนำระดับโลก พร้อมกับการรับรองโดยสหประชาชาติ ขยะพลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องร่วมมือกันแก้ไข เพราะเป็นภัยคุกคามสิ่งแวดล้อม คิดใหญ่ ทำย่อย แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ แต่การคลี่คลายปัญหาต้องใช้โซลูชันที่เฉพาะเจาะจง นั่นคือ การออกแบบโครงการและวิธีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปกับบริบทในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ระดับพื้นที่ และระดับชุมชน รวมกันดีกว่า ในอดีตมีโครงการที่โฟกัสเรื่องการจัดการปัญหาขยะพลาสติกออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่อาจยังดำเนินงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะขาดการบูรณาการกับทุกหน่วยในห่วงโซ่คุณค่า เปลี่ยนเพื่อปรับ โครงการที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาด้านการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน คุณค่าคือหัวใจ พลาสติกที่ถูกใช้งานเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ยังคงเป็นวัสดุที่มีคุณค่า การนำขยะพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลได้ ถือเป็นตัวกระตุ้นที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน ตัวช่วยที่ดีของรัฐ รัฐบาลของหลายประเทศต้องการหาทางออกให้กับปัญหาขยะพลาสติก แต่การดำเนินงานอาจล่าช้าเพราะขาดความคล่องตัวและผู้เชี่ยวชาญ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) จะช่วยส่งต่อองค์ความรู้และแนวปฏิบัติให้กับหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไปสานต่อให้เกิดประสิทธิภาพในระดับชุมชนได้ ร่วมสู้แบบแนวหน้า การร่วมมือกันของทุกหน่วยในห่วงโซ่มูลค่า โครงการต่าง ๆ ภายใต้ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) จะถูกขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความเชี่ยวชาญที่มาจากแต่ละบริษัทสมาชิก เดินหน้าเต็มสูบ การดีไซน์โซลูชันเพื่อจัดการปัญหาขยะอย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้โครงการขององค์กรมีโอกาสประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว และสามารถนำไปขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดเริ่มต้นคือดีไซน์ ตั้งแต่โครงการที่ช่วยลดการใช้วัสดุ ไปจนถึงการออกแบบเพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงนวัตกรรมเพื่อการจัดการขยะต่าง ๆ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดเรื่องการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งมีหัวใจเป็นหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คิดเพื่อความแปลกใหม่ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบโดยตรงต่อโมเดลธุรกิจของหลายบริษัท แต่นั่นช่วยทำให้เกิดบิสซิเนสโมเดลรูปแบบใหม่ที่รอหลายบริษัทเข้าไปค้นหา และที่สุดคือสามารถปรับให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ สู้กับปัญหาขยะพลาสติกอย่างมีชั้นเชิง Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ที่มีเอสซีจีเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดำเนินการโครงการต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ (Action-based Projects) โดยมีกระบวนการดำเนินงานที่วางอยู่บนรากฐากสำคัญ 4 ด้านอันได้แก่ Infrastructure การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และสามารถรองรับทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตพลาสติกได้ ตั้งแต่การรวบรวมขยะ แยกประเภท และเปลี่ยนขยะเหล่านั้นให้กลับมามีประโยชน์อีกครั้ง Innovation การพัฒนานวัตกรรม ผลักดันและเร่งให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งมีความจำเป็นมากในกระบวนการจัดการขยะ เพราะนวัตกรรมคือสิ่งที่สำคัญมากที่หลายภูมิภาคยังคงขาดแคลน เนื่องจากต้องการการลงทุนซึ่งมีความเสี่ยงและต้องใช้เงินจำนวนมาก Education and Engagement การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและความมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง สร้างความรู้และความเข้าใจเรื่องการใช้และการทิ้งพลาสติกอย่างมีความรับผิดชอบ เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และเข้าใจว่าจะแก้ไขอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ Clean-up การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด การฟื้นฟูที่ปลายทางต้องทำควบคู่ไปกับกระบวนการต้นทาง และสำคัญที่การลงมือทำจริงและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จากกลยุทธ์การดำเนินงานดังกล่าว