5 ไฮไลต์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เอสซีจี

5 ไฮไลต์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เอสซีจี

Date: 23 Dec 2020

เอสซีจี เป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ที่มุ่งดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบริษัทได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาบูรณาการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวปฏิบัติที่เรียกว่า SCG Circular way ที่ครอบคลุมการออกแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดหาทรัพยากรที่ได้จากการรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ นวัตกรรมที่ช่วยเสริมภาพความชัดเจนของหลักดังกล่าวทั้งในแง่ของแนวปฏิบัติและผลลัพธ์ที่ได้ ประกอบไปด้วย 6 ไฮไลต์ ได้แก่ นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล ทุ่นกักขยะลอยน้ำจาก HDPE-Bone บ้านปลาเอสซีจี เก้าอี้รีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน และกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากแกลลอนน้ำยาล้างไต “ทางออก” เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ชุมชนมั่งคั่ง นวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิล หรือ Innovative Recycled Plastic Road สะท้อนความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงขององค์กร ที่ต้องการส่งเสริมและต่อยอดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ไปพร้อมกับการบูรณาการ Open Innovation เป็นการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่าง ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย โดยถนนพลาสติกรีไซเคิลที่มีพลาสติกเหลือใช้ ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้ว ถุงร้อน หลอด แก้วกาแฟชนิด PP, PE และ PET ซองบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ไม่เคลือบชั้นโลหะ (โดยทั้งหมดต้องเป็นพลาสติกที่สามารถหลอมละลายได้ในอุณหภูมิประมาณ 160 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า) มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ มีผิวถนนที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมสูงสุด 30% และมีการยึดเกาะถนนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ถือเป็นการช่วยลดขยะพลาสติกในประเทศ โดยนำพลาสติกใช้แล้วมาใช้ทำถนนยางมะตอยที่มีคุณภาพ รวมถึงเป็นการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานให้กับชุมชนเพื่อต่อยอดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน เอสซีจีและพันธมิตรได้ดำเนินการทำถนนแอสฟัลต์คอนกรีตต้นแบบที่มีพลาสติกเหลือใช้เป็นส่วนผสม รวมความยาวถนนทั้งสิ้น 7.7 กิโลเมตร และสามารถนำพลาสติกเหลือใช้หมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าได้รวมทั้งสิ้น 23 ตัน หรือราว 23,000 กิโลกรัม รับชมวิดีโอนวัตกรรมถนนพลาสติกรีไซเคิลได้ที่ https://bit.ly/360yP05 จัดการปัญหาขยะในทะเลไทยด้วยนวัตกรรม ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า 80% ของขยะที่ตกค้างในทะเลมาจากกิจกรรมบนบก เอสซีจี ได้คิดค้น ทุ่นกักขยะลอยน้ำจาก HDPE-Bone (SCG-DMCR Litter Trap Generation 2) นวัตกรรมที่ช่วยลดปริมาณขยะในทะเลนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นจากนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ (SCG-DMCR Litter Trap) ที่เอสซีจีได้พัฒนาร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เมื่อปี 2561 ทุ่นกักขยะลอยน้ำเวอร์ชันใหม่ของเอสซีจีนี้ ผลิตจากวัสดุลอยน้ำ HDPE-Bone ที่เป็นเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ HDPE มาใช้ทดแทนวัสดุเดิม ทำให้ทุ่นฯ สามารถลอยน้ำได้ดีขึ้น จัดเก็บขยะลอยน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้สามารถนำขยะกลับมารีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นวัตกรรมนี้ยังทนทานต่อรังสียูวี มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ประกอบและติดตั้งได้ง่ายขึ้น เอสซีจีได้ส่งมอบนวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำรุ่นล่าสุดนี้ให้กับ 7 จังหวัดชายฝั่งทะเล ได้แก่ ระยอง สมุทรปราการ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา พังงา และกระบี่ เพื่อป้องกันขยะไหลสู่ทะเล ไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 รับชมวิดีโอได้ที่นี่ https://bit.ly/2Jk59DW คืนชีวิตสู่ท้องทะเลไทย ส่งต่อความห่วงใยให้ชุมชน ก่อนจะมี บ้านปลาเอสซีจีอีกหนึ่งโครงการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนจากเอสซีจีเกิดขึ้น ชุมชนชาวประมงของจังหวัดระยอง ประสบกับปัญหาปริมาณสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่งลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องออกเรือจากฝั่งไปไกลเกือบ 10 กิโลเมตรเพื่อทำประมง แต่การสร้าง “บ้านปลา” ทำให้ทรัพยากรชายฝั่งทะเลได้รับการฟื้นฟู ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา และนั่นทำให้ชุมชนกลับมาทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน ในช่วงแรกของโครงการฯ เอสซจี นำท่อ PE100 ซึ่งเป็นพลาสติกพอลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE - High density polyethylene) เกรดพิเศษที่เหลือจากกระบวนการขึ้นรูปทดสอบมาใช้สร้างบ้านปลา วัสดุดังกล่าวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี เพราะทนต่อการกัดกร่อนและแรงดันได้สูง ต่อมาในปี 2560 เอสซีจี ได้ทดลองนำขยะพลาสติกจากทะเลและชุมชน เช่น ฝาขวดน้ำ ถุงพลาสติกหูหิ้ว มาคัดแยกผสมกับเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษของเอสซีจี เพื่อนำมาผลิตเป็นท่อสำหรับสร้างบ้านปลา รวมถึงการพัฒนาการวางบ้านปลาแบบใหม่ที่เรียกว่า “หมู่บ้าน” โดยยึดโยงบ้านปลา 10 หลัง เข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่อยู่บนบก และใช้แพจากทุ่นพลาสติกเพื่อขนส่งบ้านปลาทั้งหมดไปในบริเวณที่ต้องการวางบ้านปลา ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาการวางบ้านปลา และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการวางแบบเดิม ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา (2555 - 2563) เอสซีจี ได้วางบ้านปลาครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกไปแล้วจำนวน 2,180 หลัง คิดเป็น 43 กลุ่มประมง ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 47 ตารางกิโลเมตร ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 172 ชนิด (ผลสำรวจของเดือนธันวาคมปี 2560) ผ่านความร่วมมือร่วมใจจากจิตอาสาจากทั่วประเทศกว่า 22,900 คน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างบ้านปลา สร้างจิตสำนึกเด็กไทย รู้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เอสซีจี ใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเรื่องพลาสติกเข้ามาช่วยจัดการขยะถุงนมที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 จ.ระยอง โดยนำถุงนมโรงเรียนที่ผลิตจากพลาสติกชนิด LLDPE (Linear Low Density Polyethylene) มีคุณสมบัติเหนียวและยืดหยุ่นสูง แต่ยังทนต่อความร้อนและความดันสูงได้ มาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็น เก้าอี้รีไซเคิลจากถุงนมโรงเรียน โครงการนี้ นอกจากจะช่วยลดปริมาณของขยะพลาสติกที่จะนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบได้แล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ดีช่วยให้นักเรียนได้เห็นประโยชน์ของการรีไซเคิลได้อย่างชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าพลาสติกที่พวกเขาช่วยกันล้างและทำความสะอาดอย่างดีนั้นสามารถกลับมามีคุณค่าได้อีกครั้ง โดยเก้าอี้พลาสติกรีไซเคิล 1 ตัว ใช้ถุงนมที่แห้งและสะอาดประมาณ 600 ถุงในการผลิต ในปัจจุบันเอสซีจีได้กำลังศึกษาสูตรให้สามารถนำถุงนมพลาสติกมารีไซเคิลได้ในจำนวนที่มากขึ้น รวมถึงการนำขยะพลาสติกชนิดอื่น ๆ มาสร้างประโยชน์ให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุพอลิเมอร์และการออกแบบ เอสซีจี ได้พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์เพื่อยกระดับการใช้งานให้แก่ทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ของกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำของไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว นำมาสู่ความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากมายหลายชนิด หนึ่งในนั่นก็คือ กระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไต การพัฒนากระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตนี้ ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 2 ส่วน คือ การจัดการขยะ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ เอสซีจีได้แนะนำว่าแกลลอนน้ำยาล้างไตเป็นวัสดุตั้งต้นที่น่าสนใจ เพราะเป็นขยะคุณภาพดี สะอาด ไม่ปนเปื้อน เป็นพลาสติกประเภท HDPE (High Density Polyethylene) อีกทั้งยังทางโรงพยาบาลมีศูนย์ล้างไต จึงมีแกลลอนเปล่าเป็นขยะที่เกิดขึ้นทุกวันและมีปริมาณประมาณ 150-200 แกลลอนต่อวัน จึงเหมาะแก่การนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ในส่วนของการดีไซน์ได้ข้อสรุปออกมาเป็น กระถางต้นไม้ขนาดความสูง 80–100 เซนติเมตร สำหรับตกแต่งอาคาร โดยแกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 10 แกลลอน นำมารีไซเคิลเป็นกระถางต้นไม้รีไซเคิลขนาดกลางได้ 1 กระถาง และถ้าหากต้องการขนาดกระถางที่ใหญ่ขึ้น ต้องใช้แกลลอนน้ำยาล้างไตจำนวน 12 แกลลอน โครงการกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากวัสดุแกลลอนน้ำยาล้างไตในครั้งนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญของเอสซีจีในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบ พร้อมกับการแบ่งกันแนวคิดและแนวปฏิบัติเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
“บ้านปลาเอสซีจี” ฟื้นฟูทรัพยากรทะเลชายฝั่ง สร้างเสริมชุมชนยั่งยืน