องค์กรมุ่งมั่นที่จะช่วยปริมาณขยะพลาสติกที่จะรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ ที่มีทะเลและมหาสมุทรเป็นปลายทางสำคัญลงให้ได้ 3 ล้านตันต่อปี รวมถึงการสร้างเมืองปลอดขยะต้นแบบให้ได้อย่างน้อย 3 เมือง ผ่านเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกเกือบพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และตั้งเป้าลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 5 ปี ปัจจุบันมีแนวคิดโครงการเรื่องการจัดการปัญหาขยะพลาสติกมากถึง 400 โครงการ ที่อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาจาก Alliance to End Plastic Waste (AEPW) แต่โครงการที่ได้รับการอนุมัติและสนับสนุนงบประมาณให้ดำเนินงานมีทั้งงหมด 4 โครงการที่สำคัญ คือ Plug & Play, Renew Oceans, Project Stop – Jembrana และ Grameen Creative Lab ซึ่งสามารถดูรายละเอียดของโครงการ พร้อมกับรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ได้ที่ https://endplasticwaste.org/
“ระยองชอปฮิ” ตลาดนัดออนไลน์ ขายของดีท้องถิ่นระยอง

“ระยองชอปฮิ” ตลาดนัดออนไลน์ ขายของดีท้องถิ่นระยอง

Date: 27 May 2020

ไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังลากยาวไปถึง “ปัญหาปากท้อง” อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่า การจัดการกับการระบาดของเชื้อถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกัน การอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และมาตรการสร้างระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เป็นวิถีที่ช่วยให้การระบาดของโรคลดลงจนมีจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดน้อยลงเหลือตัวเลขหลักเดียวมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบ และหลายครอบครัวมีรายได้ลดลง ซึ่งการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ จึงเป็นทางออกที่ทุกธุรกิจไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็กต้องเรียนรู้และหาทางปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกวิกฤต มีโอกาส ทุกความพยายาม มีความสำเร็จรออยู่เสมอ” ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงได้รวมพลังชุมชนระยองสู้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยได้เปิดพื้นที่เฟซบุ๊กในชื่อ “ระยองชอปฮิ” เป็นตลาดนัดออนไลน์ให้ชุมชนระยองสามารถ “ฝากร้าน-ชอปจากบ้าน” ตอบรับพฤติกรรมการสั่งอาหารและสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่กำลังกลายเป็น New Normal และเติบโตอย่างมากในขณะนี้ โดยได้รวบรวมพ่อค้า-แม่ขายในพื้นที่ระยองกว่า 100 ร้าน ทั้งจากวิสาหกิจและร้านค้าทั่วไปในชุมชน มาค้าขายรูปแบบใหม่ คือ ขายผ่านตลาดนัดออนไลน์ “ระยองชอปฮิ” เพื่อช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนในจังหวัดระยอง โดยมีทีมงานจากธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชน ใครใคร่ขาย ขาย ใครใคร่ซื้อ ซื้อ มีตั้งแต่อาหารสด ผลไม้ขึ้นชื่อ ของใช้น่าซื้อ และรถยนต์! ใครใคร่ซื้อ ใครใคร่ขาย ได้สารพัดตั้งแต่ “ผลิตภัณฑ์อาหาร” สด ๆ จากทะเลและอาหารแปรรูป เช่น ปลาหมึกหยอง ปลาดาบเงินแดดเดียว น้ำพริกเผากากหมู พุงปลาแซลมอน “ผลไม้” ที่ขึ้นชื่อของเมืองระยอง อย่างทุเรียน มังคุด และ “ของใช้” เช่น ผ้ามัดย้อมบาติก ผ้าไทย กระเป๋าแฟชั่น ไปจนถึง “รถยนต์” ที่ผู้แทนขายรถมาไลฟ์สดพร้อมกับโปรโมชันดี ๆ ให้สมาชิกในกลุ่ม แนะนำ 10 ร้านเด็ดใน “ระยองชอปฮิ” ให้เลือกชอปกัน อาหารทะเลแห้ง ร้านร่มรื่น ตลาดมาบตาพุด ช่วงกักตัวอยู่บ้าน ใครอยากมีอาหารที่เก็บไว้ได้นาน ขอแนะนำร้านขายอาหารทะเลแปรรูป ไม่ว่าจะหอยจ้อปู ของเด็ดประจำร้าน ความอร่อยระดับ 5 ดาว พุงปลาแซลมอน จะทอดกรอบ ทอดเกลือ ทอดกระเทียม กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็ฟินไปหมด ปลาหมึกหยองหลากรส จะซื้อไปทานเองหรือซื้อเป็นของฝากได้ทั้งนั้น ทุเรียนชะนีไข่ ร้านครัวบ้านเพชร หัวน้ำตก ทุเรียนทุกลูกสดจากสวน คุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติหวานมัน รับประกันความอร่อย ราคาสบายกระเป๋า เจ้าของใจดี มีลด มีแถม พร้อมย้ำ ทุเรียนตัดมาเรื่อย ๆ และแนะนำให้กินแต่พอดี (วันละไม่เกิน 2 พู) ทุเรียนมีประโยชน์ช่วยในการเผาผลาญ และยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนชะนีไข่ และมังคุด จาก บ้านน้ำเป็น อ.