“บ้านปลาเอสซีจี” ฟื้นฟูทรัพยากรทะเลชายฝั่ง สร้างเสริมชุมชนยั่งยืน

Date: 23 Dec 2020

“เมื่อก่อนจะหาปลาต้องออกเรือจากฝั่งไปประมาณ 6-10 กิโลเมตร เมื่อออกไปไกลก็ต้องเผชิญกับคลื่นสูง ลมแรง ซึ่งบางครั้งทำให้เครื่องมือประมงพื้นบ้านเสียหายกลับมา แต่หลังจากมีบ้านปลา เห็นได้ชัดเลยว่าในรัศมี 1-2 กิโลเมตรเท่านั้น ก็หาปู หาปลาได้แล้ว เป็นผลจากการวางบ้านปลาเพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล ซึ่งเป็นทรัพยากรอันล้ำค่าของทุกคน” คำพูดข้างต้นเป็นของ ไมตรี รอดพ้น ประธานวิสาหกิจชุมชนชมรมประมงเรือเล็กพื้นบ้าน อำเภอเมือง และอำเภอบ้านฉางสามัคคี จังหวัดระยอง ที่ฉายให้เห็นภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรบริเวณชายฝั่งทะเล ซึ่งส่งผลให้สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวมีจำนวนลดลง และท้ายที่สุดส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน เอสซีจี เองก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนคืนท้องทะเลไทย จึงรวมทีมกันคิดค้นและออกแบบ “บ้านปลาเอสซีจี” นวัตกรรมที่สะท้อนความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพอลิเมอร์และการออกแบบ และความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับชาวประมงพื้นบ้านเรือเล็กในจังหวัดระยอง เพื่อช่วยกันอนุรักษ์และฟื้นคืนระบบนิเวศทะเลไทย จากจุดเริ่มต้นของความ “รักษ์และรัก” จากความรักที่จะดูแลชุมชน และตั้งใจที่จะถ่ายทอดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนให้ชุมชนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดการพึ่งพาตนเอง จึงเป็นที่มาของโครงการ “จากภูผา…สู่มหานที” โครงการรักษ์น้ำที่เป็นแนวทางการดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนให้เข้าใจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้ทุกคนมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน สำหรับในพื้นที่ จ.ระยอง เอสซีจี ได้ร่วมชุมชนและภาครัฐ ช่วยกันบริหารจัดการน้ำในจังหวัดตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการสร้าง “ฝายชะลอน้ำ” ในพื้นที่เขายายดา จนถึงปลายน้ำ โดยการสร้าง “บ้านปลา” เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลให้อุดมสมบูรณ์ เป็นเสมือนคลังทรัพยากรในทะเลที่ชาวประมงสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน หมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ โครงการบ้านปลาเอสซีจีได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาใช้ ด้วยการนำท่อ PE100 ซึ่งเป็น พลาสติกพอลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE - High density polyethylene) เกรดพิเศษที่เหลือจากกระบวนการขึ้นรูปทดสอบมาใช้สร้างบ้านปลา เม็ดพลาสติกดังกล่าวผ่านกระบวนการทดสอบเม็ดพลาสติกของบริษัทและผ่านการทดสอบคุณสมบัติท่อจากสถาบัน VTT, Finland และสถาบันอื่น ๆ ทั่วโลก ในด้าน SFS-EN ISO 8795:2001 โดยนำน้ำที่สกัดสารเคมีออกจากท่อมาทดสอบหาสารอันตราย และทดสอบเรื่องกลิ่นหรือสารปนเปื้อนจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่าปลอดภัยไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังมีคุณสมบัติที่ทนต่อการกัดกร่อนและแรงดันได้สูง ทำให้มีอายุใช้งานได้นานกว่า 50 ปี ทีมงานยังได้ออกแบบรูปทรงของบ้านปลาให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ผลที่ได้คือบ้านปลาทรงสามเหลี่ยมพีระมิดที่มีความมั่นคงเมื่อนำไปจัดวางใต้ทะเลจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมง และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศทางทะเล นอกจากนี้ ในปี 2560 เอสซีจี ได้ทดลองนำขยะพลาสติกจากทะเลและชุมชน เช่น ฝาขวดน้ำ ถุงพลาสติกหูหิ้ว มาคัดแยกผสมกับเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษของเอสซีจี เพื่อนำมาผลิตเป็นท่อสำหรับสร้างบ้านปลา ซึ่งจากการวิจัยด้านการสำรวจด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เรื่องไมโครพลาสติกในน้ำทะเลที่จัดทำโดยภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้กระบวนการ NOAA Marine Debris Program สรุปได้ว่าไม่พบไมโครพลาสติกในลักษณะรูปร่างและประเภทเดียวกับท่อวัสดุที่ใช้สร้างบ้านปลา นอกจากนี้เอสซีจียังได้พัฒนาการวางบ้านปลาแบบใหม่ โดยวางครั้งเดียวเป็นกลุ่ม เรียกว่า “หมู่บ้าน” ซึ่งใช้ระบบยึดโยงบ้านปลา 10 หลัง เข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่อยู่บนบก และใช้แพจากทุ่นพลาสติกเพื่อขนส่งบ้านปลาทั้งหมดไปในบริเวณที่ต้องการวางบ้านปลา ระบบการวางแบบหมู่บ้านปลานี้ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาการวางบ้านปลา และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการวางแบบเดิม จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางบ้านปลาให้ดีมากยิ่งขึ้น สิ่งแวดล้อมและชุมชน “ฟื้นฟูเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน” จากจุดเริ่มต้นในปี 2555 ที่เอสซีจีเห็นปัญหาการเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลบริเวณชายฝั่ง ซึ่งส่งผลให้สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งลดน้อยลง ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้น้อยลง นำมาสู่โครงการบ้านปลาเอสซีจีที่เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ในเป้าหมายที่ 3 คือ การสร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมสวัสดิภาพสาหรับทุกคนในทุกวัย และเป้าหมายที่ 14 ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา (2555 - 2563) เอสซีจี ได้วางบ้านปลาครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกไปแล้วจำนวน 2,180 หลัง โดยวางในทะเล จังหวัดระยอง 1,340 หลัง, จังหวัดชลบุรี 690 หลัง, จังหวัดตราด 60 หลัง, จังหวัดจันทบุรี 50 หลัง และจังหวัดระนอง 40 หลัง คิดเป็น 43 กลุ่มประมง เป็นพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 47 ตารางกิโลเมตร ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 172 ชนิด (ผลสำรวจของเดือนธันวาคมปี 2560) ประกอบด้วยกลุ่มสัตว์น้ำเศรษฐกิจ กลุ่มปลาสวยงาม กลุ่มสัตว์น้ำวัยอ่อน กลุ่มสัตว์เกาะติด และกลุ่มแพลงก์ตอน โดย เอสซีจีได้รับความร่วมมือร่วมใจจากจิตอาสาจากทั่วประเทศกว่า 22,900 คน ในการสร้างบ้านปลา ล่าสุด เอสซีจี ได้จัดทำบ้านปลาเอสซีจีสีชมพู ซึ่งเป็นโมเดลบ้านปลาต้นแบบที่ผลิตจากฝาขวดน้ำสีชมพู ที่ได้รับรวบรวมจากน้องนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยฝาขวดน้ำดื่มทำจากวัสดุพลาสติกประเภท HDPE ที่มีความแข็งแรง และนำมาผสมกับเม็ดพลาสติก HDPE ที่มีสารกัน UV จึงทำให้มีความทนทาน อายุใช้งานยาวนาน และยังมีความปลอดภัยสูงด้วยพลาสติกประเภทที่สัมผัสอาหารได้ (Food grade) โมเดลบ้านปลาดังกล่าวถูกนำมาจัดแสดงไว้ที่งานสัมมนาเพื่อความร่วมมือสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future” จากเวทีใหญ่กรุงเทพฯ สู่จังหวัดระยอง “อาชีพประมง อยู่กับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ พายุฝน เราประเมินกันดูว่ารายได้ จากเมื่อก่อนได้หลักร้อย แต่หลังจากมีบ้านปลาเอสซีจีรายได้เป็นหลักพันบาท เราจึงมาคิดกันในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงฯ ว่า โครงการบ้านปลาเอสซีจี มาถูกทางแล้ว สามารถสร้างแหล่งอาหารให้ยั่งยืน กับอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งไม่เพียงชาวประมงเท่านั้นที่ได้ แต่มองไปถึงความยั่งยืนของแหล่งอาหารในประเทศไทยในอนาคตด้วย” ไมตรี ประธานกลุ่มประมงฯ กล่าวย้ำถึงความสำเร็จของโครงการบ้านปลาเอสซีจี
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 12: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “เทศบาลเมืองทุ่งสง”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 12: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “เทศบาลเมืองทุ่งสง”