เขาชะเมา สวนพี่ลาวัลย์ หมู่บ้านทิวลิป สายหมอน สายชะนี ร้านนี้ไม่ควรพลาด ทุเรียนต้นแก่เปลือกบาง หวานมัน ชอบเนื้อแบบไหนเลือกได้ตามใจ จะกรอบ จะเหนียว จัดให้ได้ ลูกค้าที่เคยสั่งยืนยัน จัดแล้วอร่อยมาก และยังมีมังคุดเก็บสดใหม่ทุกวันจากสวน หวานอมเปรี้ยว เนื้อเยอะหนาฟู ฟินเต็มคำ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ร้านเยื้องซอยทางเข้าสวน 80 มาบตาพุดถนนหัวน้ำตก สด ๆ จากสวน ผิวเหลืองอร่าม ผลใหญ่ รสชาติหวานละมุน จะเลือกรับประทานสด ๆ หรือทานคู่กับข้าวเหนียวน้ำกะทิก็อร่อยไม่แพ้กัน สายมะม่วงรีวิว “มะม่วงหวานอร่อยถูกใจ ลูกใหญ่กว่าฝ่ามือ” ราคามิตรภาพ พร้อมบริการจัดส่ง รู้หรือไม่! มะม่วงสุกเป็นผลไม้มากประโยชน์ มีส่วนช่วยในการขับถ่าย เป็นยาระบาย และช่วยย่อยอาหารด้วย สละสุมาลี สวนสละคุณประสงค์ พิกัดยายดา ตำบลตะพง เติมความสดชื่นรับหน้าร้อน ด้วยสละสด ๆ จากสวน เนื้อแน่น ผลโต รสหวานชื่นใจ ส่วนใครที่ชอบกินสละลอยแก้ว บอกเลยว่าต้องลอง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน คว้านเม็ดออก เม็ดอวบแน่น แช่เย็น ๆ กินคลายร้อน สละเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย น้ำพริกเผากุ้ง น้ำพริกเผากากหมู ตรา อิเจ้ จากมาบข่า อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องมีไว้ติดบ้านสำหรับสายแซ่บ ร้านนี้มีทั้งน้ำพริกเผากุ้ง น้ำพริกเผากากหมู ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่กากหมูกรุบกรอบไม่เหม็นหืน หรือจะสั่งกากหมูปรุงรส มาทานเล่นก็เพลินดี ขนมบ้านคอนหวัน ชุมชนเนินพยอม ใครขาดหวานแนะนำร้านนี้ รวมของหวานครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น เค้กข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมูนสารพัดหน้า ที่ทำสดใหม่วันต่อวัน โดยข้าวเหนียวมูนร้านนี้ทำจากสีธรรมชาติ วุ้นเค้กมะพร้าวอ่อนหน้าตาแฟนซีไม่ซ้ำใคร หอมอบอวลด้วยกลิ่นกะทิและมะพร้าวน้ำหอม กระท้อนทรงเครื่อง ใส่เครื่องแน่น ๆ ราดกะปิน้ำปลาหวาน เปรี้ยวซี้ดจี๊ดแซ่บ วุ้นกะทิดอกไม้ หวานวิไล บ้านพลง มาบตาพุด สายของหวานยิ้มแน่นอน กับวุ้นกะทิรูปดอกไม้สีสวยหวานบานเต็มกล่อง รสละมุน ทางร้านทำสดทุกวัน ไม่มีส่วนผสมของแป้ง เจลาติน และสารกันบูด สามารถเก็บได้ในตู้เย็น 3-5 วัน เหมาะกับเป็นของว่าง แช่เย็นกินแล้วอร่อยชื่นใจ จะซื้อกินเองอยู่บ้านหรือซื้อเป็นของฝากก็ดี หน้าตาสวยด้วย อร่อยด้วย ผ้ามัดย้อมครามทะเล วิสาหกิจชุมชน แตนบาติก สำหรับใครที่ชื่นชอบเสื้อผ้าสไตล์ผ้ามัดยอมสีธรรมชาติ ก็ตามไปชอป ผ้ามัดย้อม “แตนบาติก” กันเลย เจ้าของร้านนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านฉาง จ.ระยอง ผสมผสานความเป็นผ้าย้อมครามแบบดั้งเดิม แต่เพิ่มลวดลาย “หงส์เหิน” ซึ่งเป็นศิลปะพื้นถิ่นบนหน้าบันของโบสถ์วัดลุ่ม จ.ระยอง มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบลวดลายบนผ้า พร้อมใช้สีจากธรรมชาติ เช่น มังคุดและมะหาด ที่มีในท้องถิ่นมาสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้า จะซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญ ของฝาก หรือจะใส่เป็นเสื้อครอบครัวก็น่ารัก กระเป๋าผ้า แบรนด์ “Chalud” (ชะลูด) วิสาหกิจชุมชนมาบชลูด กระเป๋าผ้าลวดลายสวยสะดุดตาฝีมือชุมชนมาบชลูด ชวนให้ต้องซื้อหามาใช้ ด้วยขนาดกะทัดรัด รูปทรงสวยงาม เนื้อผ้าลินิน และผ้าคอตตอน ภายในกระเป๋ามีซับกันน้ำได้ ส่วนดีไซน์นั้นหลากหลายไม่ซ้ำกันเลย จะหยิบจับใบไหนก็แตกต่าง ชวนให้อยากเป็นเจ้าของแทบทุกใบ ทั้งกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง กระเป๋าสะพาย กระเป๋าเป้ และกระเป๋าทรงโท้ท และนี่เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ชุมชนแค่บางส่วนเท่านั้น ยังมีสินค้าชุมชนอีกหลากหลายที่รอให้จับจ่ายและเลือกซื้อกัน โดยชุมชนพร้อมจัดส่งทั่วประเทศ หากใครถูกใจร้านไหน ก็สามารถแวะเข้าไปอุดหนุนชุมชนกันได้ที่ เฟซบุ๊ก “ระยองชอปฮิ” แหล่งรวบรวมของดีท้องถิ่นระยองไว้มากมาย เป็นตลาดนัดออนไลน์วิถี New Normal ที่ช่วยกระจายรายได้ให้เม็ดเงินไหลเวียนสู่ชุมชนในช่วงภาวะวิกฤตโควิด-19 นี้ “หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ชอปจากบ้าน ช่วยชุมชน”
‘พลาสติก’ วัสดุสู้วิกฤตโควิด-19 เคียงข้างบุคลากรทางแพทย์

‘พลาสติก’ วัสดุสู้วิกฤตโควิด-19 เคียงข้างบุคลากรทางแพทย์

Date: 25 May 2020