Date: 17 Dec 2020

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ “เทศบาลเมืองทุ่งสง” ปัญหาขยะล้นเมือง ขยะเป็นปัญหาของเทศบาลเมืองทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มาเนิ่นนาน ที่นี่เป็นเมืองชุมทางที่มีผู้คนเดินทางผ่านไปมาตลอดเวลา มีประชากรกว่า 32,000 คน เกือบครึ่งหนึ่งเป็นประชากรแฝงจากพื้นที่อื่น มีขยะเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่พื้นที่ฝังกลบไม่เพียงพอ ขยะเป็นปัญหาที่เทศบาลเมืองทุ่งสงต้องหาทางออกให้ได้ โดยขยะในเขตเทศบาลทุ่งสงวันหนึ่งมีมากกว่า 50 ตัน ถ้านำไปฝังกลบทั้งหมดจะเสียค่าฝังกลบถึงปีละ 4 ล้านบาท ดังนั้นถ้าไม่มีการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง นอกจากปัญหาขยะล้นเมืองแล้ว ยังต้องเสียงบประมาณจำนวนมากในการจัดการขยะอีกด้วย พื้นที่ต่างกัน ใช้วิธีไม่เหมือนกัน ทรงชัย วงษ์วัชรดำรง นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง กล่าวถึงปัญหาขยะที่จะเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นในอนาคต หากไม่รีบจัดการ “การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากตัวเรา ดังนั้นสิ่งที่ต้องทบทวนคือ หาวิธีการที่เหมาะสมกับชุมชนของเรา เทศบาลได้ส่งพี่เลี้ยง ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่กองช่างสุขาภิบาลของเทศบาลเข้าไปช่วยดูแลให้ความรู้การจัดการขยะในชุมชนทั้ง 20 ชุมชน เจ้าหน้าที่ของเทศบาลจะลงพื้นที่ไปให้ความรู้ชาวชุมชน สาธิตการแยกขยะจากถังขยะของชุมชนเอง ใช้วิธีเทขยะออกมาทั้งหมด แล้วคัดแยกเป็นประเภทต่าง ๆ ทำให้เห็นว่า เมื่อแยกขยะ มีขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เกือบทั้งหมด การให้พี่เลี้ยงเข้าไปช่วยให้คำแนะนำ ทำให้ชุมชนเข้าใจและเห็นความสำคัญการคัดแยกขยะ การจัดการขยะในเขตเทศบาลทุ่งสงจึงเห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว ความสำเร็จสำคัญของโครงการ เทศบาลเมืองทุ่งสง อ.ทุ่งสง ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นอนาคตของทุ่งสง เด็กและเยาวชนของ 6 โรงเรียนในเขตเทศบาลทุ่งสง ซึ่งมีนักเรียนรวมกว่า 4,600 คน ได้รับการปลูกฝังความรู้และจิตสำนึกการจัดการขยะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เด็ก ๆ จะถูกปลูกฝังให้ทำหน้าที่สื่อสารต่อไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย กลับบ้านต้องไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง คัดแยกขยะร่วมกับผู้ปกครอง เป็นการขยายผลสู่ครัวเรือน โดยมีนักเรียนเป็นผู้นำ โครงการ “พลิกถุงพลิกโลก” ยังช่วยลดปริมาณขยะจากถุงนมโรงเรียนที่จำนวนมากถึง 3,200 ถุงต่อวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อดื่มนมหมดแล้ว นักเรียนทุกคนต้องล้างถุงนม โดยพลิกล้างทั้งสองด้าน แล้วเอาไปตากแดดขจัดความชื้น โรงเรียนจะรวบรวมส่งให้เทศบาล เพื่อนำถุงนมที่ล้างสะอาดแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรรูปให้เป็นขยะเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel: RDF) แล้วส่งต่อให้โรงงานปูนซิเมนต์ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ในเอสซีจี นำไปทำเป็นเชื้อเพลิง เพื่อลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงหลักในภาคอุตสาหกรรม ส่วนขยะที่เหลือให้สร้างมูลค่าได้อีกคือ ขยะอินทรีย์ เช่น กับข้าว เศษอาหาร ต้นกล้วย มะพร้าว ฯลฯ จะถูกมาทำปุ๋ย มีทั้งแบบน้ำและแบบแห้ง โดยชาวบ้านนำไปใช้รดน้ำต้นไม้ ทำให้พืชพันธุ์เจริญงอกงามได้ ผสมน้ำให้สัตว์เลี้ยงกินเป็นยาระบายท้องได้ดีอีกด้วย และชาวบ้านยังเอาไปใช้ล้างทำความสะอาดคอกหมูก็ได้ผลดีไม่น้อย ดาวน์โหลด Waste to Wealth... เงินทองจากกองขยะ ได้ที่ https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 11: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็น”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 11: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “ชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็น”