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้คนต้องปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิตตัวเองในการรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อร้าย โดยมีบุคลากรทางการแพทย์เป็นทัพหน้าในการกำราบโรคระบาดนี้ และยังช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถ จึงจำเป็นอย่างมากที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเพิ่มมาตรการป้องกันการติดเชื้อให้มากกว่าเดิม และปฎิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันช่วยดูแลคุณหมอและเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ให้ทำหน้าที่อย่างไร้กังวลได้ก็คือ พลาสติก 90 ปีสายสัมพันธ์ ‘พลาสติก’ กับวงการแพทย์ พลาสติกเริ่มเข้ามาในวงการแพทย์ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นที่หลากหลายและตอบโจทย์วงการแพทย์ ทั้งในด้านความแข็งแรง ทนทานและเหนียว แตกหักได้น้อยกว่าแก้วหรือเซรามิก อีกทั้งยังป้องกันของเหลวซึมผ่านได้ดี มีน้ำหนักเบา ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เป็นเวลานานต่อเนื่อง จึงเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ พลาสติกสามารถขึ้นรูปเป็นชิ้นงานที่มีความซับซ้อนได้ด้วยต้นทุนที่ไม่สูง และที่สำคัญคือ ทนต่อสารเคมีและผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยรังสีได้โดยไม่เกิดการกัดกร่อนเหมือนโลหะ รวมถึงสามารถสังเคราะห์และใส่สารเติมแต่งเพื่อปรับแต่งคุณสมบัติได้ตามความต้องการ ในวงการแพทย์ พลาสติกจึงเข้ามาทดแทนวัสดุประเภทอื่น ๆ อย่างโลหะ เซรามิก และแก้ว ได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่ถูกลง และกลายเป็นวัสดุสำคัญในการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ต่าง ๆ ทั้งแบบที่มีความซับซ้อนสูง และอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะเทียม เครื่องมือผ่าตัด ไหมเย็บ ถุงบรรจุเลือด ท่อดูด ไปจนถึง ถุงมือผ่าตัด และหลอดฉีดยา ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการรักษาได้ทั่วถึงมากขึ้นเนื่องจากขนส่งได้สะดวก สามารถไปถึงที่ห่างไกลได้โดยไม่แตกหักเสียหายระหว่างการเดินทาง อุปกรณ์ป้องกันตนเองทางการแพทย์ หรือ Personal Protective Equipment (PPE) ล้วนมีพลาสติกเป็นองค์ประกอบหลักเช่นเดียวกัน โดยอาศัยคุณสมบัติที่แตกต่างกันของพลาสติกแต่ละประเภท และที่สำคัญคือสามารถป้องกันของเหลวซึมผ่านได้เป็นอย่างดี หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และหน้ากาก N95 ต่างมีวัตถุดิบหลักเป็นเส้นใยสังเคราะห์จากพลาสติกประเภทพอลิโพรพิลีน (PP) มีความต่อเนื่องของเส้นใยและสามารถควบคุมช่องว่างได้ดี ตัวหน้ากากมีหลายชั้น ซึ่งพลาสติกในแต่ละชั้นจะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากการสูดละอองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แว่นครอบตา (Goggles) และกระบังป้องกันใบหน้า (Face Shield) เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันใบหน้าและดวงตาจากละอองสารคัดหลั่งระหว่างทำหัตถการหรือใกล้ชิดผู้ป่วย ส่วนมากผลิตจากพลาสติกประเภทพอลิคาร์บอเนต (PC) เพื่อความแข็งแรงทนทาน ทนรอยขีดข่วน แต่ยังมีความใส และน้ำหนักเบา เพื่อความสบายในการสวมใส่ ชุดหมี (Coverall) และชุดกาวน์ (Medical Gown) ช่วยป้องกันผู้สวมใส่จากของเหลวหรือของแข็งที่ติดเชื้อ รวมถึงการซึมผ่านของสารเคมีและเชื้อโรคต่าง ๆ ในบริเวณศีรษะและลำตัวไปจนถึงข้อมือและข้อเท้า ชุดหมีทำจากเส้นใยพลาสติกประเภทพอลิโพรพิลีน (PP) และเคลือบด้วยสารกันน้ำ จึงกันน้ำ และระบายอากาศได้ ส่วนชุดกาวน์ซึ่งใช้สวมทับชุดหมีนั้นทำจากพลาสติกพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (LLDPE) ที่มีเนื้อนิ่มแต่เหนียว ชุดจึงแนบไปกับลำตัวโดยไม่พอง และไม่มีเสียงก๊อบแก๊บเวลาขยับตัว อีกทั้งยังสามารถระบายอากาศได้ดีอีกด้วย เมื่อใช้งานอุปกรณ์ PPE เหล่านี้เสร็จแล้ว จะต้องมีการถอดอย่างถูกวิธี เพื่อเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ และจะต้องนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งอุปกรณ์ส่วนมากจะเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จึงจำเป็นต้องมีสำรองไว้ใช้ในโรงพยาบาลให้มากพอกับความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้นตามปริมาณผู้ติดเชื้อ ในประเทศไทย มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อไปแล้วถึง 103 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 เมษายน 2563) ซึ่งเป็นการติดเชื้อจากการดูแลรักษาผู้ป่วยถึง 28 คน และอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถระบุสาเหตุและที่มาของการติดเชื้อได้ หรือการที่ต้องสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวในขณะที่ไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างเต็มยศ นวัตกรรมช่วยดูแลแพทย์ ในวันที่แพทย์ดูแลเรา ด้วยตระหนักถึงอันตราย ความยากลำบาก และความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงมีแนวคิดที่จะสร้างเกราะคุ้มครองให้บุคลากรทางการแพทย์ปลอดภัยจากการติดเชื้อ โดยนำความเชี่ยวชาญทั้งในด้านวัสดุพลาสติก วิศวกรรมศาสตร์ และการออกแบบนวัตกรรม ผสมผสานกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของทีมแพทย์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เน้นไปที่การป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อจากผู้ป่วย และให้นวัตกรรมนี้สามารถเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่ แม้ในที่ห่างไกล จึงเป็นที่มาของ นวัตกรรมป้องกันโควิด-19 แบบเคลื่อนที่ หรือ Mobile Isolation Unit นอกเหนือจากความสะดวกในการขนส่ง ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาแล้ว ยังช่วยลดภาระในการจัดหาและสวมใส่ PPE ได้เป็นจำนวนมาก แพทย์สามารถทำงานได้อย่างอุ่นใจและคล่องตัว แม้ต้องเผชิญหน้ากับศึกใหญ่ อุ่นใจ แม้ต้องสัมผัสผู้ป่วย ในขั้นตอนการตรวจคัดกรองโรค บุคลากรทางการแพทย์มีโอกาสได้รับเชื้อผ่านการทำหัตถการ (Swab) เอสซีจีจึงได้ออกแบบนวัตกรรม ห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ (Negative/Positive Pressure Isolation Chamber) เพื่อแยกบุคลากรทางการแพทย์ออกจากคนไข้ ลักษณะเป็นทรงกระบอกขนาดเล็กสำหรับคน 1 คน มีช่องให้สอดมือเพื่อตรวจคนไข้ได้อย่างสะดวก สามารถมองเห็นและติดต่อสื่อสารกันได้ เช่นเดียวกันกับ ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่ (Negative Pressure Isolation Room) มีลักษณะคล้ายเต็นท์ เหมาะสำหรับจัดวางในพื้นที่ที่ต้องการควบคุมการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค เช่น ห้องฉุกเฉิน ห้องไอซียู และห้องพักผู้ป่วยทั่วไป ออกแบบให้ติดตั้งรื้อถอนได้ง่าย สามารถเปลี่ยนที่ติดตั้งได้ตามต้องการ เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว มั่นใจ ทุกการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีโอกาสเสี่ยงที่เชื้อจะฟุ้งกระจายในอากาศสูง อาจแพร่เชื้อไปยังคนไข้คนอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณที่เคลื่อนย้ายผ่าน จึงเป็นที่มาของ แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ (Patient Isolation Capsule) ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ออกแบบมาให้มีขนาดพอดีกับผู้ป่วย 1 คน และสามารถต่อโต๊ะวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ นอกจากนี้ ยังมี แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบขนาดเล็ก สำหรับเข้าเครื่อง CT Scan (Small Patient Isolation Capsule for CT scan) ที่โดยออกแบบให้โครงสร้างช่วงบนไม่มีส่วนประกอบของโลหะ โดยอาศัยความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาของพลาสวูดมาทดแทน จึงสามารถเข้าเครื่อง CT Scan ได้อย่างไม่มีปัญหา อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งหรือนอน สามารถใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยในรถฉุกเฉินได้ นวัตกรรมพลาสติก สู้วิกฤตโควิด-19 นวัตกรรมเพื่อการแพทย์จากเอสซีจีทุกชิ้น ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริงและผ่านการทดสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเลือกใช้วัสดุหลักเป็นพลาสติกประเภทพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ทั้งแบบใสและแบบผ้าใบ เพื่อให้สามารถมองเห็นทะลุผ่านได้อย่างชัดเจนและไม่มีแสงสะท้อน อีกทั้งยังสามารถนำไปทำความสะอาดด้วยวิธีการฆ่าเชื้อของโรงพยาบาลได้ด้วย จึงสามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง จะเห็นได้ว่า พลาสติกอยู่เคียงข้างกับบุคลากรทางการแพทย์เสมอมา แม้ในวิกฤตโควิด-19 ก็เช่นกัน พลาสติกได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในการปกป้องทีมแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ โดยอาศัยคุณสมบัติพิเศษของพลาสติกที่โดดเด่นกว่าวัสดุชนิดอื่น การเดินหน้าด้านงานวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้นวัตกรรมพลาสติกที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมพลาสติกเพื่อการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าในศึกครั้งหน้า เราจะมีอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพไว้ดูแลปกป้องทุกคน
เอสซีจี ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนระยอง สร้างเครือข่ายผลิตหน้ากากผ้าป้องกันโควิด-19 เพิ่มรายได้ให้ชุมชนยามวิกฤต

เอสซีจี ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนระยอง สร้างเครือข่ายผลิตหน้ากากผ้าป้องกันโควิด-19 เพิ่มรายได้ให้ชุมชนยามวิกฤต

Date: 22 May 2020

เมื่อทุกพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกเหนือจากการดูแลป้องกันตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยปราศจากเชื้อโควิด-19 ภายใต้วิถี Social Distancing แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแบบตีควบกันมาก็คือ การหาวิธีสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนในยามวิกฤตเช่นนี้ “ในพื้นที่ระยอง มีวิสาหกิจชุมชนที่เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บอยู่หลายแห่ง โดยปกติจะตัดเย็บกระเป๋าบ้าง เสื้อผ้าบ้างเพื่อนำไปจำหน่ายตามห้างร้าน หรือในตลาดนัดของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 กิจกรรมทุกอย่างถูกระงับเพื่อช่วยกันอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทีม CSR ของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมาตลอดจึงระดมสมองหาหนทางช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ให้เดินหน้าต่อไปได้ในยามวิกฤตนี้ และด้วยความคิดที่ว่า “ทุกวิกฤตมีโอกาสดี ๆ อยู่เสมอ” จึงนำมาสู่ปฏิบัติการพิเศษจากเอสซีจี นั่นคือ โครงการ “หน้ากากผ้าเพื่อชุมชนด้วยฝีมือชุมชน โดยทีมงานของเอสซีจี ได้สร้างเครือข่ายผลิตหน้ากากผ้าป้องกันโควิด-19 ขึ้น และช่วยชุมชนหาแหล่งซื้ออุปกรณ์ในราคายุติธรรมไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้ายมัสลิน ยางยืด หรือแม้แต่ซองพลาสติกสำหรับใส่หน้ากาก” น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์และกิจการเพื่อสังคม ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เล่าที่มาของโครงการ ระดมพันธมิตรร่วมปฏิบัติการพิเศษ... สร้างเครือข่ายการตัดเย็บหน้ากากผ้า ในช่วงเวลาที่หน้ากากอนามัยหาได้ยากยิ่งกว่าทองคำ “หน้ากากผ้า” จึงเป็นทางออกที่เหมาะกับสถานการณ์มากที่สุด โดยธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้รับความรู้และข้อแนะนำเรื่องหน้ากากผ้าจากกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมาบตาพุด ซึ่งหน้ากากผ้าเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ป่วย สามารถซักแล้วใช้ซ้ำได้ นอกจากนี้ ยังได้รับแบบการตัดเย็บจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงทำให้มั่นใจว่าหน้ากากผ้าที่ตั้งใจทำขึ้นในครั้งนี้จะช่วยปกป้องชุมชนจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ เมื่อแบบพร้อม ต่อไปคือ การหาช่างตัดเย็บ ซึ่งเป็นเรื่องถนัดของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มตัดเย็บอยู่แล้ว เอสซีจีจึงสร้างเครือข่ายการตัดเย็บหน้ากากผ้าโดยมีวิสาหกิจชุมชนในเขตมาบตาพุด และบ้านฉาง เป็นแกนนำ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการเปิดสอนการตัดเย็บหน้ากากผ้า ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างงานให้กับวิสาหกิจชุมชนแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้ให้กับอีกหลายครอบครัวที่หยุดอยู่บ้านและขาดรายได้ ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้ มีบริษัทกรุงเทพ ซินธิติกส์ หรือ บีเอสที เป็นพันธมิตรร่วมโครงการอีกด้วย หน้ากากผ้าเพื่อชุมชนด้วยฝีมือชุมชน การทำงานร่วมกันระหว่างเอสซีจี บีเอสที และวิสาหกิจชุมชนในครั้งนี้ ทำให้ได้หน้ากากผ้าจำนวนกว่า 36,500 ชิ้น ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ประกอบด้วยหน้ากากผ้าสำหรับผู้ใหญ่และสำหรับเด็ก เพื่อส่งต่อความห่วงใยให้กับชุมชนกว่า 72 ชุมชนใน 3 เขตเทศบาล ได้แก่ เทศบาลเมืองมาบตาพุด เทศบาลตำบลมาบข่าพัฒนา และเทศบาลตำบลบ้านฉาง นอกจากนี้ ยังใส่ใจถึงเด็ก ๆ ในชุมชนด้วย จึงได้ผลิตหน้ากากสำหรับเด็กเพื่อให้มีขนาดกระชับพอดีกับใบหน้า โดยหน้ากากผ้าทั้งหมดได้ส่งถึงมือชุมชนแล้ว ช่วยให้ชุมชนมีหน้ากากผ้าไว้ใช้ได้ทันท่วงทีตามประกาศจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดระยอง เรื่อง ให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยองสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่ออกจากเคหสถาน และด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการป้องกันเชื้อโควิด-19 จึงทำให้วันนี้ จังหวัดระยองไม่พบผู้ติดเชื้อแล้ว แบ่งปันสู่ผู้อื่น... น้ำใจเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ของวิสาหกิจชุมชนระยอง นอกเหนือจากการผลิตหน้ากากผ้าตามโครงการ “หน้ากากผ้าเพื่อชุมชนด้วยฝีมือชุมชน” แล้ว วิสาหกิจชุมชนระยองยังมีน้ำใจแบ่งปันหน้ากากผ้าฝีมือของสมาชิกฯ ให้กับผู้อื่นด้วย หน้ากากผ้าฝ้ายมัสลินสีธรรมชาติจากเปลือกมังคุดและสีครามเหล่านี้เป็นฝีมือของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน แตนบาติก จ.ระยอง นำโดยพี่แตน ไพลิน โด่งดัง ที่แต่เดิมได้ตัดเย็บผ้าย้อมคราม แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้หน้ากากอนามัยขาดแคลน พี่แตนจึงรวมกลุ่มสมาชิกฯ เย็บหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลินย้อมธรรมชาติจากเปลือกมังคุด ผลไม้ประจำจ.ระยอง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งปัญหาสุขภาพและรายได้ของชุมชน “พี่และสมาชิกฯ อยากมีส่วนช่วยเหลือในวิกฤตนี้ วิสาหกิจชุมชนแตนบาติกมีความสามารถในการตัดเย็บผ้าอยู่แล้ว จึงได้อาสามาเย็บหน้ากากผ้าโดยมีไอเดียนำเปลือกและใบมังคุดซึ่งเป็นผลไม้ท้องถิ่นจ.ระยอง มาย้อมผ้าซึ่งสีที่ได้จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ปลอดภัยกับผู้สวมใส่ ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนเรื่องการสกัดผงสีจากเปลือกและใบมังคุดจากทางเอสซีจีและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ประเทศไทย โดยหลังจากที่ทำหน้ากากผ้าเสร็จแล้ว เราจะนำไปซักทำความสะอาด ฆ่าเชื้อก่อนบรรจุใส่ซอง เพื่อให้มั่นใจถึงความสะอาดและปลอดภัยของเด็ก ๆ และคนในชุมชนที่ได้รับหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลินย้อมสีเปลือกมังคุดของแตนบาติก” นางไพลิน โด่งดัง ประธานวิสาหกิจชุมชนแตน บาติก จ.ระยอง ขณะเดียวกัน วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้า ชุมชนมาบชลูด จ.ระยอง นำโดยพี่ประคอง เกิดมงคล เมื่อทราบว่าหน้ากากอนามัยขาดแคลน หลายคนหาซื้อไม่ได้จากวิกฤตโควิด-19 จึงได้อาสาระดมสมาชิกและผู้ขาดรายได้จากวิกฤตนี้มาช่วยกันผลิตและตัดเย็บหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลิน โดยพี่ประคองได้ใช้ความสามารถเดิมในการตัดเย็บกระเป๋าผ้ามาดัดแปลง “ช่วงนี้มีสมาชิกและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมกลุ่มกันกว่า 20 คน มาช่วยตัดเย็บหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลิน โดยมีสมาชิกวิสาหกิจฯ เป็นผู้สอน เรามีปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่หายากและราคาสูง ทั้งผ้า ด้าย ยางยืด รวมทั้งซองใส่หน้ากากผ้า แต่ดีที่มีน้อง ๆ จากเอสซีจีและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมาช่วยประสานงานแหล่งซื้อวัตถุดิบ ตลอดจนวางแผนการผลิต ทำให้พวกพี่มีเวลาตัดเย็บให้ทันเวลาและดูความเรียบร้อยของชิ้นงานให้ดีที่สุด”นางประคอง เกิดมงคล ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้า ชุมชนมาบชลูด จ.ระยอง สอดคล้องกับ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพตัดเย็บ ชุมชนบ้านบน จ.ระยอง ที่มีหัวเรี่ยวหัวแรงอย่าง พี่ภาวิณี บัวนาค เปิดรับสมัครคนในชุมชนมาเรียนการตัดเย็บหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลิน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแรงกายและแรงใจที่จะช่วยให้ชาวระยองก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน “ผลพวงจากการยกเลิกเทศกาลสงกรานต์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ยอดสั่งซื้อเสื้อสงกรานต์ลดลง ยอมรับว่าส่งผลกระทบพอสมควร ประกอบกับเกิดการขาดแคลนของหน้ากากอนามัย จึงเห็นช่องทางชักชวนกลุ่มสมาชิกฯ มาตัดเย็บหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลินแทน ซึ่งผลตอบรับดีมาก ยอดสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมากจนต้องเร่งผลิตเพิ่ม ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ขาดรายได้ พี่ยินดีสอนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งพี่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้พวกเขานำมาต่อยอดในการสร้างรายได้ในอนาคตได้” นางภาวิณี บัวนาค ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพตัดเย็บ ชุมชนบ้านบน จ.ระยอง ผ้าฝ้ายมัสลิน วัสดุดี ทางเลือกของผู้ไม่มีอาการป่วย สำหรับวัสดุที่เลือกมาตัดเย็บหน้ากากคือ “ผ้าฝ้ายมัสลิน” ที่มีคุณสมบัติในการกักอนุภาคขนาดเล็ก การป้องกันการซึมผ่านของละอองน้ำ สามารถนำไปซักและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เย็บจีบกลาง มีสายยางยืดคล้องหู สามารถซักรีดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จึงช่วยลดปริมาณขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วทิ้งได้ นอกจากนี้ ด้วยความห่วงใยต่อสุขภาพของเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อไวรัสโควิด-19 ทางวิสาหกิจชุมชนฯ จึงได้ตัดเย็บหน้ากากผ้าฝ้ายมัสลินที่มีขนาดเล็กเหมาะสมกับเด็กวัย 5-8 ขวบ มีสายยางยืด สวมใส่สบายและกระชับใบหน้าของเด็กอีกด้วย ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มตัดเย็บในเครือข่ายของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ตัดเย็บหน้ากากผ้ามัสลินไปแล้วกว่า 50,000 ชิ้น สร้างรายได้ให้กับกลุ่มฯ และชุมชนเครือข่ายกว่า 800,000 บาท ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกวิกฤต มีโอกาส” จึงทำให้ทุกคนพร้อมปรับตัว ไม่ปล่อยให้วิกฤตเป็นอุปสรรค แต่รู้จักใช้วิกฤตสร้างโอกาส สู้คนเดียวอาจไม่ชนะ แต่สู้เป็นหมู่คณะเราชนะได้อย่างแน่นอน ผู้ที่สนใจ “หน้ากากผ้าฝ้ายมัสลิน” ฝีมือวิสาหกิจชุมชน จ.ระยอง ติดต่อได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแตนบาติก โทร 086 140-6699 วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้าชุมชนมาบชลูด โทร 081 649-1089 และวิสาหกิจชุมชนอาชีพตัดเย็บชุมชนบ้านบน โทร 099 535-5624
SMX™ H551BU: Innovative, Eco-friendly Plastic Resin For The Circular Economy

SMX™ H551BU: Innovative, Eco-friendly Plastic Resin For The Circular Economy

Date: 18 May 2020

Standing out among the highlighted products of Chemicals Business, SCG in the past few years is SMX™ Technology, which has enabled the development and manufacturing of stronger HDPE (High Density Polyethylene). Thanks to their improved strength, plastic resins developed with this technology can better meet product specifications, and less material is required to achieve the same mechanical properties, which supports the circular economy. One of the plastic resins made possible by this innovative technology is SMX™ H551BU, an HDPE resin developed for the manufacturing of industrial-grade 1000-liter intermediate bulk containers (IBC), which are mostly used to transfer highly reactive or corrosive chemicals, such as hydrogen peroxide and hydrochloric acid. These tanks can also be stacked and moved with forklifts, leading to their widespread use in large industrial plants. As such, the plastic for IBC manufacturing must enable these tanks to withstand corrosion and make them strong enough that they do not leak or crack when moved or stacked, which could lead to injuries and damage not only to the company’s employees and properties but also to its reputation regarding its safety standard. As they have to be maintained to meet the specifications, these basic properties add another layer of complexity to any attempt to develop a plastic resin that reduces material consumption. Depending on the design of the IBC, SMX™ H551BU makes it possible produce a tank with a thinner wall and around 10% reduced weight, while maintaining product performance. Thanks to its high melt strength, the innovative plastic resin has easy processing allowing good thickness distribution and energy consumption reduction. In addition, the transportation of lightweight IBCs produced with this resin takes less energy and releases less carbon dioxide, making them truly eco-friendly throughout their life cycle. In the development of HDPE SMX™ H551BU, SCG worked closely with two world-class bulk container producers, Schutz and Pack Delta, to pinpoint usage needs and convert them into corresponding properties that the resin needed to have to produce IBCs that would meet the needs of both manufacturers and end-users. In addition, tests were conducted to ensure that the resin met the UN Mark Certification for Packaging of Dangerous Goods (UN standards) so that a label could be put on the container and exported for sale. Thanks to SMX™ Technology, the Chemicals Business, SCG, has successfully innovated a product that not only reduces costs for the plastic industry but also enhances resource maximization throughout the supply chain, from raw material producers and product manufacturers to end-users, which is in line with the principle of circular economy and will lead to business and environmental sustainability. Further reading on https://www.scgchemicals.com/en/products-services/product-type/pe/smx-technologyor for more information, please email us at smx@scg.com