Date: 17 Dec 2020

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ “ชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็น จ.พระนครศรีอยุธยา” ทัศนคติ คือต้นตอของปัญหาขยะ ย้อนไปเมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่แล้ว ชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็น ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก ทุกอย่างในเวลานั้นสะอาด สวยงามไปหมด น้ำในแม่น้ำป่าสักสามารถนำมาใช้อุปโภคและบริโภคได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ จนเมื่อความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเริ่มเข้ามา การเดินทางทางน้ำเป็นทางถนน ในหมู่บ้านเริ่มมีถนนตัดผ่าน เริ่มมีน้ำเสียและมลพิษ สิ่งแวดล้อมที่ดีค่อยๆ หายไป ขณะที่ผู้คนก็ใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัวมากขึ้น จากชุมชนที่สะอาดก็เริ่มเต็มไปด้วยขยะ ทั้งจากคนนอกหมู่บ้านเอาขยะมาทิ้ง และจากคนในที่มีอะไรก็ทิ้งหมักหมมรวมกันไปหมด ไม่ได้มีการแยกขยะ รวมถึงสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นวัด โรงเรียน รวมทั้งตลาดต่างก็เป็นที่ผลิตขยะออกมาอย่างต่อเนื่องโดยขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ นอกจากพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านหลายคนสุขสบายจนเคยตัว และคิดว่าการเสียเงินค่าขยะ 20 บาทต่อเดือนแล้วจะทิ้งขยะยังไงก็ได้ ไม่ต้องมาเสียเวลาคัดแยกขยะ และเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศบาล จากหมู่บ้านต่างจังหวัดที่น่าอยู่ ชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็นกลับกลายเป็นดินแดนที่มีแต่ผู้ผลิตขยะ โดยไม่มีใครคิดจะลุกขึ้นมาจัดการ หากปล่อยไปเรื่อย ๆ ปัญหาขยะอาจเป็นเหมือนไฟลามทุ่ง ที่เนิ่นนานไปจะควบคุมไม่ได้ และกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่อาจจะท้าทายในการแก้ไข เราจะสร้างธนาคารเพื่อจัดการขยะ พันธุ์วดี พูลสวัสดิ์ คือประธานชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็น หมู่ 5 ที่อาสามาจัดการกับปัญหาขยะของพื้นที่แห่งนี้ ในตอนแรกเธอคิดว่าปัญหาอยู่ที่ “ถังขยะ” หากไม่มีถังขยะ ชาวบ้านก็ไม่มีที่ทิ้ง เมื่อไม่มีที่ทิ้ง อาจจะจัดการคัดแยกขยะกันเอง หรือไม่สร้างขยะเพื่อจะได้ไม่ทำให้บ้านตัวเองสกปรก แต่การหักดิบดังกล่าวได้รับการต่อต้านจากชาวบ้าน จนต้องปล่อยให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม เมื่อทั้งการบังคับและการขอความร่วมมือจากชาวบ้านไม่เกิดผล พันธุ์วดีจึงเปลี่ยนแนวทางใหม่ ด้วยการเริ่มจากคนที่เห็นขยะเป็นปัญหาก่อน แล้วค่อยๆ ขยายผลออกไป ประธานชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็นรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ประมาณ 10 ชีวิต ก่อนจะประชุมหารือกันว่าจะทำอย่างไรกับขยะที่มีอยู่ในชุมชน ทำอย่างไรให้คนโพธิ์ซ้ายร่มเย็นลุกขึ้นมาจัดการคัดแยกขยะ หลังการประชุม ทุกคนได้ข้อสรุปร่วมกัน “เราจะสร้างธนาคารเพื่อจัดการขยะ” ความสำเร็จสำคัญของโครงการ ความสำเร็จอย่างแรกในการจัดการขยะของชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็น มาจากการขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อทำให้ธนาคารขยะเป็นจริง การทอดผ้าป่าขยะ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการระดมทุนเพื่อก่อตั้งธนาคารขยะของที่นี่ โดยต้นผ้าป่าในขบวนบุญครั้งนี้ มีทั้งเงิน ขยะ และบางทีก็มีทั้งขยะที่มากับเงิน ซึ่งทีมงานได้เงินจากการทอดผ้าป่าและขายขยะรวมแล้ว 6,740 บาท ธนาคารขยะของที่นี่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวบ้าน เงื่อนไขการสมัครสมาชิกไม่ซับซ้อน เพียงถือขยะมาให้คณะกรรมการธนาคารขยะ แล้วกรอกประวัติเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทุกคนก็จะได้สมุดธนาคารขยะของตัวเอง เมื่อมีการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการฝากหรือถอน ก็จะบันทึกข้อมูลลงสมุด ดอกเบี้ยที่สมาชิกได้รับนั้น นอกจากราคาขายขยะที่สูงกว่าราคากลางทั่วไปแล้ว ทุก ๆ สิ้นปี จะมีให้ลุ้นของรางวัล อาทิ จักรยาน พัดลม หม้อหุงข้าว ชุดเครื่องนอน ฯลฯ ปัจจุบันธนาคารขยะของชุมชนโพธิ์ซ้ายร่มเย็นมีสมาชิกมากถึง 110 คน และยังมีทีท่าว่าจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขยะของที่จะถูกนำมาคัดแยกขยะออกเป็น 2 ส่วน คือ ขยะรีไซเคิลได้ และรีไซเคิลไม่ได้ โดยขยะที่รีไซเคิลได้จะมีคนมารับซื้อเมื่อมีน้ำหนักราว 1,000 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ ชาวบ้านจะนำกลับมาประดิษฐ์เป็นสินค้า ที่สะท้อนไอเดียและฝีมือล้วนของชาวบ้านที่นี่ ขณะที่ขยะเศษอาหาร จะนำมาเลี้ยงไส้เดือนและผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงต้นไม้ให้งอกงาม ส่วนขยะอันตราย จะมีจุดทิ้งอยู่ที่ทำการของชุมชน โดยจะนำส่งเทศบาลและจังหวัดนำไปบริหารจัดการอย่างถูกต้อง ดาวน์โหลด Waste to Wealth... เงินทองจากกองขยะ ได้ที่ https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/
เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 10: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “วิภาวดีฯ ไม่มีขยะ”

เงินทองจากกองขยะ ตอนที่ 10: ถอดบทเรียนการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน “วิภาวดีฯ ไม่มีขยะ”

Date: 17 Dec 2020

เอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนความสำเร็จการจัดการขยะจาก 12 โครงการต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรมตามบริบท โดยในบทความนี้ขอนำเสนอภาพความสำเร็จการจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ “วิภาวดีฯ ไม่มีขยะ” ถนนสายธุรกิจ ถนนสายขยะ ถนนวิภาวดีฯ เป็นที่ตั้งของบริษัทเอกชนชั้นนำต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศ และนั่นอาจอนุมานได้ว่าต้องเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีแนวโน้มปริมาณขยะเกิดขึ้นมาก ยิ่งหากขาดการจัดการอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพแล้ว อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบในภายหลังได้ ในทางกลับกัน หากบริษัททุกแห่งบนถนนธุรกิจแห่งนี้ ร่วมมือกันจัดการขยะอย่างเป็นระบบ น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจให้เกิดขึ้นได้ ด้วยความคิดริเริ่มของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network หรือ TRBN) จึงเกิดการรวมพลังของ 31 องค์กรชั้นนำบนถนนวิภาวดีฯ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงถนนเส้นนี้ให้สะอาด สวยงาม เป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้เป็น “วิภาวดีฯ ไม่มีขยะ” เริ่มต้น เพื่อต่อยอดอย่างยั่งยืน ฟันเฟืองสำคัญของโครงการวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ คือ พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย หรือ TRBN เธอเล่าย้อนให้ฟังว่า ทางองค์กรเป็นผู้นำข้อมูลและความเป็นจริงมาบอกบริษัทบนถนนวิภาวดีว่า ประเทศไทยมีปัญหาขยะมากแค่ไหน ภาครัฐมีวิธีการรับมือและจัดการอย่างไร แล้วบริษัทต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทาง เป็นผู้ผลิตขยะสามารถที่จะช่วยอะไรได้บ้าง ถ้าช่วยแล้วจะเกิดผลดีกับเราและส่วนรวมอย่างไร หรือถ้าเราจัดการขยะในองค์กรแล้วจะมีหน่วยงานหรือบริษัทใดบ้างที่จะต่อยอดนำขยะนี้ออกไปจัดการหมุนเวียนเป็นทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ หรือนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี รวมทั้งมีองค์กรใดบ้างที่จะสนับสนุนองค์ความรู้เฉพาะทางที่ช่วยเติมเต็มการจัดการขยะของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หนึ่งในองค์กรที่ช่วยเติมเต็มการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพ ก็คือบริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัด หรือ GEPP ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของโครงการนี้ โดยทุกบริษัทที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะต้องกลับไปจัดการขยะภายในองค์กรของตัวเองให้ดี รวมทั้งเก็บบันทึก และส่งข้อมูลที่เป็นจริงมาให้ GEPP ข้อมูลจะเป็นตัวชี้วัดว่าแต่ละองค์กรจัดการขยะได้ดี มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งมีอะไรที่ต้องจัดการให้ดีขึ้นได้อีก เผยแพร่ความรู้ ขยายผลความร่วมมือ โครงการวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ ปัจจุบันประกอบด้วยบริษัทสมาชิกทั้งสิ้น 31 บริษัท โดยทุกบริษัทจะส่งข้อมูลการจัดการขยะของตนให้กับ GEPP บันทึกเก็บไว้ โดยเป้าหมายหลักที่สำคัญของปี 2563 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการ มีดังต่อไปนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและบทเรียนที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันของบริษัท ต้องเพิ่มอัตราการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ให้มากและมีประสิทธิภาพในการหมุนเวียนมากขึ้น ลดภาระการฝังกลบ และลดปริมาณขยะหลุดออกสู่ธรรมชาติ เกิดโมเดลการปฏิบัติที่เป็นเลิศในการจัดการขยะมูลฝอยภายในอาคารและเชิงพื้นที่ นอกจากนั้น โครงการวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ ยังหวังผลลัพธ์ คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้คนบนถนนวิภาวดีฯ และให้ผู้คนในสังคมตระหนักรู้เรื่องการจัดการขยะให้มากขึ้น สำหรับปี 2564 โครงการยังมีเป้าหมายหลักต่อเนื่อง ได้แก่ เกิดนวัตกรรมในการจัดการขยะและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพและขยายผลได้มากกว่าเดิม มีบริษัทในเครือข่ายนำไปขยายผลในธุรกิจของตน รวมทั้งบูรณาการเรื่องการจัดการของเสีย และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ และขยายผลไปสู่บริษัทและพื้นที่อื่น ๆ ความสำเร็จสำคัญของโครงการ ก.ล.ต. ถือเป็นบริษัทสำคัญที่ร่วมผลักดันโครงการวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน หลังร่วมเปิดตัวโครงการทางองค์กรกำหนดให้มีการคัดแยกขยะอย่างจริงจัง โดยการคัดแยกขยะของที่นี่แบ่งเป็น 8 ประเภทคือ 1. ขยะเศษอาหาร 2. พลาสติกสะอาด 3. กระป๋องและะกล่องกระดาษสะอาด 4. ขยะติดเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย 5. กระดาษสี 6. กระดาษขาวดำ 7. ถุงแกงและกล่องโฟม และ 8. ขยะฝังกลบ เช่น ทิชชู ไม้จิ้มฟัน ไม้เสียบลูกชิ้น ซึ่งขยะทุกประเภทล้วนได้รับการนำไปจัดการต่ออย่างถูกวิธี ก.ล.ต. ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยการกำกับดูแลให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยข้อมูลว่าทางบริษัทได้ดำเนินการทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือที่บ่งบอกว่ามีการรับผิดชอบต่อสังคม และมีธรรมาภิบาลที่ดีอย่างไรบ้าง โดยระบุในรายงานประจำปี 2564 เพื่อเผยแพร่ในปี 2565 มิได้เปิดเผยแต่เรื่องของงบดุลอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ ก.ล.ต. มีการกระตุ้นให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคมลงในรายงานประจำปี บมจ. จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ “อีสท์วอเตอร์” เป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการน้ำ ก็นำการคัดแยกขยะไปปรับใช้กับองค์กร โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อีสท์วอเตอร์สามารถนำขยะมารีไซเคิลได้ถึง 3,132 กิโลกรัม คิดเป็น 28% ของจำนวนขยะทั้งหมด และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ถึง 1,727.67 กิโลกรัม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เริ่มต้นจัดการ e-waste หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์มาก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ แต่การเข้าร่วมโครงการนี้กระตุ้นให้คนทิ้ง e-waste ถูกต้องมากขึ้น โดยเอไอเอสมีจุดทิ้ง e-waste ทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 1,806 จุด จากที่ไม่ค่อยมีผู้คนตระหนักรู้ กลับกลายเป็นว่าหลังจากเข้าร่วมโครงการนี้ มีผู้คนทิ้งขยะมากถึง 49,952 ชิ้น ภายในระยะเวลา 7 เดือน สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดถึง 499,520 กิโลกรัมคาร์บอน หรือเทียบเท่ากับต้นไม้ขนาดใหญ่ จำนวน 55,502 ต้น ดูดซับก๊าซดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ดาวน์โหลด Waste to Wealth... เงินทองจากกองขยะ ได้ที่ https://www.scg.com/ebook-watse-to-wealth/
นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจี กับโลกปี 2020 ตอนที่ 2

นวัตกรรมพลาสติกจากเอสซีจี กับโลกปี 2020 ตอนที่ 2

Date: 17 Dec 2020

เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ ตลอดจนการมีสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น เอสซีจีในฐานะผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำของประเทศและแนวหน้าด้านวัสดุศาสตร์ของภูมิภาค จึงมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมพลาสติกมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงปี 2020 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ เอสซีจี ได้เผชิญหน้ากับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ แต่ยังคงสามารถสรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทุกภาคส่วนได้อย่างต่อเนื่อง โดยบางส่วนได้ถูกนำเสนอไปแล้วในบทความนี้ สำหรับในบทความนี้ ได้รวบรวมนวัตกรรมไฮไลต์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2020 ไว้ดังต่อไปนี้ โซลูชันอนาคตพลังงานทดแทน เอสซีจีเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในสังคมและส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม จึงได้คิดค้นและพัฒนา โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำแบบครบวงจร (Floating Solar Solutions) ขึ้นเป็นรายแรกในประเทศไทย นวัตกรรมที่เอสซีจีพัฒนาขึ้นนี้ผลิตจากเม็ดพลาสติก HDPE (High Density Polyethylene) มีความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งานกลางแจ้งภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดจัดตลอดทั้งวัน โดยเม็ดพลาสติกดังกล่าวมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ อีกทั้งมีคุณลักษณะเป็น Food Grade ปลอดภัยต่อระบบนิเวศใต้น้ำ การออกแบบนวัตกรรมอย่างมีเอกลักษณ์ ล่าสุด ทีมงานผู้พัฒนาได้ต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวไปสู่ภาคการเกษตร โดยออกแบบตัวทุ่นให้สามารถทำงานร่วมกับปั๊มน้ำได้ เพื่อนำพลังงานสะอาดที่ผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์มาใช้ในการสูบและส่งต่อน้ำไปยังพื้นที่การเกษตร สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบ่อน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณที่มีน้ำท่วมซ้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมที่สายส่งไฟฟ้าเข้าไม่ถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุขาภิบาลดี สังคมยั่งยืน ยกระดับสุขาภิบาลคืออีกหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ซึ่งเอสซีจีเองก็ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม จึงได้คิดค้นและพัฒนา Zyclonic™ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) นวัตกรรมดังกล่าวมีโครงสร้างสำคัญ คือ ระบบบำบัดและกำจัดน้ำและของเสีย (Back-end Treatment Solutions) ที่ประกอบด้วย Aquonic 600 (อควานิก ซิกซ์ฮันเดรด) และ Zyclone Cube (ไซโคลน คิวบ์) โดยอุปกรณ์ทุกชิ้นใช้เม็ดพลาสติกสูตรเฉพาะที่เอสซีจีพัฒนาขึ้นในการขึ้นรูปเพื่อชิ้นงานที่มีคุณภาพ ทางออกปัญหาแพคเกจจิ้งในอนาคต เอสซีจี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพอลิเมอร์ มุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนา Mono Material Packaging เอสซีจี ซึ่งเป็นการเลือกใช้วัสดุพลาสติกประเภทเดียวกันทั้งหมด เพื่อช่วยให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เช่น PE ทั้งหมด หรือ PP ทั้งหมดมาผลิตเป็นฟิล์มในบรรจุภัณฑ์ โดยสิ่งสำคัญคือต้องสามารถคงคุณสมบัติการใช้งานที่เทียบเท่ากับบรรจุภัณฑ์เดิมให้ได้ Mono Material Packaging ที่เอสซีจีกำลังมุ่งมั่นพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน จะกลายมาเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับฟังก์ชันของพลาสติกให้มีศักยภาพมากขึ้น ทั้งในส่วนของการนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อถนอมและยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารอย่างคุ้มค่า และเอื้อต่อการต่อการจัดการหลังการใช้ นั่นคือ การนำกลับมารีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนี้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 12 และข้อที่ 9 ขององค์การสหประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และการพัฒนาอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม